คำถาม - ลูกของดิฉันเป็นหอบหืด ควรเลือกใช้ยาอย่างไร ?
โรคนี้เป็นโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในเด็กไทย โดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า หอบหืด แต่ในทางการแพทย์จะเรียกสั้นๆ ว่า โรคหืด ซึ่งแสดงอาการ หายใจลำบาก โดยตัดคำว่า หอบ ออกไป ทั้งนี้เพราะมีโรคอื่นๆ อีกหลายชนิดที่มีอาการหอบ แต่ไม่ได้เป็นหืด เช่น อาการหอบเหนื่อย เป็นต้น จึงใช้เฉพาะคำว่า หืด เพื่อให้แตกต่างและไม่เกิดการสับสนกับโรคอื่นๆ ที่มีอาการหอบโดยไม่ได้เกิดการจับหืดนะครับ
สาเหตุของโรคหืดในเด็ก
โรคนี้สาเหตุเกิดจากหลอดลมของเรามี ความไวต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอกมากกว่าปกติหรือผิดปกติ ทำให้เกิดกระบวนการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันมากเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในทางเดินหายใจ แล้วส่งผลให้เกิดการหดแคบลงของหลอดลมและ/หรือมีเสมหะออกมามากเกินไปร่วมกัน เป็นผลให้ท่อทางเดินหายใจแคบลง (ทั้งจากหลอดลมที่ตีบแคบลงและเสมหะขัดขวางทางเดินอากาศ) การหายใจจึงลำบากยิ่งขึ้น และเป็นโรคหืด
อาการของโรคหืดในเด็ก
ประมาณว่า มีเด็กไทยป่วยเป็นโรคหืดมากถึง 1.8 ล้านคน ซึ่งในเด็กจะแสดงอาการหืด ด้วยการหายใจเป็นเสียงสูง คล้ายเสียงนกหวีด หรือที่เรียกว่า เสียงหวีดหรือเสียงวี้ด และหายใจได้ลำบาก หายใจเร็วๆ แรงๆ และอาจมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย
ในผู้ป่วยโรคหืดบางรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อยอาจมีแค่อาการไอ ไอบ่อยๆ ไอติดต่อกันนานๆ
ทั้งอาการหืดด้วยการหายใจเป็นเสียงหวีดและอาการไอ มักจะเป็นมากขึ้น เมื่อไดรับสิ่งกระตุ้น (หรือสารก่อภูมิแพ้) เช่น อากาศเย็น ฝนตก อาหารบางชนิด ไรฝุ่น เชื้อรา แมลงสาบ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย การออกกำลังกาย เป็นต้น ดังนั้นถ้าพบว่าแพ้สารชนิดใดควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารนั้น จะช่วยลดปัญหาการแพ้และจับหืดได้
โรคหืดเกิดจากการแพ้สารกระตุ้น
โรคนี้จึงจัดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้อากาศ ผื่นแพ้ผิวหนัง ผื่นแพ้ที่เยื่อบุตา เป็นต้น แต่โรคนี้เป็นการแพ้ที่เกิดขึ้นที่หลอดลมภายในปอด จึงแตกต่างจากโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นที่ตำแหน่งของการเกิดโรคโดยโรคภูมิแพ้อากาศหรือเยื่อบุโพรงจมูกจากการแพ้จะมีตำแหน่งของการเกิดโรคที่โพรงจมูก โรคผื่นแพ้ผิวหนังจะเกิดอาการขึ้นที่ผิวหนัง และโรคผื่นแพ้ที่เยื่อบุตาจะเกิดอาการขึ้นที่เยื่อบุตา ตามลำดับ
นอกจากนี้ โรคนี้อาจถ่ายทอดกันทางกรรมพันธุ์คือจากพ่อและ/หรือแม่สู่ลูก
ยารักษาโรคหืดในเด็ก
