ทีมงานหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการรักษาพยาบาล คือทีมงานที่รับผิดชอบกระบวนการทำความสะอาดผ้าและการทำให้ผ้าปราศจากเชื้อ
ผ้าและชุดเสื้อผ้าต่างๆ ของหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และคนไข้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อของคนไข้ ซึ่งทำให้คนไข้ไม่ปลอดภัย เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน ผลการรักษาพยาบาลไม่ดี สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งของคนไข้และโรงพยาบาล
โรงพยาบาลในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ผ้าที่เมื่อใช้แล้วต้องนำกลับมาทำความสะอาดและหมุนเวียนไปใช้ใหม่ มีส่วนน้อยที่ใช้วัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง
ผ้าที่ใช้ในโรงพยาบาลแต่ละวันมีจำนวนมากอย่างน้อยแต่ละวันคนไข้ 1 คนต้องใช้เสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน อย่างละ 1 ชุด และเมื่อเกิดการปนเปื้อน (เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ) ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง
การทำหัตถการต่างๆ ล้วนต้องใช้ผ้า เพื่อให้บริเวณอวัยวะของคนไข้ที่ทำหัตถการสะอาดปราศจากเชื้อ เช่น การคลอด การเจาะอวัยวะต่างๆ การผ่าตัด เฉพาะการผ่าตัดคนไข้แต่ละคน ต้องใช้ผ้าหลายสิบชิ้น ทั้งผ้าคลุมร่างกายและห่อร่างกายคนไข้ ซึ่งบางครั้งต้องคลุมผ้าหลายชั้น ตามมาตรฐานการป้องกันการติดเชื้อ และให้เหมาะสมกับหัตถการ ชุดเสื้อผ้าของแพทย์ พยาบาลและทีมผ่าตัดทุกคน หลังการผ่าตัดจะได้ผ้ากลับไปซักฟอกกองโต
โรงพยาบาลศูนย์แห่งหนึ่งขนาด 1,000 เตียง ปริมาณผ้าที่ซักวันละมากกว่า 5 ตัน จัดชุดผ้าสำหรับห้องผ่าตัดวันละมากกว่า 4,000 ชุด จัดชุดผ้าสำหรับห่อเครื่องมือปราศจากเชื้อวันละ 4,000 ชิ้น
ผ้าสะอาดและผ้าปราศจากเชื้อ
ผ้าที่ใช้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผ้าสะอาดและผ้าปราศจากเชื้อ ผ้าและชุดเสื้อผ้าที่ใช้กับคนไข้และเจ้าหน้าที่อย่างน้อยต้องเป็นผ้าสะอาด ไม่มีรอยเปื้อนต่างๆ (เช่น คราบเลือด คราบน้ำยา)
ส่วนผ้าที่นอกจากสะอาดแล้ว ยังต้องทำให้ปราศจากเชื้อด้วย ได้แก่ ผ้าที่ใช้ในการทำผ่าตัด หรือการทำหัตถการกับร่างกายคนไข้ที่ทะลุผ่านผิวหนังหรือเข้าสู่อวัยวะภายใน (เช่น การเย็บบาดแผล) การเจาะอวัยวะต่างๆ (เช่น การเจาะตับ การเจาะกระดูก) การใส่สายต่างๆ (เช่น ใส่สายเข้าช่องเยื่อหุ้มปอด) การใส่สายสวนปัสสาวะ รวมทั้งชุดเสื้อผ้าของผู้ทำผ่าตัดและทำคลอด
กระบวนการซักผ้าให้สะอาด เริ่มจากการนำผ้ามาซักด้วยน้ำยาตามมาตรฐานการซักผ้าของโรงพยาบาลเมื่อซักแล้วต้องตรวจประเมินสภาพผ้า ถ้ามีรอยเปื้อนหรือกลิ่นที่ไม่สะอาด ต้องนำมาซักใหม่จนกว่าจะสะอาดหรือแยกออกเป็นผ้าชำรุด ไม่สามารถนำมาใช้ต่อไปได้
กระบวนการทำให้ผ้าปราศจากเชื้อ ต่อเนื่องจากซักผ้าให้สะอาด นำมาตรวจประเมินความสมบูรณ์ของผ้าอีกครั้งว่าไม่มีร่องรอยชำรุดหรือรอยฉีกขาด เพราะรอยฉีกขาดแม้เพียงรูเล็กๆ ก็อาจเป็นช่องทางให้เกิดการปนเปื้อนและเป็นเหตุให้คนไข้ติดเชื้อได้ เมื่อคัดเลือกผ้าได้ถูกต้องแล้ว นำมาพับและจัดเป็นชุดและห่อด้วยผ้าให้เรียบร้อยอีกสองชั้น ใช้กระดาษเทปพิเศษปิดกระดาษเทปนี้เมื่อนำเข้าเครื่องนึ่ง ปราศจากเชื้อ ถ้าความร้อนในการนึ่งได้มาตรฐาน แถบสีบนกระดาษเทปจะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม แต่ถ้าความร้อนไม่ได้มาตรฐานแถบสีจะไม่เปลี่ยนสีเข้มตามเกณฑ์ ห่อผ้าชุดนั้นต้องนำมานึ่งใหม่
นอกจากนี้ ยังปิดกระดาษเทปที่เขียนวันส่งเข้าเครื่องนึ่ง และวันผ้าหมดอายุตามเกณฑ์มาตรฐาน ผ้าที่เลยกำหนดวันหมดอายุแล้ว แม้ยังไม่ได้เปิดใช้ ก็ถือว่าอาจไม่ปราศจากเชื้อนำมานึ่งใหม่
