ยารักษาโรค (หอบ) หืดในเด็ก (ตอนจบ)


คำถาม ? ลูกของดิฉันเป็นหอบหืด ควรเลือกใช้ยาอย่างไร ?

ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงยารักษาโรคหืดในเด็ก โดยได้กล่าวถึงโรคหืดในเด็ก โดยได้กล่าวถึงโรคหืดในเด็กสาเหตุ สิ่งกระตุ้น ยาสูดเพื่อรักษาโรคหืด และยาบรรเทาอาการจับหืด ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึงยารักษาโรคหืดในเด็ก ซึ่งจะกล่าวถึงยาที่ใช้เพื่อควบคุมอาการ วิธีการใช้ยาสูด ขั้นตอนการสูดยาอย่างง่ายๆ และเครื่องพยากรณ์จับหืด


ยาที่ใช้เพื่อควบคุมอาการ (controller) :
ผู้ป่วยโรคหืดชนิดเรื้อรังควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องไม่ควรหยุดยาเอง

อาการอีกอาการหนึ่งของโรคหืดคือ การอักเสบของหลอดลม (ซึ่งแตกต่างจากการอักเสบอันเนื่องจากการติดเชื้อ) เป็นการอักเสบที่เกิดต่อเนื่องจากกระบวนการแพ้ แล้วทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อของหลอดลมอย่างต่อเนื่องทำให้เนื้อเยื่อของหลอดลมที่ดีมีน้อยลง และส่งผลทำให้เกิดการจับหืดได้บ่อยยิ่งขึ้น

ผู้ป่วยที่ควรได้รับยาควบคุมอาการคือ ผู้ที่มีอาการจับหืดทุกสัปดาห์ หรือในเวลากลางคืนมีการจับหืดตั้งแต่ 2 ครั้ง/เดือนเป็นต้นไป ซึ่งในทางการแพทย์จัดเป็นผู้ป่วยโรคหืดชนิดเรื้อรัง

ตัวอย่างเช่น มีการจับหืดในเดือนที่ผ่านมา 5 ครั้ง ก็ถือว่าเป็นโรคหืดชนิดเรื้อรัง และจะเป็นที่จะต้องได้ยากลุ่มควบคุมอาการ แต่ถ้าผู้ป่วยรายที่ 2 ในเดือนที่ผ่านมามีการจับหืด 2 ครั้ง ซึ่งแสดงว่าไมได้จับหืดทุกสัปดาห์ เพราะ 1 เดือนมี 4 สัปดาห์ กรณีผู้ป่วยรายที่ 2 นี้ก็จะจัดเป็นโรคหืดชนิดนานๆ ครั้ง และไม่จำเป็นต้องได้รับยาควบคุมอาการนี้

ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการหืดชนิดเรื้อรัง (ได้แก่ ผู้ที่มีอาการจับหืดทุกสัปดาห์ หรือเวลากลางคืนมีการจับหืดตั้งแต่ 2 ครั้ง/เดือนเป็นต้นไป) ซึ่งมีการอักเสบของหลอดลมจึงจำเป็นต้องได้รับยาต้านการอักเสบ ซึ่งได้แก่ ยาสตีรอยด์ (steroids) โครโมลิน (cromolyn sodium) ยาทีโอฟิลลีน (theophyline) ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นาน (long acting bronchodilators) ยาต้านตัวรับลิวโคไทรอีน (leucotriene antagonists) เป็นต้น

ยาที่ได้ผลดี ปลอดภัย และประหยัดที่สุดคือยาสตีรอยด์ชนิดสูด ทั้งนี้เป็นเพราะยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดี ลดการทำลายเนื้อเยื่อ ทั้งเมื่อใช้ติดต่อกันจะสามารถควบคุมอาการให้เกิดการจับหืดได้น้อยลงและเนื่องจากเป็นยาในรูปแบบยาสูด เมื่อใช้ยานี้สูดเข้าทางปาก ตัวยาจะเดินทางไปสู่ปอดได้โดยตรง และออกฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบของหลอดลมได้อย่างดี และปลอดภัย เพราะยาไมได้กระจายไปทั่วร่างกายเหมือนกับยาในรูปแบบชนิดเม็ดดังทีได้กล่าวมาแล้ว

