ยาสำคัญกว่าที่คิด


เมื่อเจ็บป่วย ยาคือปัจจัยสำคัญที่จะใช้ต่อสู้โรคร้าย หน้าที่ของหมอคือจัดยาอย่างถูกต้องทั้งชนิดและความแรง เพื่อให้ผู้ป่วยเป็นปกติ

เรื่องของยามีประเด็นสำคัญที่พวกเราอาจไม่สนใจ แต่เป็นประเด็นสำคัญ ที่ทั้งผู้ให้การรักษาพยาบาลและคนไข้พึงรับรู้ เพื่อให้ได้รับยาที่ทรงอิทธิฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย โดยไม่แว้งกลับมาทำร้ายตัวคนไข้


ให้ยาอย่างไรจึงทำร้ายคนไข้

การให้ยาที่เกิดผลร้ายมีหลายกรณี ยกตัวอย่าง เช่น ได้รับยาผิดชนิด ผิดขนาด ผิดเวลา แพ้ยา หรือ ได้ยาหลายชนิด และยาแต่ละชนิดทำลายฤทธิ์ซึ่งกันและกัน

มาตรฐานการให้ยาผู้ป่วยในโรงพยาบาลยึดหลัก 6 R (Right person, Right drug, Right dose, Right time, Right route, Right technic) กล่าวคือ ให้ยาถูกคน ถูกชนิดยา ถูกขนาดความแรง ถูกเวลา ถูกวิธี เช่น ยาฉีด ยากิน ยาเหน็บ ยาทา และถูกเทคนิค เช่น เคี้ยวยาก่อนกลืน กลืนทั้งเม็ดห้ามบด ฉีดเข้าเส้นช้าๆ เป็นต้น

ระยะหลายปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลต่างๆ ได้พัฒนากระบวนการให้ยาเพื่อรักษามาตรฐาน และเพิ่มความปลอดภัยแก่คนไข้ ได้แก่

การจัดระบบให้เภสัชกรเห็นคำสั่งยาของแพทย์ โดยตรง ซึ่งเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของยาโดย 3 วิชาชีพ กล่าวคือ เมื่อแพทย์สั่งยา เภสัชกรอ่านลายมือแพทย์โดยตรงและจัดยามาให้ พยาบาลซึ่งอ่านชื่อยาจากลายมือแพทย์โดยตรงเช่นกัน ตรวจสอบยาที่ได้รับจากเภสัชกร

ถ้าตรงกันก็เป็นดับเบิ้ลเช็ก ถ้าไม่ตรงกัน ก็มาดูว่าใครอ่านผิดหรือจับยาผิด

บางโรงพยาบาลเภสัชกรจะจัดยาสำหรับให้คนไข้แต่ละครั้ง เมื่อพยาบาลได้ยาแล้ว สามารถใช้กับคนไข้ได้เลย เรียกว่า Unit dose ส่วนการจัดมาเป็นวองโดยนับเป็นจำนวนวัน พยาบาลต้องมาแบ่งให้คนไข้อีกครั้งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้

บางโรงพยาบาลเมื่อได้ยาแล้ว พยาบาลจะนำไปเก็บไว้ในตู้ยาของคนไข้ในห้องคนไข้ โดยไม่ให้ปะปนกับยาของคนไข้อื่น เมื่อจะให้ยาคนไข้ ก็เข้าไปไขกุญแจเอายาต่อหน้าคนไข้และญาติ

โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สำหรับยาที่อันตราย เช่น มอร์ฟีน จะเก็บใส่ตู้แยกเอาไว้ ซึ่งจะเปิดได้ต้องใช้กุญแจ 2 ดอก เปิดพร้อมกัน โดยแยกกุญแจคล้องคอพยาบาล 2 คน เมื่อต้องใช้ยา พยาบาล 2 คนต้องมาพร้อมกัน และช่วยกันตรวจสอบยาที่จะให้ผู้ป่วย เรียกว่า กระบวนการเพื่อความปลอดภัยกำลัง 2


การให้ยาถูกคน

โดยจัดระบบมาตรฐานการกระจายยา เมื่อจะให้ยาคนไข้ จะมีการสอบถามชื่อ นามสกุล และ ตรวจสอบป้ายข้อมือของคนไข้ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก ผู้สูงอายุ หรือคนไข้ที่ไม่รู้สึกตัว

