ในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนสองคนนั้น นอกจากความรักความเข้าใจแล้วย่อมต้องมีการวางบทบาทของการเป็นผู้นำและผู้ตามระหว่างกันให้สมดุล แต่ใครกันล่ะที่จะเป็นเช้าเท้าหน้า หรือเป็นฝ่ายยอมเป็นผู้ตาม
ผู้นำ-ผู้ตาม
ยามเย็นวันหนึ่งระหว่างที่ผมนั่งรถ BTS กลับบ้าน ผมเห็นภาพประทับใจที่อยากถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้เหตุการณ์นั้นด้วยเพราะเป็นภาพที่งดงามแห่งจิตใจของคนสองคนที่มีความผูกพันกันมายาวนาน
เมื่อรถ BTS จอดสนิท ประตูรถเปิดกว้าง ชายหญิงวัยสูงอายุคู่หนึ่ง ยืนรอที่จะก้าวเข้ามาในรถด้วยท่าทีที่สงบ ผมคาดคะเนอายุของคุณลุงและคุณป้าคู่นี้ เข้าใจว่าแต่ละท่านอายุคงจะไม่ต่ำกว่า 80 ปี คุณลุงจูงคุณป้าเข่ามาในรถด้วยความมั่นคงและเชื่อมั่น
วัยรุ่นสาวน้ำใจดีคนหนึ่งลุกขึ้นและเชิญให้คุณป้านั่ง ขณะที่คุณป้าจะย่อตัวลงนั่ง คุณลุงจะคอยระวังระไวให้คุณป้านั่งลงจนเป็นที่เรียบร้อย คุณป้าสวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบง่าย สีหน้าสงบนิ่งแต่เต็มไปด้วยแววแห่งความสุขและความเมตตากรุณา
คุณลุงมองอยู่ใกล้ๆ มองดูคู่ชีวิตของตนด้วยความแจ่มใส ดูมีความสุขที่อ่อนโยน ยืนเกาะเสารถโยกตัวไปตามการเคลื่อนตัวของรถ โดยไม่มีใครลุกขึ้นให้คุณลุงนั่ง สีหน้าคุณลุงยังอารมณ์ดีและแจ่มใสเหมือนเดิม รถเคลื่อนตัวผ่านไปหลายสถานี คุณป้าดูนิ่งและสงบมากทีเดียว จนถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อรถจอดสนิทคุณลุงเอื้อมมือไปคว้าแขนของคุณป้าด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมงมั่นคง เป็นความรู้สึกปกป้อง ค่อยๆ เหนี่ยวให้คุณป้ายึดและยืดตัวขึ้น แล้วคุณลุงก็ค่อยๆ บรรจงจูงคุณป้าออกจากรถไปด้วยความรักและเมตตา ประตูปิดสนิทแล้ว แต่ภาพนั้นยังอยู่ในความทรงจำไปอีกนาน
ผมคิดว่าในชีวิตคู่ของคุณลุงคุณป้าคู่นี้ คุณลุงคงจะเป็นผู้นำเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นผู้ปกป้องให้กับคู่ชีวิตของท่านมาตลอดเวลาอันยาวนาน เปรียบเสมือนว่าคุณลุงทำหน้าที่เป็นช้างเท้าหน้ามาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อตัดภาพคุณลุงคุณป้าไปแล้ว ก็มาพบภาพที่เห็นเป็นประจำในโรงพยาบาล เห็นตั้งแต่เป็นนิสิตแพทย์ จนเกือบจะปิดฉากแห่งการรับราชการ ภาพเหล่านี้ก็คือภาพของคนดีจูงและนำพาผู้ไม่สบายมาหาหมอ ผู้ใหญ่จะอุ้มลูกจูงหลานมาพบแพทย์ หนุ่มสาวจะจูงหรือพาพ่อแม่มาพบแพทย์ ส่วนคุณลุงและคุณป้าที่อยู่กันเพียงตามลำพัง ก็ต้องทำหน้าที่พาคู่ของตนที่ไม่สบายมาพบแพทย์บางรายคุณป้าที่ยังคล่องแคล่วก็ต้องจูงคุณลุงด้วยท่าทีทะมัดทะแมง มารักษาด้วยความห่วงใยและเป็นกังวล บางรายคุณลุงก็ต้องจูงคุณป้ามาพบแพทย์
จากภาพของคุณลุงคุณป้าในรถ BTS มาถึงภาพของคุณลุงคุณป้าที่มาพบแพทย์ในโรงพยาบาล ทำให้เราเห็นว่าเมื่อมาเป็นชีวิตคู่ด้วยกันแล้ว บางรายฝ่ายชายก็เป็นช้างเท้าหน้า บางเวลา บางสถานที่ และบางสถานการณ์ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ต่างก็ต้องสลับหน้าที่กันเป็นช้างเท้าหน้าและช้างเท้าหลังกันไปอย่างผสมกลมกลืน จึงพาครอบครัวดำเนินไปตามถนนแห่งสายชีวิตได้อย่างราบรื่น มั่นคง มีความสุข และมีความเจริญอย่างต่อเนื่องถาวร
ผสมผสานจังหวะให้ลงตัว
ผมนั่งดูรายการ Discover ที่ฉายให้ดูเกี่ยวกับวิถีชีวิตของช้างเมื่อช้างย่างก้าว เท้าช้างด้านหน้ากับเท้าช้างด้านหลังต่างก็ทำงานไปด้วยกัน ผสมกลมกลืนและผสานสัมพันธ์กัน
ยามเมื่อเท้าหน้าของช้างก้าวถลำเสียหลัก เท้าหลังของช้างก็จะทำหน้าที่ยั้งยันเป็นตัวหลัก ที่จะไม่ให้ท้าวหน้าถลำมากยิ่งขึ้นและเมื่อพบกับทางตัน ช้างต้องถอยหลัง ยามนี้เท้าด้านหลังก็ต้องทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นเท้าหน้า