มีข้อควรปฏิบัติภายหลังการใช้ยาสูดที่มีตัวยาสตีรอยด์คือ จะต้องกลั้วคอด้วยน้ำทุกครั้งที่สูดยาชนิดนี้เพื่อที่จะชะล้างยาสตีรอยด์ที่อาจตกค้างอยู่ตามปากและลำคอออกไป ทั้งนี้เพราะยาสตีรอยด์นี้นอกจากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้อย่างดีแล้ว ถ้ามีการใช้ติดต่อกันนานๆ ยานี้จะไปกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้น ถ้ามีการสูดยานี้อย่างต่อเนื่องและมียานี้ตกค้างในช่องปากและลำคอ จะทำให้บริเวณนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำลง และอาจเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ตัวอย่างการติดเชื้อที่เกิดจากการใช้ยานี้นานๆ และไม่มีการกลั้วคอหลังการใช้ยานี้คือ การติดเชื้อราแคนดิด้า ที่ทำให้เกิดฝ้าขาวในช่องปากและลำคอ เป็นต้น

ในการใช้ยาควบคุมอาการ เพื่อกดหรือลดการอักเสบจากโรคหืดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการทำลายเนื้อเยื่อของหลอดลม ผู้ป่วยโรคหืดชนิดเรื้อรังจึงควรใช้ยากลุ่มนี้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาการจับหืดหรือไม่ก็ตาม เพราะการอักเสบเกิดอยู่อย่างต่อเนื่องแม้ในขณะที่ไม่มีอาการจับหืดให้เห็นเด่นชัด จึงควรใช้ยาสูดกลุ่มต้านการอักเสบอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีหรือไม่มีอาการจับหืดแล้วก็ตาม

นอกจากยาสตีรอยด์ชนิดสูดแล้ว ยังมียาสตีรอยด์ในรูปแบบชนิดเม็ดหรือชนิดฉีด ซึ่งได้ผลดีใกล้เคียงกับยาชนิดสูด แต่เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อันตรายจากยาสตีรอยด์ชนิดเม็ดและฉีดได้ ถ้ามีการใช้ติดต่อกันนานเกินกว่า 7 วัน ทำให้เกิดผลเสียมากมาย เช่น การกดการทำงานของไต ทำให้ร่างกายสะสมน้ำไว้มากเกินกว่าปกติ ทำให้ตัวบวม (เหมือนกับอ้วนขึ้น แต่อ้วนแบบมีน้ำมาก ไม่ใช่ไขมันมาก) หัวใจทำงานหนักขึ้นความดันเลือดสูงขึ้น หรือเกิดการกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และถ้าเป็นมากๆ อาจทำให้เกิดเป็นโรคจิต ช็อก และตายได้ จากการใช้ยานี้ติดต่อกันมากเกินไป ดังนั้น จึงควรใช้ยาสตีรอยด์ชนิดเม็ดเมื่อจำเป็นและควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นาน เช่น ซัลมีเทอรอล (salmeterol) เป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อควบคุมอาการหืด โดยมักนิยมใช้เสริมร่วมกับยาสตีรอยด์ชนิดสูด จะใช้เมื่อยาสูดสตีรอยด์ในขนาดปกติแล้วยังไม่สามารถควบคุมอาการหืดได้ และพบว่าได้ผลดีเช่นเดียวกันกับการเพิ่มขนาดยาสูดสตีรอยด์

ยาโครโมลิน (cromolyn sodium) เป็นยาในรูปแบบยาสูด มีฤทธิ์ควบคุมอาการได้อ่อนกว่ายาสตีรอยด์แต่ยานี้มีความปลอดภัยสูงสำหรับเด็ก และได้ผลดีในเด็กที่จับหืดอันเนื่องมาจากการออกกำลังกาย เป็นยาที่ต้องสูดวันละหลายครั้ง

ส่วนยาทีโอฟิลลีนเป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ได้ดีในการควบคุมอาการ (เช่นเดียวกับยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นาน) มีทั้งในรูปแบบยาเม็ด ยาชนิดออกฤทธิ์เนิ่น และยาน้ำเชื่อม ราคาไม่แพง แต่ไม่นิยมใช้ในเด็ก เพราะมีข้อเสียที่ความเข้มข้นของยาชนิดนี้ในเลือดมีขนาดใกล้เคียงกับความเข้มข้นของยาในเลือดในขนาดที่เกิดพิษต่อหัวใจและสมอง ซึ่งอาจทำให้เกิดพิษได้ง่าย จึงไม่ค่อยนิยมใช้เท่ากับยาสตีรอยด์และยาขยายหลอดลมที่มีฤทธิ์นาน นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจหรือแพ้กาแฟ ก็ไม่ควรใช้ยาทีโอฟิลลีนนี้ เพราะจะกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วและใจสั่นได้

