เมื่อปี 2005 องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามีคนที่เป็นโรคหอบหืดทั่วโลก 300 ล้านคน เพิ่มจาก 15 ปีที่แล้ว ถึง 2 เท่า และคาดว่าในอีก 10 ปีข้าวหน้าจะมีผู้ป่วยโรคหอบหืดมากขึ้นอีก 50% ทั่วโลก
หอบหืดในเด็กเป็นโรคของระบบทางเดินหายใจที่ต้องอาศัยคุณพ่อคุณแม่ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะรับมือได้ทันท่วงทีอย่างปลอดภัยค่ะ
รู้จักโรคหอบหืด
โรคหอบหืดเป็นโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมบวกกับการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ จนทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจ หลอดลมจึงมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ แล้วเมื่อหลอดลมถูกกระตุ้นมากกว่าปกติ แล้วเมื่อหลอดลมถูกกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ที่แพ้อยู่ เช่น ไรฝุ่น โปรตีนจากสัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ รวมถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การออกกำลังกายมากไปจนเหนื่อย อากาศที่เปลี่ยนแปลง มลภาวะอารมณ์แปรปรวนรุนแรง และการใช้ยารักษาโรคหอบหืดไม่สม่ำเสมอ หรือไม่เหมาะสมกับความรุนแรงของโรค
สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้หลอดลมตีบตัน โดยหลอดลมจะหดตัวมีเสมหะอุดตันและอักเสบเพิ่มมากขึ้น จนทำให้อากาศไหลเข้าสู่หลอดลมได้ลดลงและจากข้อมูลที่พบ 2 ใน 3 ของเด็กที่เป็นโรคหอบหืดมักจะเป็นโรคภูมิแพ้ด้วย
อัตราการหายใจปกติของคนอายุต่างๆ
| อายุ | ครั้ง/นาที |
| แรกเกิด-2 เดือน | น้อยกว่า 60 |
| 2 เดือน-1 ปี | น้อยกว่า 50 |
| 1-5 ปี | น้อยกว่า 40 |
| 6-8 ปี | น้อยกว่า 30 |
| หากเกินอัตราที่กำหนดถือว่าผิดปกติ |
อาการโรคหอบหืด
การวินิจฉัยโรคหอบหืดในเด็กจะยากกว่าผู้ใหญ่มากค่ะ เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยมีอาการของโรคอื่นร่วมด้วย หรือบางคนแทบไม่มีอาการหอบเลย ในการวินิจฉัยแต่ละครั้ง คุณหมอต้องอาศัยข้อมูลจากคุณแม่หรือคนใกล้ชิดเป็นหลัก เพราะฉะนั้นถ้าคุณแม่สังเกตเห็นลูกหายใจมีเสียงวี้ด หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก ไอตอนเช้ามืด กลางดึก หรือไอเวลาวิ่งหรือหลังวิ่งเล่น คัดจมูกและน้ำมูกไหล ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคหอบหืด ควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อตรวจโดยละเอียดอีกครั้ง
ความรุนแรงของหอบหืด
ทุกวันนี้การแบ่งความรุนแรงของโรคต้องดูทั้งความรุนแรงของโรคที่เป็นสาเหตุและการตอบสนองต่อการรักษาด้วย เพราะความรุนแรงของโรคอาจเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาที่ต่างกัน ดังนั้นองค์การหืดโลก (Global Initiative for Asthma-GINA) ได้จัดระดับความรุนแรงของโรคหืด ออกเป็น 3 ระดับ คือ ควบคุมโรคได้ดี ควบคุมโรคได้บ้าง และควบคุมโรคไม่ได้
หากอาการกำเริบรุนแรง
งานนี้คุณแม่ต้องอาศัยการสังเกตติดตามและประเมินอาการของลูกอย่างละเอียด เพราะอาการกำเริบจะแบ่งเป็นระดับต่ำ ปานกลาง และรุนแรงมาก หากลูกเริ่มเหนื่อย คุณแม่ต้องสังเกตความรุนแรงของระดับการหายใจอย่างใกล้ชิด เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกพูดเป็นคำๆ หรือลูกเล็กไม่ยอมกินนม นั่งตัวโค้งไปด้านหน้า อัตราการหายใจเพิ่มขึ้นจากปกติมากกว่า 30 ครั้งต่อนาที และมีเสียงหายใจดังวี้ดๆ แสดงว่าอาการของลูกรุนแรงต้องรีบพาไปพบคุณหมอโดยด่วนค่ะ
รักษาตามอาการ
เมื่อลูกถึงโรงพยาบาลสิ่งแรกเลยที่คุณหมอจะทำ คือประเมินและจัดระบบโรคตามการควบคุมโรค เพื่อวางแผนการรักษาและดูแลการใช้ยาตามอายุของเด็กค่ะ
เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี คุณหมอจะใช้ยาควบคุมโรคกลุ่มยาสูดพ่นสเตียรอยด์ขนาดต่ำ ซึ่งปริมาณยาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนนั้นก็ขึ้นกับการประเมินโรค โดยคุณหมอจะประเมินผลการรักษาจากอาการก่อนนำมาปรับขนาดยา และเมื่อสามารถควบคุมโรคได้แล้วก็จะค่อยๆ ปรับการใช้ยาลงให้ต่ำสุด เพื่อลดผลข้างเคียงของยาค่ะ