เมื่อเวลาที่ช้างต้องหมุนตัว เท้าช้างหน้าและหลังจะทำงานประสานกัน ทำงานด้วยกัน ถือได้ว่าในช่วงเวลานั้นไม่มีคำว่าเท้าหน้าหรือเท้าหลัง
ในเมื่อธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต กำหนดให้ทำหน้าที่ผสมผสานกัน ผมก็แปลกใจว่า ทำไมวัฒนธรรมและสังคมของมนุษย์จะต้องมีคำว่า ชายเป็นช้างเท้าหน้า หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ดูจะเป็นการเสริมอัตตาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งและความคับข้องใจไปเสียอย่างเปล่าประโยชน์
ยิ่งในปัจจุบันเราเน้นสิทธิอันเท่าเทียมกัน ทั้งหญิงและชายต่างได้รับการศึกษา การพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน มีสมองที่เฉลียวฉลาดทัดเทียมกัน ยกเว้นร่างกายเท่านั้นธรรมชาติกำหนดให้เพศชายเข้มแข็งและแข็งแรงกว่า
ดังนั้นเมื่อใดใครจะเป็นช้างเท้าหน้า เมื่อใดใครจะเป็นช้างเท้าหลังจึงควรปรับเปลี่ยนไปตามการรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตนเอง รู้จักประมาณ รู้จักเวลา รู้จักสถานที่ รู้จักชุมชน และรู้จักบุคคล
เมื่อชายและหญิงพิจารณาตามประเด็นต่างๆ แล้วก็ย่อมจะตัดสินใจได้ว่า เมื่อใดฝ่ายใดจะเป็นช้างเท้าหน้า เมื่อใดจะเป็นช้างเท้าหลัง และเมื่อใดจะมีการเคลื่อนตัวไปด้วยกัน ไม่มีคำว่าหน้า ไม่มีคำว่าหลัง
เป็นการพิจารณาวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
4 เครื่องมือวิเศษของชีวิตคู่
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรู้จักการปรับให้เข้ากับเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ได้แล้ว มีการสับสลับเท้ากันได้อย่างสอดคล้องกันแล้ว ถ้าจะให้ดีก็ต้องมีเครื่องมือวิเศษของชีวิตคู่ หรือผู้ครองเรือน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจไม่ตรี และประคองความมีชีวิตคู่ที่ราบรื่นและยืนยาวนาน เครื่องมือวิเศษนี้ คือฆราวาสธรรมซึ่งประกอบด้วย
สัจจะ หมายถึง ความจริง ความซื่อตรง คือทั้งสองฝ่ายต้องอยู่ด้วยกัน คบหากันด้วยความจริงใจ ซื่อตรง สุจริตต่อกัน และที่สำคัญอย่างมากก็คือ แต่ละคนก็ต้องซื่อตรงต่อตนเองด้วย
ทมะ หมายถึง การบังคับใจ บังคับให้ซื่อตรง บังคับให้จริงใจถ้าหากเรามีจิตใจที่แตกต่างไปจากคู่ของเรา คิดเฉไฉไม่ซื่อตรงไม่จริงใจ ก็ต้องใช้ความข่มใจ ห้ามใจตนเอง บังคับเหนี่ยวรั้งไว้ให้อยู่ อย่าให้ประพฤติต่อคู่ของเราได้
ขันติ หมายถึง อดทน ถ้าหากคู่ของเราจะได้ทำความผิดพลาดพลั้งอะไรต่อเราบ้าง ก็ให้ใช้ความอดทน หักห้ามความเครียดแค้น ให้อภัย เพื่อสลายความแตกร้าวให้หมดสิ้นไป
จาคะ หมายถึง การสละและการให้ปัน ทั้งคู่ควรหัดสละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความเจริญและความราบรื่นของชีวิต คือควรสละ ความเหลวไหล ความเกียจคร้าน ความโลเล อบายมุข ที่สำคัญคือการสละและเอาชนะกิเลสในใจตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อีกทั้งควรมีน้ำใจโอบอ้อมอารีทำนุบำรุงซึ่งกันและกัน
ท่านผู้อ่านที่รัก ถ้าเราเห็นอิริยาบถของช้างในการเคลื่อนไหวที่มีทั้งความเร็ว ความหนักแน่น แต่ดูมีความอ่อนโยนน่ามองก็จะเห็นการประสานสัมพันธ์ของเท้าช้างเป็นอย่างดี ว่ามีการสลับหน้าที่กันอย่างเหมาะสมจะเชื่อมโยงไปด้วยกัน ผมจึงอยากให้เราละความรู้สึกว่าฉันต้องเป็นช้างเท้าหน้า เธอต้องเป็นช้างเท้าหลังเสียดีไหมครับ เพราะจริงๆ แล้วมันไม่มีหน้ามีหลัง มันเป็นเรื่องสมมิตโดยแท้.
(update 28 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.139 May 2007]
|