อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อหมอและคนไข้ที่เคยมีความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมาเนิ่นนาน โดยที่ฝ่ายหนึ่งให้ความเคารพนับถือไว้เนื้อเชื่อใจ กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ตั้งอกตั้งใจอยากช่วยเหลือ ต้องกลายมาเป็นคู่พิพากษาที่บาดหมางห่างเหิน และหวาดระแวง รวมทั้งคอยจับผิด !
ตอนที่ตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์ผมมีความรู้สึกดีมากกับวิชาชีพนี้ เพราะจะได้มีโอกาสรักษาผู้ป่วย ช่วยคนเจ็บให้พ้นทุกข์ผมว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ถ้าผมทำให้คนที่กำลังมีความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยให้หายได้ ผมคงจะมีความสุขและความภาคภูมิใจมาก ผมเชื่อว่าหมอรุ่นเก่าๆ ก็คงคิดเหมือนกับผมนี่แหละครับ
ความที่อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับ มีโอกาสทำประโยชน์แก่คนอื่น และมีงานให้ทำแน่นอนหลังเรียนจบอาชีพแพทย์จึงเป็นความใฝ่ฝันของเด็กจำนวนไม่น้อย บางคนก็ไม่ค่อยอยากจะฝันหรอก แต่ถูกพ่อแม่ญาติพี่น้องฝันแทนให้ก็มีตัวเองต้องทำหน้าที่เรียนแทนคนในครอบครัวเพราะว่าเรียนเก่งก็มี
ความเปลี่ยนแปลงในวงการแพทย์
ในอดีตความสัมพันธ์ของคนไข้กับหมอจะเป็นในลักษณะที่คนไข้ให้ความไว้วางใจในตัวหมออย่างมาก บางคนเรียกว่าฝากชีวิตเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวหมอโดยมากก็อยากจะรักษาให้ดีที่สุด เพราะจะได้มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถที่เล่าเรียนมาอย่างยาวนานให้เป็นประโยชน์ และส่วนมากมักจะมีความรู้สึกว่าการทำให้คนไข้หายเจ็บป่วยคือความปิติที่ได้รับ
ผมยังจำได้ว่า เมื่อผมจบแพทย์ใหม่ๆ เมื่อ 20 ปีก่อน สภาพของความสัมพันธ์ก็เป็นอย่างเรียบง่าย กลายเป็นสังคมเมือง สังคมอุตสาหกรรมที่ดูดคนเข้าเมืองใหญ่ ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของคนไทยมีความไม่เหมาะสมอยู่หลายประการ ทั้งมลภาวะ อาหารการกิน ความเครียด และอีกจิปาถะ ผลดังกล่าวทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย และแถมเป็นโรคที่รักษายากเสียด้วย เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ และอุบัติเหตุ สิ่งที่ได้รับผลกระทบตามมาก็คือ การบริการด้านสาธารณสุขของไทยเราที่เดิมก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้วเพราะได้รับงบประมาณค่อนข้างน้อย หมอก็ผลิตได้น้อย ก็เลยยิ่งวิกฤติมากขึ้นไปอีก การดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐจึงขาดมาตรฐานที่ดีอย่างมาก ความผิดพลาดก็มากตามไปด้วย จนหลายครั้งก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้มารับบริการอย่างมากมาย ทั้งจากการรอคอยที่ยาวนาน และผลการรักษาที่ไม่น่าพึงพอใจ
สิทธิผู้ป่วย
ทางออก ?
ผลของการดูแลรักษาที่ไม่ได้มาตรฐาน บริการไม่ดี ก่อทุกข์ให้กับคนไข้ ได้ก่อให้เกิดแนวคิดที่จะคุ้มครองคนไข้ขึ้นมาโดยรัฐได้ออก คำประกาศสิทธิของผู้ป่วย ว่าคนไข้จะต้องได้รับการดูแลรักษาขั้นต่ำอย่างไรจากหมอและโรงพยาบาลขึ้นมา โดยหวังว่าอย่างน้อยก็จะทำให้คนไข้ได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพดีพอสมควร สิ่งที่รัฐไม่ได้ประกาศร่วมไปด้วยก็คือหน้าที่ของคนไข้คืออะไร สิทธิของแพทย์มีหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ปัญหาจึงยิ่งมากขึ้นไปอีก จากการใช้สิทธิที่ไม่มีหน้าที่กำกับ
จุดอ่อนในบริการของรัฐที่กล่าวข้างต้น กลายเป็นจุดแข็งของระบบทุนนิยมที่เข้ามาในประเทศไทยเราอย่างเต็มที่ในการที่จะลงทุนค้าขายบริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชนได้เริ่มเปิดบริการมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเงินลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน จาก 10 ล้าน กลายเป็น 100 ล้าน 1000 ล้าน ทั้งนี้ด้วยความคิดที่ว่าการรักษาพยาบาลเป็นสิ่งที่ทำกำไรได้ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การทำตลาดเพื่อให้คนมาใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนเป็นไปอย่างเข้มข้น
แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลให้ทั้งคนไข้และหมอเองเกิดการเปลี่ยนแปลง หมอจำนวนหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่น้อยหันหน้าเข้าสู่โรงพยาบาลเอกชน เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐ แถมไม่ต้องรับผิดชอบคนไข้จำนวนมากมายที่จ่ายเงินไม่ได้อีกด้วย ส่วนคนไข้ที่ฐานะที่ดีมีความสามารถที่จะจ่ายได้ ก็หันไปเลือกใช้บริการจากโรงพยาบาลเอกชนที่บริการรวดเร็วทันใจแทน ความสัมพันธ์ของคนไข้และหมอในโรงพยาบาลเอกชนได้กลายสภาพจากการช่วยเหลือเอื้ออาทรไปเป็นการรับจ้างซ่อมสุขภาพแทน บริการจะดีมากน้อยแค่ไหน เงินจะเป็นตัวกำหนดที่สำคัญ ยิ่งจ่ายเงินมากบริการก็จะดีมากตามไปด้วย การใช้บริการทางการแพทย์ที่ฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็น หรือไร้สาระก็เกิดขึ้นอย่างมากมายตามแรงโฆษณา คำว่าบุญคุณหรือศรัทธาในตัวหมอลดลงอย่างน่าใจหายหรือบางครั้งไม่มีเลยก็มี ความคิดที่ว่าฉันจ่ายเงินแล้วต้องบริการฉันให้ดีนะ ถ้าไม่ดี ไม่พอใจ ฉันฟ้อง จนทำให้หมอในโรงพยาบาลเอกชนเครียดไปตามๆ กัน และยิ่งเครียด ค่ารักษาพยาบาลก็ยิ่งแพงหนักเข้าไปอีก เผื่อถูกฟ้องร้องจะได้เตรียมเงินเอาไว้สู้คดี ความหมางเมิน หวาดระแวงของหมอกับคนไข้จึงเริ่มเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้
ทุกข์ที่ยังดำเนินต่อไปในโรงพยาบาลรัฐ
ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของคนไข้ที่ฐานะไม่ดีหรือช่วยตัวเองไม่ค่อยจะได้ ก็ยังคงแห่แหนไปรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐไม่ขาดสาย หมอในโรงพยาบาลของรัฐซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ถูกรัฐบังคับให้มาอยู่ ถือเป็นการใช้ทุนที่รัฐให้เรียนแพทย์ กับกลุ่มที่ยังอยากอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐเพราะมีอุดมการณ์ หรือบางคนก็อยู่จนชินไม่อยากย้ายไปไหน หรือยังหาที่ไปไม่ได้ ก็จะต้องทำงานหนักต่อไปเหมือนเดิม เครียดมากขึ้นเพราะถ้ารักษาผิดพลาดไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เตรียมตัวเสียชื่อและถูกฟ้องร้องไว้ได้เลย คนไข้ไม่ฟ้อง คนอื่นก็จะมาช่วยฟ้องให้ หมอบางคนทนไม่ไหว ทำใจไม่ได้ ก็เลยหนีไปขายสินค้าบำรุงสุขภาพ ประเภทขายตรง ขายเอียงแทนก็เยอะ
ข้อเท็จจริงทางการแพทย์
ความทุกข์ในใจหมอ
เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวเกรียวกราวเกี่ยวกับการประกาศข้อเท็จจริงทางการแพทย์จากแพทยสภา ซึ่งก็ถูกวิพากวิจารณ์ และโจมตีจากหลายฝ่ายจริงๆ แพทยสภาต้องการจะบอกว่าตอนนี้หมอมีความทุกข์มาก ตั้งใจรักษาถ้าผิดพลาดก็ถูกฟ้องโรคบางโรครักษาไม่หายแต่คนไข้คิดว่าต้องหาย ถ้ารักษาไม่ได้อย่างที่คนไข้ต้องการก็ถูกฟ้อง บางครั้งต้องให้การดูแลรักษาในสภาพที่ขาดแคลนเครื่องไม้เครื่องมือ หรือคนไข้มากเกินกำลังให้การดูแลไม่ดีก็ถูกฟ้อง คนไข้มีสิทธิผู้ป่วยรับรองแต่หมอไม่มีสิทธิรับรอง เป็นการออกสิทธิที่ไม่สมดุลกัน ที่แพทยสภาอยากบอกก็น่าจะเป็นเช่นนี้แต่ผมคิดว่าความคิดของคนในสังคมมันไปไกลกว่ามาก แล้วที่จะมารับฟังปัญหาของหมอ ปัญหาความไม่เข้าใจกันก็น่าจะสะสมไปอีกนาน
ความระแวง
ระบาด
ผมอยากจะตั้งคำถามกับสังคมว่า เราเลิกพูดเรื่องสิทธิผู้ป่วย สิทธิหมอกันได้ไหมครับ หันกลับมาสร้างความสัมพันธ์ดังเดิมได้ไหม กลับมามีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ศรัทธากันและอยากจะช่วยเหลือกันจะได้ไหม
ผมคิดว่าบ้านเมืองที่ต้องมีการเขียนกฎ ระเบียบ สิทธิ หน้าที่ ยิ่งเขียนมากเท่าไร ยิ่งยุ่งมากเท่านั้น อยู่กันง่ายๆ ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อกันไม่ดีกว่าหรือครับ ไม่รู้ผมฝันกลางวันไปหรือเปล่า
(update 16 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No. 138 April 2007]
|