ยาต้านตัวรับลิวโคไทรอีน เป็นยาใหม่ที่ได้ผลดีพอควรในการควบคุมโรคหืด มีชนิดเม็ด แต่ราคาค่อนข้างสูง จึงนิยมเก็บไว้ใช้ในทางเลือกสุดท้าย เมื่อใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล

สรุปว่า เด็กที่เป็นโรคหืดทุกคน จะต้องพกยาบรรเทาอาการจับหืด (reliever) และใช้ทันทีเมื่อมีอาการจับหืด (อาจให้ผู้ปกครองหรือครูช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับยาชนิดนี้ทันทีที่ต้องการ)

ส่วนผู้ป่วยโรคหืดชนิดเรื้อรังควรใช้ยาชนิดควบคุมอาการ (controller) อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แม้จะมีอาการจับหืดหรือไม่ก็ตาม ยาสูดเป็นยาที่ดีที่สุด ออกฤทธิ์ได้โดยตรงและอย่างรวดเร็ว ตรงเป้า ประหยัด และปลอดภัย

การเลือกใช้ยาหรือปรับขนาดยาในเด็กโรคหืด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรปรับเปลี่ยนยาด้วยตนเอง เพราะอาจเกิดอันตรายได้ ถ้าได้รับยาไม่เหมาะสม


วิธีการใช้ยาสูด-ควรฝึกให้คล่อง

ยาสูดเป็นยาที่ถูกออกแบบพิเศษ เป็นยาที่ดีที่สุดในการรักษาโรคหืด ปลอดภัย และประหยัด แต่วิธีการใช้ยาจะแตกต่างกับยาเม็ดและยาน้ำเชื่อม

ยาสูดเป็นยาที่ผู้ป่วยจะต้องสูดผงละอองตัวยาขนาดเล็กที่ออกมาจากการพ่นยาผ่านทางช่องปาก ตามทางเดินหายใจ เข้าสู่หลอดลมภายในปอด ซึ่งเหมือนกับการหายใจเอาอากาศเข้าทางช่องปากเข้าสู่ปอด เพียงแต่ต้องอาศัยจังหวะหลังการพ่นยา แล้วสูดหายใจลึกๆ (เพื่อให้ตัวยาเดินทางพร้อมกับอากาศเข้าสู่ปอดให้ลึกที่สุด) และกลั้นหายใจให้นานที่สุด (เพื่อให้ตัวยาตกลงที่หลอดลมให้มากที่สุด) ก่อนที่จะผ่อนหายใจออกอย่างช้าๆ

ดังนั้น ผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับยาสูด อาจไม่คุ้นเคยและไม่มีประสบการณ์ แพทย์หรือเภสัชกรจะให้คำแนะนำ และฝึกฝนสักระยะหนึ่งก็จะเกิดความคล่องแคล่วทำให้การสูดยาได้อย่างถูกต้อง

ขั้นตอนการสูดยาอย่างง่ายๆ

ในการสูดยามีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
1. เริ่มต้นด้วยการเปิดฝาและจับขวดยาตั้งหัวขึ้น
2. ตามด้วยการเขย่าขวดยา เพื่อให้ตัวยากระจายอย่างสม่ำเสมอ
3. เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย และหายใจออกให้สุด
4. ใช้ปากอมปลายท่อของยาไว้ แล้วกดเพื่อพ่นยาเข้าสู่ปาก พร้อมๆ กับหายใจเข้าช้าๆ
5. หายใจเข้าช้าๆ (3-5 วินาที หรือนับ 1-5)
6. กลั้นหายใจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ (สัก 10 วินาที หรือนับ 1-10)
ในขั้นตอนที่ 4 อาจจะไม่ต้องใช้ปากอมปลายท่อของยาก็ได้ อาจพ่นยาให้ห่างจากปากที่เปิดกว้างเพื่อรอรับยาสัก 1-2 นิ้วก็ได้ หรืออาจใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น spacer ซึ่งเป็นกระบอกรวบรวมละอองตัวยา แล้วให้เด็กสูดอากาศหายใจทางปากตามปกติสัก 1-2 นาที ก็ได้

ขั้นตอนทั้ง 6 ควรฝึกให้คล่องแคล่ว เมื่อถึงเวลาต้องใช้ยาจะได้สูดยาได้อย่างถูกต้อง มีผลดีต่อการรักษา