สำหรับโรงพยาบาลที่มีคนไข้อยู่ในห้องรวมกันหลายๆ คน ก็จะจัดกล่องเก็บยาคนไข้แยกกันเป็นคนๆ โดยระบุชื่อและเตียงคนไข้ไว้ที่กล่องชัดเจน บางโรงพยาบาลจัดทำเป็นรถเข็น ซึ่งประกอบด้วย ลิ้นชักหลายๆ ลิ้นชักแต่ละลิ้นชักจัดเก็บยาของคนไข้แต่ละคน เมื่อถึงเวลาให้ยา พยาบาลเข็นรถนี้ไปที่เตียงคนไข้

ถ้าเป็นยาฉีดก็ผสมยาและฉีดให้เสร็จเป็นคนๆ ไม่ใช้วิธีเตรียมยาล่วงหน้า ใส่กระบอกฉีดยาที่เคาน์เตอร์พร้อมๆ กัน หลายๆ คน เพราะมีโอกาสสลับยากันได้

ถ้าเป็นยากินก็หยิบยาจากลิ้นชักของคนไข้ทีละคนเช่นเดียวกัน บางโรงพยาบาลกวดขันถึงกับต้องให้คนไข้กินยาต่อหน้า เพื่อให้กินยาทุกเวลา และป้องกันการลืมกิน


กินยาให้ถูกขนาด

การกินยบาให้ถูกขนาดและถูกเวลาเป็นเรื่องที่หลายครั้งคนไข้ปฏิบัติยาก และไม่เข้าใจเหตุผลทำให้ปฏิบัติไม่ถูกต้อง

การให้ยาก่อนหรือหลังอาหารสำหรับยาแต่ละตัวนั้นอาจมีเหตุต่างกัน บางตัวถ้าให้ขณะมีกรดออกออกในกระเพาะ ฤทธิ์กรดจะทำลายฤทธิ์ยา บางตัวที่ต้องให้ก่อนอาหาร เพราะอาหารจะทำให้การดูดซึมยาได้ช้าลงหรือยาบางอย่างเมื่อปนกับอาหารจะทำให้เปอร์เซ็นต์การดูดซึมได้น้อยลง ยาบางอย่างการกินต้องทิ้งช่วงเวลาห่างเท่าๆ กัน เช่นทุก 12 ชั่วโมง เพื่อให้ระดับความเข้มของยาในเลือดสูงเพียงพอที่จะควบคุมเชื้อโรคได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพราะหากช่วงเวลาการให้ไม่เท่ากัน และระดับความเข้มข้นของยาในบางช่วงเวลาต่ำเกินไป จะทำให้เชื้อโรคนั้นดื้อยาได้

การแนะนำให้กินยาก่อนอาหาร หรือก่อนนอนโดยคนไข้ไม่เข้าใจเป้าหมายอย่างถ่องแท้ บางครั้งจึงเกิดผลเสีย เช่น คนไข้บางคนไม่กินอาหารเช้า กินเพียงวันละ 2 มื้อ ก็ได้ยาเพียง 2 ครั้ง คนไข้บางคนทำงานเป็นกะ การกินการนอนแต่ละวันไม่ใช่เวลาเดียวกัน

การกินให้ถูกขนาดบางครั้งก็เป็นปัญหาอย่างเรื่องของคุณยายคนนี้

คุณยายเป็นโรคความดันเลือดสูง รักษาอยู่หลายปีหมอสังเกตว่าความดันยายขึ้นๆ ลงๆ เอาแน่นอนไม่ได้ วันหนึ่งคุณหมอจึงสอบถามเรื่องกินยาว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่

“ยาลดความดันยายกินทุกวัน ตอนเช้าครึ่งเม็ด” คุณยายเล่า

คุณหมอเพิ่งสังเกตว่ายาในซองของโรงพยาบาลไม่ได้ตัดแบ่งเป็นครึ่งเม็ด

“คุณยายแบ่งยาครึ่งเม็ดอย่างไร”
“ก๊ะเอา” เสียงคุณยายหนักแน่น

คุณหมอเข้าใจว่าคุณยายใช้วิธีกะเอา
“กะยังไง” คุณหมออยากรู้

คุณยายเลยหยิบเม็ดยาในซอง “กัด” ด้วยฟันหน้าที่มีสีดำจากหมากออกเป็นสองซีกให้คุณหมอดู

นับจากวันนั้นคุณยายก็เปลี่ยนไป คุณหมอจัดแจงให้ตัดเม็ดยาแบ่งให้คนไข้ ให้เรียบร้อยทุกราย หลายโรงพยาบาลใช้วิธีให้เครื่องตัดเม็ดยาแก่คนไข้ที่ต้องแบ่งยา เครื่องตัดเม็ดยามีลักษณะเป็นกล่องมีช่องให้วางเม็ดยาในกล่อง เมื่อปิดฝากล่อง ใบมีดที่ฝาจะผ่าเม็ดยาเป็นสองซีกเท่าๆ กัน โดยเม็ดยาไม่แตกเสียหาย เครื่องตัดเม็ดยานี้ องค์การเภสัชกรรมทำแจกโรงพยาบาลสามารถขอเพื่อนำมาแจกจ่ายคนไข้


