แพทย์กับผู้ป่วยความเข้าใจต่างกัน


สังคมปัจจุบันเป็นสังคมทุนนิยมเต็มรูปแบบ ที่มีแต่ความเร่งรบ ผู้คนต่างแก่งแย่งแข่งขันกัน และคอยกอบโกยเข้าหาตัวเองให้มากที่สุด

ในเรื่องสุขภาพนั้น จะพบว่ามีข่าวในทางไม่ดีปรากฏอยู่บนสื่อหลายครั้ง และมุมมองของสังคม แพทย์และโรงพยาบาลมักกลายเป็นจำเลยอยู่เสมอ ภายใต้การตัดสินใจจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนของสื่อ เพราะเมื่อเกิดข้อผิดพลาดทางการแพทย์แล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือผลเสียของผู้ป่วย

เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือโรคที่รักษาก็หายไม่รักษาก็หาย โรคที่รักษาก็หายไม่รักษาก็ตาย ซึ่งมีหลายโรคที่มีอาการเฉียบพลัน ทำให้มีโอกาสตายสูง ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือโรงพยาบาล เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันโรคเหล่านี้มักพบเสมอๆ ว่า ญาติบอกแพทย์ว่าผู้ป่วยไม่เคยป่วย ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลย แต่พอมาโรงพยาบาลครั้งแรกก็หนักจะตาย เพราะเมื่อป่วยแล้วก็รักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน เป็นหนักถึงมาโรงพยาบาล ดังนั้น จึงรักษาไม่ค่อยทัน ด้วยเหตุนี้เลยกลายเป็นว่าถ้านอนอยู่บ้านแล้วตายก็เป็นเรื่องปกติ แต่พอมาถึงโรงพยาบาลแล้วตายกลายเป็นเรื่องใหญ่

ส่วนการวินิจฉัยจากผลตรวจของห้องปฏิบัติการผู้ป่วยมองว่าตรวจพบคือผู้ป่วย ถ้าตรวจไม่พบคือไม่ป่วยและมักคิดว่าการตรวจเหล่านั้นสามารถจับเชื้อโรคหรือตัวโรคได้เลย แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะหลายโรค ไม่สามารถตรวจจับตัวเชื้อโรคหรือตัวโรคได้เลย แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะหลายโรค ไม่สามารถตรวจจับตัวเชื้อโรคได้สามารถทำได้เพีนงตรวจหาซากหรือร่องรอยของเชื้อโรคเท่านั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับความไว (Sensitivity) คือในการตรวจพบว่าป่วย และความจำเพาะ (Specificity) คือ การระบุว่าเป็นโรคอะไร ทั้ง 2 อย่างนั้นไม่สามารถตรวจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

การตรวจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้พบว่าคนที่ไม่ได้ป่วยแต่ผลตรวจกลับออกมาป่วย หรือคนที่ป่วยแต่ผลกลับออกมาว่าไม่ป่วย ดังนั้น จะเชื่อผลตรวจจากห้องปฏิบัติการอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยการตรวจร่างกายและซักประวัติด้วย

ดังนั้น การตรวจหลายอย่างอาจสร้างปัญหาให้กับแพทย์และผู้ป่วยได้ เช่น การตรวจปัสสาวะหายาบ้า การตรวจอาจได้ผลบวก (ลวง) ทั้งที่กินยาบางอย่างที่ไม่ใช่ยาบ้า หรือกินยาบ้าแต่ตรวจไม่พบ (ผลลบลวง) หรือการตรวจโรคซารส ที่มีปัญหาว่าตรวจไม่พบ แล้วมากักตัวไว้ทำไม หรือการตรวจไข้หวัดนกที่ต้องตรวจถึง 3 วิธี หรือการตรวจไข้เลือดออก ที่วินิจฉัยจากอาการแสดง ส่วนการตรวจเลือดแค่สนับสนุนเท่านั้น

มีการตรวจอีกอย่างที่มีปัญหามากเช่นกัน นั่นคือการตรวจโรคเอดส์ ซึ่งการให้ผลลบคงไม่เป็นไร แต่ให้ผลบวกออกมาทั้งที่ไม่เป็นโรคนั้น อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่

จะเห็นได้ว่าการรักษาผู้ป่วยของแพทย์ ไม่เหมือนการซ่อมเครื่องยนต์ ที่สามารถแกะ ถอดออกมาตรวจดูได้ว่าเสียตรงไหน แล้วประกอบเข้าไปใหม่

ในการวินิจฉัยโรค แพทย์ส่วนใหญ่มองว่าถ้าการตรวจในห้องปฏิบัติการด้วยเครื่องมือมากๆ นั้นดี ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะแพทย์จะวินิจฉัยโรคจากประวัติอาการเจ็บป่วยมากถึงร้อยละ 70 จากการตรวจร่างกายร้อยละ 20 และจากการตรวจในห้องปฏิบัติการร้อยละ 10 เท่านั้น

เพราะมีหลายโรคที่วินิจฉัยได้จากการฟังอาการส่วนการตรวจร่างกายเป็นการตรวจเพื่อกันเอาโรคอื่นออกไปเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น โรคแผลกระเพาะอาหารมีอาการหลายลักษณะที่พบว่ามักเป็นๆ หายๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากเวลารักษาหายก็หยุดกินยา และปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง (เช่น เครียด วิตกกังวล กินอาหารผิดเวลา) พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนทำให้กลับมาเป็นใหม่ได้เรื่อยๆ เมื่อแพทย์ระบุว่าเป็นโรคกระเพาะจึงเริ่มไม่เชื่อ อยากตรวจโน่นตรวจนี่ เพื่อให้รู้สึกสบายใจสุดท้ายหลังจากได้เอกซเรย์แล้ว แพทย์บอกว่าปกติจึงเชื่อ เพราะคิดว่าแพทย์จะวินิจฉัยจากฟิล์มเอกซเรย์ แต่ที่จริงไม่ใช่ วินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วย


