หากคุณแม่สังเกตให้ดีจะพบว่าลูกเล็กที่เพิ่งคลอดลูกตาดำมักไม่อยู่ตรงกลางตาขาวหรือเรียกง่ายๆ ว่าตาเหล่ และนับวันปรากฏการณ์เด็กเล็กตาเหล่ยิ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายคนมักเข้าใจสับสนระหว่างคำว่า ตาส่อน ตาเอก ตาเข ตาเหล่ ว่าเป็นคนละอาการกัน แต่จริงๆ แล้ว 4 คำนี้มีความหมายเดียวกัน คือเป็นคำใช้เรียกอาการตาดำไม่อยู่ตรงกลาง แต่ที่เรียกแตกต่างกันไปอาจมาจากพื้นฐานการบอกเล่าที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
ทำไมลูกเล็ก (มัก) ตาเหล่
เนื่องมาจากเด็กเล็กที่เพิ่งคลอดยังไม่มีสันจมูก และมีเนื้อที่หัวตามากจึงทำให้มองดูแล้วเหมือนตาดำอยู่ชิดหัวตา ซึ่งโดยส่วนใหญ่อาการตาเหล่มักหายไปเมื่อลูกอายุประมาณ 2 เดือน อาการแบบนี้จึงเรียกว่า ตาเหล่เทียม แต่ถ้าลูกอายุ 3 เดือนขึ้นไปยังตาเหล่อยู่ควรให้คุณหมอตรวจเช็กสายตาของลูกอย่างถ้วนถี่ด้วย ตาเหล่ที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิดคือตาเหล่เข้าในมีลักษณะตาดำอยู่ชิดมาทางหัวตา ซึ่งมี 1-2% ของเด็กที่มีอาการตาเหล่
แบบไหนเรียกตาเหล่
วิธีที่คุณพ่อคุณแม่ใช้ดูว่าลูกเราตาเหล่หรือไม่นั้น ให้ใช้ไฟฉายส่องไปตรงด้านหน้าลูก แล้วดูแสงบริเวณตาดำที่สะท้อนขณะที่ลูกจ้องมองตรงกลางไฟฉาย ถ้าแสงสะท้อนออกมาอยู่ตรงกลางตาดำทั้ง 2 ตาแสดงว่าลูกตาปกติ แต่ถ้าแสงสะท้อนจากไฟฉายในตาข้างใดข้างหนึ่งไม่อยู่กลางตาดำขณะที่ลูกมองตรงไปข้างหน้า ให้คุณพ่อคุณแม่สงสัยได้เลยว่า ลูกเราอาจจะตาเหล่ควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์
หนูตาเหล่เพราะ
หากถามถึงสาเหตุที่ลูกตาเหล่ (ซึ่งไม่ใช่ตาเหล่เทียมนั้น) ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่เชื่อว่าอาการน่าจะมาจากกล้ามเนื้อตาและการรับรู้ภาพสามมิติของเด็กทารกยังไม่แข็งแรง เมื่อเด็กมีไข้สูงจนชัก หรือมีความผิดปกติทางสายตา ซึ่งมักเกิดกับเด็กที่สายตายาวมาก เวลาที่ใช้สายตามองดูวัตถุจะต้องเพ่งกว่าเด็กสายตาปกติ และไม่สามารถควบคุมตาดำให้อยู่ตรงกลาง จึงทำให้ตาเหล่
รักษา
ตาเหล่
ส่วนใหญ่เด็กที่ตาเหล่มักพบร่วมกับอาการตาขี้เกียจและสายตายาว เพราะฉะนั้นการรักษาจึงเริ่มจากรักษาตาขี้เกียจและสายตายาวก่อน ด้วยการปิดตาข้างที่ดีเพื่อกระตุ้นตาขี้เกียจ พร้อมกับสวมแว่นจนกว่าภาวะตาขี้เกียจดีขึ้นแล้วจึงทำการรักษาตาเหล่ด้วยการสวมแว่นอีกเช่นกัน แต่หลังจากรักษาด้วยการสวมแว่นตาแล้วไม่ดีขึ้นต้องทำการผ่าตัดกล้ามเนื้อตา
Concern
- การแขวนของเล่นเหนือเปล ไม่ควรแขวนไว้ตรงจมูกของลูก เพราะจะทำให้เด็กตาเหล่ได้แต่ควรจะแขวนไว้ในระยะที่แขนเด็กเอื้อมถึงจะไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด
- การกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ให้ขาดวิตามินเอ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันอาการตาเหล่ได้
- คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลรักษาความสะอาดดวงตาลูกอย่างสม่ำเสมอ และระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่อาจกระทบกระเทือนไปถึงดวงตาด้วย
- หมั่นสังเกตลูกว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับสายตาบ้างหรือไม่ ถ้าหากมีก็ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์โดยเร็ว
- ถ้าไม่มีอาการตาเหล่เลยก็ควรตรวจสักครั้งก่อนที่ลูกจะอายุครบ 3 ปี หากมีความผิดปกติใด เกิดขึ้นจะได้รีบแก้ไขกันเสียแต่เนิ่นๆ
ตาขี้เกียจ
เป็นอีกหนึ่งอาการทางสายตาที่ทำให้การมองเห็นของลูกลดลงโดยที่สภาพทางตาดูปกติดี มักพบเมื่อเด็กตาเหล่หรือความยาวของสายตาสองข้างแตกต่างกันมาก ส่วนเด็กที่ไม่มีอาการตาเหล่ร่วมด้วยนั้น พ่อแม่จะไม่สามารถสังเกตอาการตาขี้เกียจได้เลย จะตรวจพบก็ต่อเมื่อการตรวจวัดสายตาเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุ 5-6 ขวบแม้ไม่มีอาการตาเหล่ ก็ควรพาไปตรวจสายตาเพื่อดูความผิดปกติของสายตาอย่างอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้
การดูแลเอาใจใส่ดวงตาของลูกเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรตระหนักอย่างยิ่ง เพราะปัญหาสายตานั้นจะไม่มีวันทุเลาเบาบางลงหรือหายไปเองได้ มีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ เท่านั้น
(update 18 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.137 March 2007]
|