กินยาไม่ครบ

เรื่องการกินยาไม่ครบ บางครั้งก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง

อาจารย์แพทย์เป็นผู้เยี่ยมสำรวจคุณภาพโรงพยาบาล มีความดันเลือดสูง และบางครั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ ต้องกินยาหลายชนิดเป็นประจำทุกวันเข้าวันหนึ่งท่านและคณะมาถึงโรงพยาบาลแต่เช้า เข้าประชุม เตรียมการเยี่ยมสำรวจในห้องทำงานที่โรงพยาบาลจัดให้ หลังจากดื่มเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพแล้วท่านก็หยิบยาออกจากซองยาหลายซองจำนวนหลายเม็กใส่ฝ่ามือ กรอกยาเข้าปากแล้วตามด้วยน้ำเย็นค่อนแก้ว แล้วลุกออกไปเดินเยี่ยมสำรวจตามภารกิจ

ช่วงเวลาใกล้เที่ยงท่านรู้สึกใจสั่น เหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นระยะๆ หลังอาหารเที่ยงอาการเป็นมากขึ้นอายุรแพทย์โรคหัวใจตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจพบว่า หัวใจเต้นผิดจังหวะจริงๆ แต่โชคดี ไม่ถึงขั้นเป็นอันตราย ท่านยังคงทำหน้าที่ผู้เยี่ยมสำรวจต่อไป

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในเวลาเย็น ท่านกลับเข้ามาประชุมทีมที่ห้องพักเดิม เก้าอี้ตัวเดิม ถ้วยโอวัลตินเมื่อเช้ายังไม่มีใครมาเก็บออกไป

สิ่งที่ท่านเห็นคือยาเม็ดหนึ่งในจานรองถ้วยโอวัลติน เป็นยาที่ต้องกินเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจ

ท่านคงทำเม็ดยาเม็ดนี้หล่นจากฝ่ามือโดยไม่ได้กินเข้าไป จึงทำให้มีอาการในวันนี้

อาจารย์ครับ สำหรับผู้อาวุโส เทคนิคการกินยาที่ถูกต้อง ควรหยิบยาเข้าปากทีละเม็ด เพื่อให้แน่ใจว่าได้กลืนยาจนครบทุกเม็ด

ยังมีกลุ่มคนไข้อีกกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหายุ่งยากเพิ่มขึ้น ได้แก่ คนไข้เด็ก คนไข้ที่มีปัญหาด้านการกลืนหรือกินไม่ได้

เภสัชกรจะจัดเตรียมยาสำหรับคนไข้เฉพาะราย (extemporaneus preparation) เพื่อให้คนไข้สามารถได้ยาด้วยวิธีการที่เหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น ยาบางอย่างหมอสั่งให้เด็กเล็ก ขนาด 1 ใน 5 ของเม็ด ซึ่งแบ่งยากมาก

เภสัชกรจะต้องบดยาผสมเป็นยาน้ำ แล้วคำนวณให้เป็นจำนวนซีซี ซึ่งจะได้ขนาดความรุนแรงถูกต้อง

เคยมีคนถามว่าทำไมโรงพยาบาลไม่ซื้อรูปแบบน้ำมาใช้จะได้สะดวก เหตุผลเพราะยาบางอย่างบริษัทผลิตออกมาเฉพาะเป็นเม็ดเท่านั้น ที่ไม่ทำเป็นรูปแบบน้ำอาจจะเนื่องจากมีการสั่งใช้น้อย ไม่คุ้มค่าด้านการตลาดหรือยาบางอย่างเมื่อทำเป็นรูปแบบน้ำแล้ว ความคงตัวของยาจะสั้น ยาเสื่อมคุณภาพเร็ว

คนไข้จิตเวชบางรายไม่ยอมกินยา บางรายเอายาไปให้คนไข้อื่นกิน เมื่อถามว่าทำไมทำอย่างนั้น ก็ได้รับคำตอบว่าถ้ากินยาจะง่วงแล้วหลับ พยาบาลที่ดูแลคนไข้จิตเวชจึงต้องใช้ความสามารถพิเศษเฉพาะตัว เพื่อให้คนไข้ได้ยาครบถ้วน


