อย่ามองข้ามปัญหาตาต้อในเด็ก


ถ้าพูดถึง โรคตาต้อ เรามักนึกถึงผู้สูงอายุที่เลนส์แก้วตาผ่านการใช้งานเป็นเวลานาน แต่ที่จริงแล้วเด็กแรกเกิดก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะ โรคต้อกระจก และ ต้อหิน ที่เป็นกันมากทีเดียว


Q : โรคตาต้อ เด็กๆ ก็เป็นกันด้วยหรือคะมีสาเหตุมาจากอะไร
A : เป็นได้ครับ โรคตาต้อนี้มีหลายชนิด เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม แต่วันนี้จะขอพูดเฉพาะต้อกระจก และต้อหิน เพราะเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเด็กแรกเกิดได้ ต้อกระจกพบมากที่สุดถึง 1:250 คน ต้อหินและต้อลมนั้นพบได้ 1:10,000 คน ส่วนต้อชนิดอื่นๆ มักจะเกิดกับผู้สูงอายุที่เลนส์แก้วตาผ่านการใช้งานมานาน

โรคต้อกระจกส่วนใหญ่เกือบ 60-80% ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ถึง 30% ครับ

ที่อาจเป็นสาเหตุก็คือ การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ เช่น เป็นไข้ ออกผื่น หรือเป็นหัดเยอรมัน แต่ปัจจุบันลดน้อยลงเนื่องจากมีการฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน

ต้อหินก็เป็นในเด็กได้เช่นเดียวกันสาเหตุเกิดจากทางเดินน้ำภายในลูกตาเปลี่ยนแปลง หรือท่อน้ำในลูกตาผิดปกติจึงทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น ทำให้ขั้วประสาทตาหมอง ความดันตาของคนปกติทั่วไปประมาณ 20-21 มิลลิเมตรปรอทแต่คนที่เป็นต้อหินความดันในตาอาจจะสูงถึง 30-40 มิลลิเมตรปรอท

โดยทั่วไปคนมักคิดว่าต้อหินมีลักษณะเหมือนมีก้อนอะไรแข็งๆ อยู่ในตา ความจริงเกิดจากความดันตาที่สูงขึ้น เหมือนกับความดันในร่างกายของคนเรานั่นเองครับถ้าสูงมากจะทำให้ขั้วประสาทตาฝ่อและฝ่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมองไม่เห็น

Q : พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นโรคตาต้อและจะมีวิธีสังเกตอย่างไร
A : ต้อกระจกสังเกตได้ไม่ยากครับถ้าเห็นจุดขาวๆ ที่ตาดำของลูกตาอาจจะเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้าง ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัยได้ทันที

พ่อแม่บางคนไม่ทันได้สังเกต รอให้เด็กโตแล้วจึงค่อยพาไปหาหมอ ซึ่งบางทีอาจจะช้าเกินไป กว่าจะมาตรวจปรากฏว่าลูกมาอาการภาวะลูกตาสั่นจนทำให้ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว

เด็กที่เป็นต้อกระจกทั่วไป ถ้าพาไปพบแพทย์เร็ว โอกาสที่จะรักษาให้หายได้เร็วก็มีมากตามไปด้วย เพราะพัฒนาการของสมองส่วนการมองเห็นของลูกจะพัฒนาในช่วง 3 เดือนแรกของชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญที่สุด

เด็กที่เป็นต้อหินจะมีอาการตาไม่สู้แสงหลบแสงตลอด เด็กบางคนพอคว่ำได้ก็จะคว่ำอยู่ตลอดเพื่อหลบแสง จะมีอาการน้ำตาไหลตลอดเวลา ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรทำก็คือ ควรจะสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับลูกครับ

โดยทั่วไปตาของเด็กปกติประมาณ 11 มิลลิเมตร ส่วนเด็กที่เป็นต้อหินตาจะโตประมาณ 12-13 มิลลิเมตร รวมทั้งจะมีอาการกระจกตาบวม มองเห็นเป็นฝ้าถ้ามีอาการมาก ควรจะต้องพบแพทย์เพื่อรีบทำการผ่าตัด เพราะเด็กอาจจะมองไม่เห็นและจะมีภาวะลูกตาสั่นและตาขี้เกียจตามมาเหมือนกับต้อกระจก

Q : ถ้าลูกเป็นโรคตาต้อวิธีรักษาทำอย่างไรคะ
A : ถ้าตรวจพบว่าเด็กเป็นต้อกระจกต้องรีบผ่าตัดให้เร็วที่สุด เพราะถ้าผ่าตัดช้า จะทำให้เด็กมองเห็นไม่ชัดในระยะยาว

เด็กที่เป็นต้อหินก็ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเช่นกัน บางครั้งหมออาจพิจารณาให้ยารักษาก่อน เพื่อรอเวลาให้เด็กโตอีกหน่อยแล้วจึงค่อยผ่าตัด การรักษาต้อหินนั้นค่อนข้างยาก เพราะบางรายต้องผ่าตัด 3-4 ครั้งหลังการผ่าตัดแล้วต้องใช้ยาหยอดตา บางคนอาจต้องใช้ไปจนตลอดชีวิตครับ

อีกวิธีหนึ่งก็คือ รักษาด้วยการเจาะรูเพื่อเปิดทางให้น้ำในลูกตาออกมา เพื่อให้ความดันในตาลดลง ต้อหินมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ และผลสำเร็จค่อนข้างดีพอสมควร แต่ก็มีหลายรายเหมือนกันที่ต้องผ่าตัดซ้ำ