กรณีที่เปิดขวดใหม่ ควรพ่นยาทิ้งสัก 2-3 ครั้ง เพื่อให้ได้ปริมาณยาที่คงที่ ก่อนใช้ยาจริง เพราะการพ่นยา 2-3 ครั้งแรก ยังให้ปริมาณยาที่ไม่สม่ำเสมอ

ถ้าต้องการพ่นยาซ้ำตามคำสั่งแพทย์ เช่น แพทย์สั่งให้พ่นสองครั้ง ครั้งที่สองควรให้ห่างจากครั้งแรกสัก 1 นาที เพื่อให้ยาไปปอดได้เต็มที่

หลังใช้ยาควรใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ทำความสะอาดอุปกรณ์ให้ยาเรียบร้อย


เครื่องพยากรณ์การจับหืด

ในเด็กเป็นโรคหืดชนิดเรื้อรัง และ/หรือรุนแรงมาก อาจต้องมีเครื่องมือช่วยในการติดตามพยากรณ์การจับหืด ซึ่งได้แก่ เครื่องวัดการไหลของลมหายใจออกสูงสุด (peak flow meter) ซึ่งเป็นเครื่องวัดการตีบตันของทางเดินหายใจที่ง่ายและสะดวก สามารถตรวจและลงบันทึกระดับการตีบตันของหลอดลมได้ด้วยตนเองที่บ้าน

เครื่องนี้จะช่วยติดตามประสิทธิภาพการทำงานของปอด หรือการตีบตันของหลอดลมได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกันกับเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวาน หรือเครื่องวัดความดันเลือดในผู้ป่วยความดันเลือดสูง ผู้ป่วยที่มีการจับหืดบ่อยๆ ควรมีเครื่องนี้ไว้ทดสอบเป็นประจำ จะช่วยพยากรณ์ความรุนแรงของโรคหืด และปรับขนาดยาตามความเหมาะสมตามแผนการรักษาของแพทย์ ช่วยควบคุมอาการจับหืดได้เป็นอย่างดี


โรคหืดเป็นพลวัต : เปลี่ยนแปลงระดับความรุนแรงได้อยู่ตลอดเวลา

โรคหืดนี้มีระดับความรุนแรงของโรคหลากหลายระดับ แบ่งใหญ่ๆ ได้เป็น ชนิดนานๆ ครั้ง (intermittent) และชนิดเรื้อรัง (persistant)

โรคหืดชนิดเรื้อรัง ก็แยกย่อยได้เป็น 3 ระดับคือ
1. ชนิดเรื้อรังอย่างน้อยๆ หรืออ่อนๆ ไม่มาก
2. ชนิดเรื้อรังอย่างปานกลาง
3. ชนิดเรื้อรังอย่างรุนแรงหรือเป็นมากๆ จนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีระดับความรุนแรงของการจับหืดแตกต่างกัน และในผู้ป่วยคนเดียวก็อาจมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันตามเวลาต่างๆ ได้ บางช่วงเวลาอาจจะไม่จับหืดเลย แต่เมื่อไปสัมผัสกับสารภูมิแพ้ (allergen) หรือเมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดการจับหืดขึ้นได้ทันที บางรายอาจมีอาการหอบหืดอย่างต่อเนื่องและจับหืดบ่อยๆ การที่โรคหืดเปลี่ยนแปลงระดับความรุนแรงได้อยู่ตลอดเวลา จึงควรระวังไม่ให้เกิดการจับหืดอย่างรุนแรงเพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นการจับหืด

เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะต้องสังเกตว่า สารหรือสิ่งใดที่กระตุ้นให้เกิดอาการจับหืดหรือทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ซึ่งถ้าพบสารหรือสิ่งนั้นแล้ว ทำการหลีกเลี่ยงได้ ก็จะช่วยให้บรรเทาอาการจับหืดลงได้

เด็กที่เป็นโรคหืด เมื่อโตขึ้นอาการจับหืดอาจห่างหายไปได้เอง และมีนักกีฬาที่มีชื่อเสียงจำนวนมากที่เคยเป็นโรคหืดในวัยเด็ก

ขอให้สังเกตและดูแลเด็กเหล่านี้ให้เป็นอย่างดีไม่จับหืดเรื้อรังและรุนแรงโดยไม่จำเป็นหรือบรรเทาหรือป้องกันได้ ลูกหลานของเราจะได้ปลอดภัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำรงชีวิต สดใส สมวัย น่ารัก และเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นกำลังของชาติในอนาคต.


(update 17 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 341 กันยายน 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600