ควรระวังยาหมดอายุ

เกี่ยวกับเรื่องอายุยา ปกติยาที่เมื่อแบ่งออกมาจากกล่องยา นำมาบรรจุซองใหม่ จะมีอายุน้อยลงจากเดิม โดยปกติมักจะไม่เกิน 1 ปี เพราะฉะนั้นเมื่อคนไข้ได้ยาแล้วกินไม่หมด เก็บเอาไว้กินหรือให้ผู้อื่นต่อ ให้ดูอายุยาที่ระบุไว้ที่ซองยาด้วย

ยาที่หมดอายุนอกจากจะไม่มีผลต่อการรักษาแล้ว ยังอาจเป็นโทษ ถึงขั้นอันตรายได้

นอกจากนี้ การเก็บยาที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้ยาเสื่อมสภาพและหมดอายุเร็วกว่ากำหนด

สิ่งสำคัญที่หลายคนละเลยคือการเก็บยา ควรเก็บในที่เย็น ไม่ชื้น ไม่ถูกแสงแดด ยาบางอย่างเมื่อถูกแสง จะเสื่อสภาพเร็วขึ้น โรงพยาบาลมักใส่ในซองสีชาหรือสีทึบ คนไข้ไม่ควรนำไปเทใส่ขวดยา หรือถ้าเม็ดยาอยู่ในฟอยล์ ก็ไม่ควรไปแกะใส่ขวด นอกจากนั้นยาที่ไม่ต้องการให้เก็บในอุณหภูมิต่ำ (2-8 องศาเซลเซียส) ก็ไม่ควรเก็บในตู้เย็น เพราะจะมีความชื้นเกิดขึ้น


การแพ้ยา

การป้องกันการแพ้ยาและการแพ้ยาซ้ำ เป็นเรื่องที่สำคัญ จะมีการคัดกรองสอบถามคนไข้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำบัตร หลายแห่งเป็นข้อปฏิบัติให้หมอถามคนไข้ทุกคนอีกครั้ง ถ้ามีประวัติก็บันทึกไว้ที่เวชระเบียนใบสั่งยา และฐานข้อมูลคนไข้ในคอมพิวเตอร์ รวมทั้งในบัตรประจำตัวคนไข้

แม้จะมีกระบวนการป้องกันอย่างเต็มที่ หลายครั้งก็ยังเกิดเหตุ เพราะคนไข้อาจลืมเรื่องแพ้ยาซึ่งเกิดขึ้นนานแล้วและไม่รุนแรง คนไข้ที่เคยมีอาการแพ้ยา แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องแพ้ยาคนไข้ไม่รู้ว่าตัวเองแพ้ยาอะไร

คนไข้คนหนึ่งให้ประวัติว่าแพ้ยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง โดยเคยกินแล้วรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก คุณหมอที่รักษาจึงสั่งยาอีกตัวหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้ยาซ้ำ และเพื่อป้องกันความเสี่ยง คุณหมอจึงให้พยาบาลฉีดยาจำวนเข้าใต้ผิวหนังเพื่อทดสอบว่าคนไข้แพ้ยาหรือไม่ ผลปรากฏว่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ที่บ่งว่าแพ้

แต่เมื่อฉีดยาเข้าเส้นเข็มแรก คนไข้เกิดแพ้ยารุนแรงถึงขั้นช็อก ถึงขั้นต้องปฏิบัติการกู้ชีวิตปั๊มหัวใจ

ชายคนหนึ่งมีประวัติแพ้ยาหลายตัว วันหนึ่งมาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการแพ้แพ้ยาซ้ำ มีระบบเตือนในฐานข้อมูลของคนไข้ กล่าวคือ เมื่อพิมพ์ใบสั่งยา จะปรากฏชื่อยาที่แพ้ในใบสั่งยาทุกครั้ง เขามาที่โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นครั้งแรก พยาบาลจดชื่อยาที่แพ้ลงในเวชระเบียนพิมพ์ลงในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ เมื่อแพทย์ทราบจึงเลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่นที่คิดว่าคนไข้ไม่แพ้

เมื่อคนไข้รับยาที่ห้องยา เขากินยาทันที ซึ่งเขาปฏิบัติเช่นนี้ทุกครั้ง เพราะคิดว่าถ้าแพ้ยา จะได้เกิดตั้งแต่อยู่ในโรงพยาบาล

ผลหรือครับ เขาเกิดแพ้ยาชนิดรุนแรง ถึงขั้นช็อก โชคดีทีมกู้ชีวิตของโรงพยาบาลช่วยได้ทัน

จากการทวนสอบเหตุการณ์พบว่า ยาที่แพทย์สั่งแม้ว่าจะเป็นคนละชนิด แต่มีส่วนผสมที่มีโอกาสแพ้ข้ามกลุ่มได้ และใบสั่งยาได้รับการพิมพ์ออกมาก่อนเมื่อยื่นบัตร จึงไม่ปรากฏชื่อยาที่แพ้