เด็กอายุมากกว่า 5 ปี คุณหมอจะใช้แผนการรักษาตามระดับความรุนแรงของโรค ดังนี้
- ควบคุมโรคได้ดี คือลูกไม่มีอาการไอทำกิจกรรมทุกอย่างได้โดยไม่มีขีดจำกัดและไม่ต้องใช้ยาช่วยบรรเทาอาการหรือใช้น้อยกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ คุณหมอก็จะคงใช้วิธีรักษาตามเดิม แต่จะมีการปรับลดปริมาณยาให้เหลือน้อยที่สุด
- ควบคุมโรคได้บ้าง แสดงว่าลูกยังมีอาการของโรคหอบหืดบ้าง แต่ไม่บ่อย คุณหมอจะพิจารณาเพิ่มการรักษาขึ้นจากเดิมเล็กน้อยเพื่อควบคุมอาการที่เพิ่มขึ้น
- ควบคุมโรคไม่ได้ หากลูกมีอาการกำเริบถี่ขึ้น และมีความรุนแรงของโรคถึงขั้นที่ไม่สามารถทำกิจกรรมได้ ไอตอนเช้ามืดและกลางดึกต้องใช้ยาช่วยบรรเทาอาการ คุณหมอต้องเพิ่มการรักษาจนกว่าจะสามารถควบคุมโรคได้
ทุกระดับขั้นของโรคคุณแม่และลูกจะต้องได้รับความรู้เกี่ยวกับโรค และต้องควบคุมสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการใช้ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้นตามอาการ ซึ่งการใช้ยาควบคุมโรคประจำนั้นในแต่ละระดับความรุนแรงของโรคก็จะใช้ยาต่างกัน
ถ้าลูกมีอาการของโรคหอบหืดแล้วคุณแม่พามารักษาไม่ทันท่วงที ก็อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น ลมรั่วในช่องทรวงอก ทำให้ปอดแฟบ มีอาการสับสนมึนงง พูดไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ยินเสียงหายใจและเสียงวี้ด ชีพจรเต้นช้าลงมาก จนอาจเกิดภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด
แม้จะเป็นโรคหอบหืดแต่ถ้าคุณแม่เอาใจใส่ หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นต่างๆ ที่ส่งผลให้อาการกำเริบ สังเกตอาการ และหากเกิดความผิดปกติให้พาลูกไปรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ควบคุมอาการของโรคได้ทันเพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่เสียชีวิตด้วยโรคหอบหืดเกิดจากความประมาทและควบคุมอาการไม่ทันถึงเกือบ 70% เชียวค่ะ
รู้หรือไม่ว่า
- สหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยโรคหอบหืดประมาณ 15 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 5,000 คน คิดเป็นอัตราการตาย 17 คน : 1 ล้านคน
- สหราชอาณาจักร มีผู้ป่วยโรคหอบหืดประมาณ 5.2 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 1,500 คน คิดเป็นอัตราการตาย 25 คน : 1 ล้านคน
- แคนาดา มีผู้ป่วยโรคหอบหืดประมาณ 2.2 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 500 คน คิดเป็นอัตราการตาย 16 คน : 1 ล้านคน
- ออสเตรเลีย มีผู้ป่วยโรคหอบหืดประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 314 คน คิดเป็นอัตราการตาย 15.7 คน : 1 ล้านคน
- ไทย มีผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืด 13% ของประชากรทั้งหมด
Concern
- พ่อแม่ควรสังเกตเพื่อหาสาเหตุของการแพ้ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้นๆ พร้อมทั้งเตรียมยาที่แพทย์สั่งไว้ให้พร้อมเสมอเมื่อเวลาที่ลูกหอบ
- หลีกเลี่ยงการพาลูกไปที่มีคนแออัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ระคายเคืองต่อการหายใจ เช่น ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสียยาฉีดฆ่าแมลงต่างๆ ฯลฯ ด้วย
- ถ้าลูกวัยเรียนเป็นโรคหอบหืดคุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ครูที่โรงเรียนเข้าใจและบอกให้รู้ถึงวิธีการให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกอาการหอบกำเริบได้
- ไม่ควรพาลูกออกกำลังที่ต้องออกแรงมากๆ เพราะอาการหอบหืดอาจกำเริบได้
(update 10 กรกฎาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.139 May 2007]
|