ยารักษารังแค


รังแคเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของการลอกหลุดของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วบริเวณหนังศรีษะ

คำถาม อะไรทำให้เกิดรังแค รักษาให้หายขาดได้ไหม

รังแคเกิดจากการหลุดลองของชั้นนอกสุดของหนังศรีษะมากเกินไป

รังแคเป็นชื่อเรียกสะเก็ดที่หลุดออกมาจากหนังศรีษะ ซ่งเป็นส่วนของผิวหนังชั้นนอกสุดมีการหลุดลอกออกจากหนังศรีษะในปริมาณที่มากกว่าปกติ

ปกติแล้วผิวหนังชั้นนอกสุดที่เรียกว่า ชั้นขี้ไคล จะมีการหลุดลอกทิ้งตามปกติอยู่แล้ว ซึ่งจะหลุดลอกออกไปขณะอาบน้ำชำระร่างกาย หรือในขณะที่ดำเนินชีวิตตามปกติ และในปริมาณน้อยจนไม่ได้สังเกต

กรณีที่สะเก็ดที่หลุดออกจากหนังศรีษะเหล่านี้มีการหลุดลอกมากกว่าปกติ จนสามารถสังเกตเห็นการหลุดลอกได้ จึงจะถือว่าเป็นรังแค


ชนิดของรังแค

รังแคเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากความผิดปกติของการลอกหลุดของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วบริเวณหนังศรีษะ เป็นการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนัง (หนังกำพร้า) ชั้นนอกสุดที่เรียกว่า ชั้นขี้ไคล ซึ่งจะลอกออกมาเป็นสะเก็ดสีขาว-เทา-เงิน และแห้ง เป็นแผ่นๆ หรือกระจายออกเป็นชิ้นเล็กๆ สะเก็ดนี้อาจหลุดร่วงจากหนังศรีษะได้เอง หรือหลุดออกเฉพาะเมื่อหวีผม ในปริมาณที่มากกว่าปกติ และอาจมีอาการคันศรีษะ พร้อมกับความรู้สึกที่แห้ง

รังแคมักเป็นทั้งศรีษะ ยกเว้นบริเวณที่ศรีษะล้าน

ถ้ากรณีสะเก็ดที่ลอกหลุดจากหนังศรีษะมีลักษณะเป็นมัน และมีสีเหลือง พร้อมๆ กับเป็นปื้นหนา ซึ่งเป็นการบวมอักเสบของชั้นผิวหนัง มีชื่อทางการแพทย์ว่า Seborrheic dermatitis เป็นโรคที่เป็นเรื้อรัง ไม่ค่อยหายขาด ไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุ แต่พบเชื้อราประเภทหนึ่งที่มีชื่อว่า Pityrosporum ovale ในปริมาณที่มากกว่าปกติ (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเชื้อรานี้เป็นต้นเหตุหรือสาเหตุทำให้เกิดโรคนี้) อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเพื่อฆ่าหรือลดจำนวนเชื้อราชนิดนี้ให้ลดจำนวนลงไป ก็อาจจะทำให้อาการรังแคดีขึ้นได้

ถ้ามีปื้นหนาที่หนังศรีษะ ร่วมกับมีสะเก็ดเป็นสีเทา-เงินอยู่บริเวณตีนไรผม ออกมาด้านนอก จะจัดเป็นชนิดหนึ่งของโรคสะเก็ดเงิน


ยาที่ใช้รักษารังแค

ส่วนใหญ่เป็นชนิดน้ำและอยู่ในรูปแบบแชมพู ซึ่งแนะนำว่า ควรใช้แชมพูยาชนิดใดชนิดหนึ่งจนกว่าจะควบคุมอาการของรังแคได้ ด้วยการฟอกแชมพูให้ทั่วหนังศรีษะและปล่อยทิ้งไว้ 5-10 นาที เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้ดี ก่อนที่จะชะล้าแชมพูยานี้ออกไป และเมื่ออาการดีขึ้นจนรังแคหายไปแล้ว ก็แนะนำให้ลดปริมาณการใช้แชมพูยาลงเหลือ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ได้

ยาที่มีฤทธิ์รักษารังแค มีจำหน่ายอยู่หลายชนิด ซึ่งให้ผลของการรักษาได้ดีพอสมควร บางคนก็ได้ผลดี แต่บางคนก็ไม่ได้ผล เหมือนดังคำว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” หรือบางคนเคยได้ผลดี แต่ต่อมาก็ได้ผลลงก็เป็นได้คงต้องลองใช้ดู และถ้าไม่ได้ผลจึงลองเปลี่ยนไปใช้ตัวอื่นยารักษารังแคมีดังนี้
1. ซิงค์ไพริไทออน (zinc pyrithione) แชมพูยาที่มีตัวยานี้มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราแต่กลไกออกฤทธิ์จริงๆ ขจัดรังแรยังไม่เป็นที่กระจ่าง จะช่วยลดอาการคันและการลอกของหนังศรีษะได้ แต่ก็มีรายงานว่าอาจเกิดผื่นแพ้ได้

2. ซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) ออกฤทธิ์โดยการลดการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังชั้นขี้ไคลของหนังศรีษะ การใช้แชมพูยานี้ให้ได้ผลจะต้องทิ้งแชมพูไว้บนหนังศรีษะประมาณ 5 นาทีก่อนล้างออก จึงลดการเกิดรังแค

3. คีโทโคนาโซล (ketoconazole) เป็นยาฆ่าเชื้อรามีจำหน่ายในรูปแบบของแชมพูยา มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของรังแคคนที่เป็นรังแคชนิด Seborrheic Dermatitis พบว่า มีเชื้อราชื่อ Pityrosporum ovale มากกว่าปกติซึ่งตัวเชื้อราไม่ได้เป็นสาเหตุของรังแคโดยตรง แต่อาจทำให้เป็นรุนแรงมากขึ้น เมื่อใช้ยาตัวนี้แล้ว รังแคก็ดีขึ้นได้
ถ้าใช้ยาเหล่านี้แล้วไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์ซึ่งอาจแนะนำให้ใช้ยารักษารังแคชนิดอื่นๆ เช่น betamethesone scalp application, coal tar, salicylic acid เป็นต้น


การดูแลสุขลักษณะที่ดี

รังแคเป็นโรคที่เกิดจากการผิดปกติของหนังศรีษะ ดังนั้น การดูแลสุขอนามัยที่ดีของร่างกาย จึงเป็นส่วนสำคัญเบื้องต้นในการดูแลรักษารังแค เริ่มต้นด้วยการควรดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดี มีความสบายกายและสบายใจ กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะและให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง และครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที พักผ่อนนอนหลับอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง ผ่อนคลายความตึงเครียด อย่าให้เคร่งเครียดจนเกินไป

การดูแลสุขภาพหนังศรีษะที่ดี เพื่อลดการเกิดรังแค
1. ควรสระผมทุกวันด้วยแชมพูชนิดอ่อน เพื่อขจัดไขมันส่วนเกิน

2. ในกรณีที่ใช้แชมพูยา ถ้าใช้ได้ผลดีแล้ว ก็อาจลดลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ในความถี่ของการสระที่เพียงพอต่อการควบคุมรังแค แต่ถ้าไม่ได้ผลก็อาจเปลี่ยนชนิดของแชมพูเสียใหม่ และในบางกรณีก็อาจใช้สลับกันก็ได้

3. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผม เช่น เจลแต่งทรงผม มูส สเปรย์ฉีด เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและกเดการสะสมบนเส้นผมและหนังศรีษะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา และถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ใดแล้วเกิดอาการรังแคเพิ่มมากขึ้น ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันที

4. ขณะที่กำลังสระผมด้วยแชมพู อาจนวดหนังศรีษะเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว เพราะช่วยขจัดสิ่งตกค้าง และ เป็นการกระตุ้นการหลเวียนของเลือดที่หนังศรีษะให้ดียิ่งขึ้นด้วย อย่าใช้เล็บเกา เพราะจะระคายเคืองหนังศรีษะ

5. หลังการสระผม ควรเช็ดผมให้แห้งเบาๆ ด้วยผ้าขนหนู หรือปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ ไม่ควรใช้เครื่องเป่าผม เพราะจะทำให้หนังศรีษะแห้ง เสียสมดุล

6. ควรหวีผมเบาๆ ด้วยหวีซี่ห่างๆ โดยเริ่มจากรากผมไปตลอดความยาวของเส้นผม เพื่อช่วยกระจายไขมันจากหนังศรีษะให้ทั่วเส้นผม และไม่ควรใช้หวีที่แข็งหรือมีซี่ของหวีที่ถี่เกินไป เพราะอาจจะดึงเส้นผมให้หลุด ร่วงมากขึ้น

7. ควรหลีกเลี่ยงการตกแต่งเส้นผมด้วยความร้อนหรือสารเคมีต่างๆ โดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะของหนังศรีษะได้ เช่น การถักเปียแน่นๆ การกัดสีผม การโกรกย้อมผม การยีผมให้ฟู การเป่าผมด้วยลมร้อน เป็นต้น

ถึงตอนนี้ก็พอจะเข้าใจและดูแลตนเองเบื้องต้นในเรื่องรังแคนี้ได้ หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องยาและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยารักษารังแค หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ท่านสามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรชุมชน (ที่ประจำอยู่ที่ร้านยา) ที่พร้อมให้คำปรึกษาในเรื่องสุขภาพแก่ท่านทุกเมื่อ.


(update 8 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 28 ฉบับที่ 325 พฤษภาคม 2549]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600