ผ้าปราศจากเชื้อต้องเก็บใส่ตู้หรือชั้นซึ่งอยู่ในห้องที่ควบคุมความสะอาดอย่างดี การลำเลียงผ้าเหล่านี้มาเก็บ และการลำเลียงออกจากห้องเก็บเพื่อนำไปใช้ ต้องขนใส่รถเข็นที่สะอาด และไม่นำไปปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมที่ไม่สะอาด เช่น ถูกความชื้น ถูกน้ำ เข็นรถผ่านที่พักขยะหรือนำไปปนเปื้อนกับผ้าที่ใช้แล้ว เป็นต้น หากเกิดการปนเปื้อน หรือเกิดความไม่แน่ใจว่าปนเปื้อนหรือไม่ ต้องนำกลับมาทำให้ปราศจากเชื้อใหม่ทุกครั้ง
การแยกผ้าที่ใช้แล้วเป็นเรื่องสำคัญ
ผ้าที่ใช้กับคนไข้ เมื่อใช้แล้วตามเกณฑ์มาตรฐานต้องแยกใส่ถุงแต่ละประเภท อย่างน้อยต้องแยกเป็น 2 ประเภทคือ ผ้าที่ไม่ปนเปื้อนและผ้าที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรกและเชื้อโรค
ผ้าที่ปนเปื้อน ได้แก่ ผ้าที่ปนเปื้อนเลือด หนอง ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำมูก น้ำลายของคนไข้
ผ้าที่เปื้อนจะกำหนดให้ใส่ในถุงพลาสติกสีแดงส่วนผ้าที่ไม่ปนเปื้อนจะใช้สีอื่น เช่น สีขาว หรือสีเขียว เป็นต้น ถุงผ้านี้ควรกำหนดตำแหน่งวาวแยกกันและเขียนป้ายบอกประเภทไว้ชัดเจน บางโรงพยาบาลจะวางถุงพลาสติกไว้ในถังที่มีฝาปิดมิดชิด ซึ่งทำให้สะดวกต่อการใช้งาน เมื่อต้องขนย้ายผ้าไปโรงซักฟอก ต้องรัดปิดปากถุงให้แน่น และระหว่างผ้าแต่ละประเภทใส่รถเข็นแยกคันกัน
เมื่อลำเลียงถุงผ้าถึงโรคซักฟอก เจ้าหน้าที่เพียงแกะผ้าออกจากถุงแล้วใส่เครื่องซักผ้าแยกตามประเภทของผ้า ใส่ในน้ำยาซักผ้าตามมาตรฐานของผ้าแต่ละประเภทก็จะได้ผ้าสะอาดตามความต้องการ
หลายโรงพยาบาลมีปัญหาในการแยกผ้า อาจเกิดจากความละเลยของเจ้าหน้าที่บางคน ทำให้ผ้าปะปนกัน เมื่อนำผ้ามาซัก ทำให้ผ้าไม่สะอาด ต้องซักใหม่ เกิดความสิ้นเปลืองและเสียเวลา
บางโรงพยาบาลจึงให้เจ้าหน้าที่ซักฟอกแกะถุงผ้าทั้งหมดออก เพื่อคัดแยกผ้าใหม่อีกครั้งซึ่งทำให้เสียเวลาและเกิดการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อมในโรงซักฟอก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้ออีกด้วย
บางครั้งยังพบสิ่งของต่างๆ ปะปนมาในผ้า เช่น เข็มฉีดยา เข็มเย็บผ้า ใบมีด กรรไกร คีมคีบต่างๆ ถ้วยน้ำยา ซึ่งบ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่คัดแยกผ้าถูกเข็มตำ ใบมีดบาด แก้วบาด ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งโรคเอดส์
วันหนึ่งเกิดเหตุโกลาหลที่โรงซักฟอกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่สังเกตพบว่าน้ำในเครื่องซักเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เมื่อนำผ้าที่ซักออกมาดู พบชิ้นส่วนของห่อในผ้า เมื่อเครื่องซักผ้าทำงาน จึงป่านทั้งเลือดและเนื้ออย่างน่าสยดสยอง
หลายโรงพยาบาลมีการพัฒนาเรื่องการคัดแยกผ้า โดยการกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ สื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ คนไข้ และญาติ เพื่อให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง หลายโรงพยาบาลรณรงค์เป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นเตือน ส่งผลให้การคัดแยกผ้าถูกต้องมากขึ้น และสามารถยกเลิกการให้เจ้าหน้าที่ซักฟอกแกะถุงผ้าออกเพื่อคัดแยกผ้าใหม่ที่โรงซักฟอก
กระบวนการซักผ้าให้สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้ปราศจากเชื้อ เป็นงานที่สำคัญ และส่งผลต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลโดยตรง
ภาระงานซักผ้าให้สะอาดและปราศจากเชื้อ เป็นงานหนัก ต้องใช้กำลังกายที่แข็งแรงในการยกกอกผ้าเข้าออกจากเครื่องซัก เครื่องอบผ้าแห้ง เครื่องนึ่งทำให้ปราศจากเชื้อ ต้องทนกับความร้อน และเสียงดังจากเครื่องจักรต่างๆ เสี่ยงต่อการสูดฝุ่นผ้าเข้าปอด เสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากของมีคมในกองผ้า รวมทั้งเสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา
ผมเขียนบทความนี้เพื่อให้คุณหมอและคนไข้เห็นคุณค่าของผ้าแต่ละผืนที่ใช้ในโรงพยาบาลของเรา
(update 10 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 342 ตุลาคม 2550]
|