วันนี้ชวนคุณพ่อคุณแม่รู้เรื่องของเกลือให้มากขึ้น เพราะรสเค็มมีผลทำให้เกิดเรื่องร้ายต่อสุขภาพมากมาย การลดเกลือในครอบครัวเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น
(ส่วนเรื่องของความเค็มอื่นๆ ในเรื่องตัวแม่นั้นต้องหาวิธีลดเองนะคะเพราะมันเป็นเคล็ดลับที่เฉพาะตัวค่ะ)
นักโภชนาการกล่าวว่าใน 1 วันคนเราต้องการเกลือเพียง 220 มิลลิกรัม (หรือ 1/10 ของ 1 ช้อนชา) เพราะถ้าร่างกายขาดเกลือจะมีอาการอ่อนเพลีย มีอาการคลื่นเหียนวิงเวียนถึงหมดสติได้ แต่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นกับวัฒนธรรมการกินแบบเราๆ ในทางตรงกันข้าม มนุษย์กินเกลือเกินความจำเป็นถึงประมาณ 6-10 เท่า จากปริมาณที่ร่างกายต้องการเสียด้วยซ้ำ ซึ่งหากปริมาณเกลือในร่างกายมากเกินความต้องการก็จะนำพาโรคต่างๆ มาให้มากมายทั้งโรคไต โรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และอาการผื่นแดงคันตามร่างกายที่บางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
เกลือ สำหรับนักเคมี หมายถึง ส่วนผสมทางเคมีที่เกิดจากโซเดียมและคลอไรด์ (NaCI) ส่วน เกลือ สำหรับคนทั่วๆ ไป หมายถึง เกล็ดผลึกสีขาวใช้สำหรับปรุงแต่งรสชาติอาหาร หรือใช้ในการถนอมอาหาร
- เกลือ
ส่วนผสม (สำคัญ) ในอาหาร
อาหารสำเร็จรูปที่คุ้นเคยตามซูเปอร์มาเก็ตนานาชนิดมีดเกลือเป็นส่วนผสม เช่น อาหารกระป๋อง, บะหมี่สำเร็จรูป, ผักดอง, ซอสปรุงรส, เครื่องแกงสำเร็จรูป, เนยแข็ง, ซีเรียล, ขนมปัง, ขนมเค้ก, ซุปสำเร็จรูป, ไส้กรอก, ลูกชิ้น กระทั่ง น้ำมะเขือเทศ หรือไอศกรีม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารปรุงแต่งในตระกูลเดียวกับเกลือเจือปนอีกหลายชนิด เช่น โซเดียวไนเตรท, โซเดียมฟอสเฟต, โซเดียวแอสคอเบท, ผงชูรส หรือแม้แต่โซเดียว ซัคคาริน หรือโซเดียมตัวอื่นๆ เช่น ผงฟู ดังนั้นพิจารณากันให้มากหน่อย หรือคอยระวังการปรุงรสชาติเค็มไว้บ้างเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ
แม้แต่ในอาหารบางอย่างที่ไม่มีรสเค็มก็ยังมีโซเดียมจำนวนไม่น้อยอยู่ เช่น นม, มายองเนส ที่ใช้ทำสลัดหรือแซนด์วิส แม้กระทั่งในนมผงสำเร็จรูปของเด็กทารก Dr.Jean Mayer จาก TUFTS UNIVERSITY ชี้ให้เห็นว่าทารกที่ดื่มนมขวดที่ชงจากนมผงสำเร็จรูปจะได้รับเกลือจำนวนมาก ในน้ำนมมารดาปริมาณ 1 ลิตรจะมีเกลือประมาณ 7 มิลลิกรัม ส่วนในนมผงสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่า 25 มิลลิกรัม
- เกิดอะไรขึ้นถ้ากินเค็มมากเกินไป?
มีงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า สารโซเดียม หรือ เกลือ เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงมีผลร้ายแรงอย่างต่อเนื่องกับโรคหัวใจและอัมพฤกษโดย Jean Brody นักเขียนและโภชนากร เขียนถึงเกลือไว้ในหนังสือ Nutrition Book หนังสือขายดีติดอันดับของเธอว่า ในเลือดมีปริมาณโซเดียวอยู่ถึง 40% โซเดียวเป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกายมนุษย์ผสมอยู่ในของเหลงในร่างกายหากร่างกายมีปริมาณโซเดียวสูงเหมือนน้ำทะเลที่เค็มจัด ร่างกายจำเป็นต้องการน้ำมาก เพื่อทำให้ความเค็มอยู่ในระดับที่สมดุล และโซเดียวคลอไรด์เป็นตัวบังคับสำคัญที่จะกำหนดความสมดุลของน้ำที่ทำลายสสารต่างๆ นอกเซลล์ นอกเหนือจากนั้นยังทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ และชีพจรด้วยเมื่อระบบการดูดซึมผิดปกติอาจทำให้ระบบการทำงานดังกล่าวผิดปกติ และเกิดอาการร้ายแรงต่อสภาพร่างกายได้
คุณอาจคาดไม่ถึงว่าเกลือในปริมาณที่มากเกินความต้องการจะมีผลร้ายแรงต่อร่างกายขนาดไหนและส่งผลไปถึงโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร Dr.Marlelo Agama นักฟิสิกซ์ชาวฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ไตเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปรับระดับโซเดียมในร่างกายคนเรา เมื่อปริมาณโซเดียมสูงมากเกินไป ไตจะขับถ่ายออกมา ในทางกลับกันถ้าร่างกายต้องการโซเดียม ไตจะทำงานโดยดูดสสารนั้นกลับสู่เลือด แต่เมื่อใดที่ไตทำงานผิดปกติไม่สามารถขับโวเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม จนร่างกายมีปริมาณโซเดียมสะสมสูง น้ำในร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าระดับเลือดก็จะสูงขึ้นด้วย เมื่อปริมาณเลือดสูงขึ้น เลือดต้องวิ่งผ่านไปยังเส้นเลือดมากขึ้น เป็นผลให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งหัวใจก็ต้องสูบฉีดหนักขึ้น เพราะปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น นอกจากผลต่อความดันโลหิตแล้ว ปริมาณโซเดียมที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะทำให้ปริมาณน้ำของเนื้อเยื่อภายใน และภายนอกเพิ่มขึ้น ทำให้อาการบวมหรือปริมาณของเหลวในร่างกายที่มากเกินไปทำให้เกิดอาการเส้นเลือดคั่งและหัวใจวายได้
- อันตรายที่คาดไม่ถึงจาก "เกลือ"
มีการสำรวจพบว่า แทบจะไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงในบริเวณที่ไม่นิยมใช้เกลือในการปรุงอาหาร นักวิจัยชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Harvard ศึกษาประชากรที่อาศัยอยู่เกาะ Solomon แถบหมู่เกาะทะเลใต้ ประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณบนภูเขา ไม่นิยมปรุงอาหารด้วยเกลือ ไม่พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผลสำรวจแบบเดียวกันที่แคว้น Akita ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น ประชากรในบริเวณนั้นนิยมใช้เกลือในการถนอมอาหาร ในแต่ละวันพวกเขารับประทานเกลือปริมาณ 3.5-6 ช้อนชา เหตุนี้เองทำให้พบว่าประชากรส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคอัมพฤกษ์ ที่แย่ไปกว่านั้น จากการวิจัยที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน พบว่าเกลือมีอันตรายถึงชีวิต ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด
นอกจากนี้ยังพบว่า เกลือมีผลทำให้โรคริดสีดวงกำเริบ จากข้อคิดเห็นของ Dr.Lohn Lawder จาก Torrance California ได้กล่าวว่าของเหลวในร่างกายที่เกินความต้องการทำให้ร่างกายขับของเหลวเพื่อเจือจางของเหลวในร่างกายที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น จะวิ่งผ่านระบบไหลเวียนของร่างกาย ไปยังเส้นเลือดต่างๆ ทั้งนี้มีผลทำให้เส้นเลือดดำโป่งพองได้ในบริเวณทวารหนัก และบริเวณอื่นๆ เช่นเดียวกันกับผลร้ายที่เกิดจากเกลือที่เขียนไว้ในหนังสือ The Doctor's Book of Home Remedies ว่าการรับประทานเกลือมากเกินไปทำให้เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดศรีษะ (ไมเกรน)
Dr.Norman Schulman สูตินรีแพทย์จาก Cedars-Sinai Medical Center ใน LA แนะนำว่าควรลดรับประทานเกลือ (เค็ม) ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เพื่อลดอาการเจ็บคัดหน้าอกแนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Dr.Penny Wise Budoff จาก New York ที่แนะนำว่าให้ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงประมาณ 7-10 วันก่อนมีประจำเดือนเพื่อลดอาการบวมน้ำขณะมีประจำเดือน
จะเห็นว่าผลร้ายมากมายจากเกลือที่เกินความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้เกิดอันตรายที่เราคาดไม่ถึงอีกเยอะ วันนี้หากว่าคุณยังเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ติดรสชาติความเค็มอยู่ล่ะก็ เชื่อได้เลยว่าอนาคตของคนในครอบครัวต้องผจญกับความทุกข์ทรมานอันเนื่องมาจากรสเค็มของเกลือแน่นอน
ถึงเวลาชวนคุณแม่ลด เค็ม ในทุกมื้อของอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว
(update 16 มีนาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.162 January 2007]
|