ในใบสั่งยาใบแรกนี้ เภสัชกรซึ่งรู้ว่ายา 2 ตัวนี้มีโอกาสแพ้ข้ามกลุ่ม จึงไม่มีโอกาสทวนสอบ

นับจากวันนั้น โรงพยาบาลต้องปรับเปลี่ยนระบบ เพื่อปิดจุดอ่อน และมอบบัตรแพ้ยาแก่เขา ซึ่งชี้แจงรายละเอียดของยาที่แพ้ทั้งชื่อทางเคมี และชื่อการค้าที่มีในตลาดทุกตัว

มาตรการบริหารยาและความเสี่ยงสูง เป็นเรื่องที่โรงพยาบาลต่างๆ ให้ความสำคัญมากขึ้น

มีระบบการเตือนก่อนใช้ การจัดเก็บแยกส่วนจากยาอื่นชัดเจน รวมทั้งการไม่จัดเก็บยาอันตรายที่ไม่ใช่ยาช่วยชีวิตฉุกเฉินในตู้ยาประจำเรือนพักคนไข้

ยาโพแทสเซียมคลอไรด์ซึ่งใช้ละลายน้ำเกลือหยดเข้าหลอดเลือด จะเกิดอันตรายถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดเต้นถ้าฉีดเข้าหลอดเลือดเร็วๆ (IV push) มีการติดสติกเกอร์ห้าม IV push ทุกหลอดยา

จัดระบบการให้ความรู้และทักษะแก่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ยาความเสี่ยงสูงตัวใด เมื่อให้คนไข้แล้วต้องประเมินสัญญาณชีพอะไร เมื่อไร เช่น ยาบางอย่างกดการหายใจ ยาบางอย่างทำให้ความดันเลือดต่ำ ยาบางอย่างทำให้หัวใจเต้นช้า เป็นต้น

การให้ยาให้ถูกขนาดความแรงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน หลายโรงพยาบาลได้ขอให้บริษัทยาผลิตยาชนิดเดียวกัน ที่มีขนาดความแรงต่างกัน ให้มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ตั้งแต่สลากที่กล่อง ที่ซอง ขนาด และสีของเม็ดยา ซึ่งหลายบริษัทได้เริ่มทำแล้ว

โรงพยาบาลแห่งหนึ่งคณะกรรมการยาได้เปลี่ยนยาตัวหนึ่งให้เป็นยาที่มีความแรงเป็น 2 เท่าของยาเดิมเพราะถ้าต้องกิน 2 เม็ดราคาจะถูกกว่า และกรณีที่ต้องการให้เม็ดเดียวหักครึ่ง แม้จะมีหนังสือเวียนแจ้งการเปลี่ยนแปลง แต่หมอก็ทราบไม่ทั่วถึง ทำให้คนไข้ได้รับยาที่มีความแรง 2 เท่า จนรายหนึ่งมีอาการผิดปกติจึงมีการทวนสอบ ตั้งแต่นั้นมา เมื่อโรงพยาบาลจะเปลี่ยนความแรงของยา จะเพิ่มการแจ้งหมอเป็นรายคน และออกระเบียบให้การสั่งยาทุกตัว หมอต้องระบุความแรงเสมอ มิฉะนั้น เภสัชกรจะส่งใบสั่งยากลับมาให้สั่งใหม่

กระบวนการใช้ยารักษาโรคมีความสำคัญที่ต้องอาศัยความตระหนัก ความรู้ และความร่วมมือทั้งฝ่ายคุณหมอและฝ่ายคนไข้ แม้ทางโรงพยาบาลจะปรับปรุงพัฒนาระบบให้รัดกุมตามมาตรฐานวิชาชีพส่งผลให้คนไข้ได้รับยาอย่างปลอดภัยอย่างไรก็ดีอาจเกิดผลร้ายจากยาดังที่เป็นข่าวตามสื่อมวลชน เช่น กรณีที่คนไข้แพ้ยารุนแรงถึงขั้นตาบอด และสังคมต่างคลางแคลงใจว่าเป็นเวชปฏิบัติที่ผิดพลาดจากความประมาทหรือเปล่า

ข้อเท็จจริงมีบางครั้งเป็นเหตุสุดวิสัย คนไข้มีโอกาสแพ้ยารุนแรง โดยมาตรฐานบำบัดการรักษาและเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่สามารถตรวจสอบได้ล่วงหน้า


(update 18 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 28 ฉบับที่ 333 มกราคม 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600