ความผิดพลาดทางการแพทย์

ความผิดพลาดหรือความบกพร่องทางการแพทย์จากการรักษาของแพทย์สามารถเกิดจากสาเหตุ 4 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ 1 เกิดจากความผิดพลาดของแพทย์และผู้ให้การรักษา อาจเกิดจากการขาดความรู้ ความสามารถ หรือมีความรู้ความสามารถแต่ขาดความเอาใจใส่ผู้ป่วยหรือมีความใส่ใจแต่งานมากจนต้องทำจนไม่มีเวลา หรือเหนื่อยล้าจากงานหนัก จนล้าหรือตัดสินใจผิดพลาด ถ้าเกิดจากการขาดความรู้ ความสามารถ หรือไม่เอาใจใส่ก็ถือว่าแพทย์บกพร่อง แต่หากเกิดจากการทำงานหนักเกินไป น่าให้อภัยแพทย์ผู้นั้น แล้วมาช่วยกันวิเคราะห์แก้ไขระบบที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น ดีกว่าจะมาคอยโทษกัน

กลุ่มที่ 2 เกิดจากตัวโรคที่มีภาวะแทรกซ้อนจนพิการหรือเสียชีวิตได้ แม้จะรักษาอย่างดีแค่ไหนก็ตาม

กลุ่มที่ 3 เกิดจากวิธีการรักษา เครื่องมือและยาที่ให้ผู้ป่วย ซึ่งทุกชนิดถือว่ามีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แม้จะเป็นแค่การฉีดยาง่ายๆ ที่ถามประวัติแล้วไม่เคยแพ้ยาตัวนั้นมาก่อน อาจแพ้ยารุนแรงได้

กลุ่มที่ 4 เกิดจากตัวผู้ป่วยเอง ที่ไม่ได้ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องหรือกินยาไม่ครบ เช่น เป็นคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย มีผู้ป่วยบางคนแพทย์ให้กินยาปฏิชีวนะ 5-10 วัน แต่กินแค่ 1-2 วัน จึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคหัวใจรูมาติกหรือโรคหน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน
ยา ทุกชนิดมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงได้ อาจารย์แพทย์จึงสอนว่า ไม่มีอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ในวงการแพทย์ ให้พยายามเผื่อใจและหาทางป้องกัน แม้เราจะพยายามทำตามแนวทางปฏิบัติอย่างดีหรือการฉีดยาในขนาดที่เหมาะสมแล้วก็ตาม เพราะมักพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ ถ้าถามว่าแพ้ยาไหม มักตอบว่าไม่แพ้ ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจำไม่ได้หรือไม่รู้ว่าอาการที่เกิดนั้นคือการแพ้ยา ผลข้างเคียงของยา (side effects) ที่ไม่พึงประสงค์ แต่ไม่ใช่การแพ้ยา เช่น การกินยาขยายหลอดลม อาจทำให้ใจสั่น กินยาแก้ปวดท้องบางอย่าง อาจทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ร้อนวูบวาบตามตัวการใช้ยาบางชนิด อาจทำให้หูตึงหรือการทำงานของไตบกพร่อง เป็นต้น

การผ่าตัด หรือหัตถการต่างๆ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เช่นเดียวกัน โดยไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของแพทย์ เช่น การเกิดไส้เลื่อนหน้าท้องหลังผ่าตัด การเกิดเสียงแหบหลังผ่าตัดไทรอยด์ หรือการคลอด อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายและหลีกเลี่ยงไม่ได้ (เช่น ภาวะน้ำคร่ำอุดตันในหลอดเลือด รกค้าง ตกเลือด เป็นต้น)

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเกิดการผิดพลาด หรือภาวะแทรกซ้อนต่อผู้ป่วยแล้ว อย่ามัวโทษกัน ควรรีบช่วยเหลือผู้ป่วยก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งแพทย์และญาติต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อทุ่มเทความคิด ความสามารถและแรงกายในการช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย ส่วนใครผิดใครถูกนั้นค่อยมาเจรจากันภายหลัง

สิ่งที่เขียนไม่ได้เจตนาตำหนิใคร ไม่ได้แก้ตัวแทนแพทย์ แต่ต้องการสื่อสารสภาพความเป็นจริงออกสู่สาธารณชน เพื่อหันมามองหลายๆ มุม เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น เพราะผู้ป่วยก็ทุกข์ หมอก็ทุกข์สังคมที่มีพื้นฐานความไม่เข้าใจกันเช่นนี้ คงไม่มีใครได้ประโยชน์ที่แท้จริงอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องการคือให้ทุกคนดูแลตัวเองไม่ให้เจ็บป่วยเพราะเมื่อป่วยแล้วโอกาสจะรักษาไม่ได้ ไม่หายขาดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายนั้นมีอยู่ แม้รักษากับแพทย์ที่เก่งที่สุดแล้วก็ตาม

ทั้งนี้การมีสุขภาพที่ดีไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินทอง เพราะ “สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องลงมือทำเอง”


(update 5 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 28 ฉบับ 325 พฤษภาคม 2549]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600