Q : หลังการผ่าตัดโรคตาต้อจะมีผลข้างเตียงหรือไม่เด็กมีโอกาสเป็นได้อีกมั้ยคะ
A : หลังการผ่าตัด อาจจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อภกายในลูกตาแม้จะมีการป้องกันอย่างดี ใช้เครื่องมืออย่างดี น้ำยาสะอาด แต่เชื้อโรคที่อยู่ทั่วๆ ไปในอากาศจะเข้าไปได้ หลังการผ่าตัดแล้วจะมีต้ออื่นๆ ตามมาได้อีกเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่

ส่วนต้อกระจก หลังการผ่าตัดแล้วเด็กจะไม่เป็นโรคต้อกระจกอีก แต่เด็กจะมีโอกาสเป็นต้อหินได้ประมาณ 5-45% และถ้าผ่าตัดในช่วงวัย 1-2 เดือนแรก หมอจะไม่ใส่เลนส์แก้วตาเทียมในตาเด็กเหมือนในผู้สูงอายุ เพราะค่าสายตาและขนาดของลูกตาเด็กจะเปลี่ยนแปลงมากเมื่อโตขึ้น นั่นเพราะตาของเด็กยังพัฒนาได้อีก ค่าที่ได้จึงอาจผิดพลาด เมื่อเด็กโตขึ้นจะส่งผลให้เด็กสายตาสั้นได้

แต่หมอจะให้ใส่แว่น คอนแทคเลนส์หรือเลนส์แก้วตาเทียมจะให้ใส่ภายหลังถ้าผ่าตัดตาทั้ง 2 ข้าง แล้วคนไข้ใส่แว่นได้ดีและสายตาก็ดีขึ้น อาจรอมาใส่เลนส์ตอนอายุ 6-8 ขวบ แต่ถ้าผ่าตัดตาข้างเดียวตอนอายุ 2 ขวบ ก็สามารถใส่เลนส์แก้วตาเทียมได้เลยครับ

โรคต้อหิน หลังผ่าตัดแล้วอาจจะต้องผ่าตัดซ้ำอีก ซึ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น ช่องหนังลูกตาตื้น มีภาวะตาขี้เกียจ และต้อกระจกตามมาได้อีก ทำให้สมองส่วนกลางมองเห็นไม่ทำงาน เพราะไม่ได้รับการกระตุ้นตั้งแต่แรก และจะเป็นเช่นนี้ไปจนกระทั่งเขาโต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หมอก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแบบนี้ทุกคนนะครับ

หลังผ่าตัดหมอจะใส่แว่นให้ก่อน และอาจใส่คอนแทคเลนส์ในภายหลัง แต่ต้องรอให้โตขึ้นอีกหน่อยจึงจะใส่ได้

หลังจากที่เด็กกลับไปพักฟื้นที่บ้าน พ่อแม่บางท่านอาจมีความเชื่อเก่าๆ ใช้น้ำนมหรือน้ำมนต์หยอดตา ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ ไม่ควรทำนะครับ เพราะจะทำให้เด็กตาบอดได้

Q : หลังการผ่าตัดโรคตาต้อแล้วพ่อแม่ต้องดูแลอย่างไรบ้างคะ
A : การดูแลหลังการผ่าตัดต้อหินและต้อกระจก คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้ครับ

1. ห้ามไม่ให้น้ำอะไรก็ตามเข้าตาเด็กนอกจากยาหยอดตาที่แพทย์ให้

2. การทำความสะอาดใบหน้าเด็ก ให้ใช้ผ้าชุบน้ำแล้วเช็ด แต่ไม่ให้น้ำเข้าตาโดยเด็ดขาด

3. ถ้าสังเกตดูว่าตาแดงมาก มีขี้ตาเยอะ ให้รีบพาไปพบแพทย์ในทันที ไม่ต้องรอนัด เพราะในภาวะเร่งด่วนแพทย์จะตรวจให้อยู่แล้วครับ

4. โรคต้อกระจกนั้นไม่สามารถรักษาครั้งเดียวแล้วหายขาด ต้องใช้เวลานานจนเด็กอายุ 8-9 ขวบ เพื่อตรวจดูภาวะตาขี้เกียจหรือสายตาที่เปลี่ยนไปของเด็กด้วย

5. ระยะเวลาหลังการผ่าตัด ต้องสังเกตอาการทุกๆ สัปดาห์ ช่วงแรกถ้าดูแล้วทุกอย่างปกติดี ก็อาจติดตามทุก 3 เดือน รักษาจนกว่าแพทย์จะบอกว่าปลอดภัย


Q : จะมีวิธีป้องกันไม่ให้ลูกเป็นโรคต้อกระจกและโรคต้อหินได้อย่างไรคะ
A : 1. เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ต้องรีบไปพบหมอสูติเพื่อฝากครรภ์ ก่อนตั้งครรภ์ควรฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน ระหว่างตั้งครรภ์ควรงดเว้นยา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่เป็นอันตรายทั้งหลาย เพราะของเหล่านี้อาจมีผลต่อเด็กในครรภ์ได้

2. ถ้าพ่อแม่มีโรคทางพันธุกรรม ต้องไปปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์ เช่น โรคต้อกระจก เพราะจะมีโอกาสติดต่อทางพันธุกรรมได้ถึง 50% แม้ว่าพ่อแม่ไม่เป็นลูกก็มีโอกาสเป็น 1:250 คน ส่วนต้อหินก็มีโอกาสติดต่อทางพันธุกรรมได้เช่นเดียวกัน แต่ก็มีน้อยมากเมื่อเทียบกับต้อกระจก

เรื่องดวงตาของลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องดูแลและใส่ใจกันเป็นพิเศษ หากลูกมีอาการผิดปกติหรือมีข้อสงสัย ต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีนะคะ.


(update 23 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 279 เมษายน 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600