ยารักษาโรคหืดในเด็กจะคล้ายกับยาที่ใช้ในผู้ใหญ่แต่จะมีข้อแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยในเรื่องรูปแบบของยาแต่เนื่องจากโรคหืดเกิดจากการแพ้ที่หลอดลม แล้วทำให้เกิดการอักเสบ และส่งผลทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง ทำให้หายใจได้ลำบาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อย่างลำบาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น รูปแบบของยาที่ดีควรเป็นรูปแบบที่สามารถส่งตัวยาสำคัญไปถึงหลอดลมภายในปอด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีการตีบตันและการอักเสบของเนื้อเยื่อของหลอดลมโดยตรง
ยาสูดเป็นรูปแบบของยาที่ดีที่สุดในการรักษาโรคหืดในเด็ก
ในด้านรูปแบบของยาที่ดีที่สุดคือ มีประสิทธิภาพสูง และปลอดภัยที่สุด ได้แก่ ยาในรูปแบบของยาสูด (inhaler) ซึ่งเป็นรูปแบบพิเศษเฉพาะของยาที่ออกฤทธิ์โดยตรงที่ปอด เพราะเมื่อใช้ยานี้ผู้ป่วยจะต้องสูดเข้าทางปาก และหายใจลึกๆ เพื่อให้ยาเดินทางตามลมหายใจจากในช่องปากเข้าไปสู่หลอดลมภายในปอด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีการตีบตัวและการอักเสบของหลอดลมจึงจะออกฤทธิ์ได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ ณ จุดที่เกิดปัญหาของโรคหืด
ยาสูดจึงเป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ผลดีและอย่างรวดเร็วเพราะยาเดินทางจากปากเข้าสู่ปอดโดยตรง และในปริมาณยาที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับยาชนิดกิน ยาสูดจึงมีความปลอดภัยมากกว่า
ยานี้บางคนจะเรียกว่า ยาพ่น หรือยาสูดพ่น เพราะในการใช้ยาจะต้องพ่นยาออกมาจากอุปกรณ์ให้ยา แล้วจึงสูดเข้าไปในทางเดินหายใจ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกว่า ยาสูด แทนคำว่ายาพ่นแล้ว
นอกจากนี้ ยังมียารูปแบบอื่นๆ ที่ใช้รักษาโรคหืดในเด็ก เช่น น้ำยาเชื่อม ยาเม็ด ยาแคปซูล ยาฉีด เป็นต้น เช่นเดียวกับรูปแบบยาทั่วๆ ไป
อาการที่สำคัญของโรคหืด มี 2 อาการหลักๆ คือ การตีบแคบลงของหลอดลม และการอักเสบของหลอดลม ดังนั้น ด้านรักษาจึงให้ความสำคัญต่ออาการทั้งสองนี้เป็นหลัก
ยาบรรเทาอาการจับหืด (Reliever) : ควรพกติดตัวและใช้เมื่อมีอาการทันที
อาการตีบแคบลงของหลอดลม หรือหายใจหวีดหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า จับหืด เป็นภาวะที่เป็นปัญหาฉุกเฉิน เร่งด่วน เพราะถ้าไม่ได้รับการรักษาบรรเทาอาการอย่างเหมาะสม โรคนี้อาจรุนแรงมากขึ้น หลอดลมยิ่งตีบแคบเล็กลง และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ยาที่ถือว่าสำคัญที่สุดคือยาที่ใช้บรรเทาอาการจับหืด (Reliever) ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดลม ใช้รักษาบรรเทาอาการตีบแคบลงของหลอดลม จึงนิยมเรียกว่า ยาขยายหลอดลม (bronchodilators) ตัวอย่างเช่น ซัลบูทามอล (salbutamol) เทอร์บูทาลีน (terbutaline) เป็นต้น
ยากลุ่มนี้เป็นยาขยายหลอดลมชนิดหนึ่งที่ระยะเวลาในการออกฤทธิ์รวดเร็ว โดยเฉพาะชนิดสูด จะออกฤทธิ์บรรเทาอาการจับหืดได้ภายใน 5-10 นาทีหลังสูดยา จึงเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคหืดที่ควรมีพกติดตัวถ้าเมื่อใดจะเกิดการจับหืด ผู้ป่วยจะได้สูดยาเข้าสู่ปากเพื่อบรรเทาอาการจับหืดได้อย่างทันท่วงที
นอกจากยาขยายหลอดลมชนิดสูดแล้ว ยังมียานี้ในรูปแบบอื่นๆ เช่น ชนิดน้ำเชื่อม ซึ่งเด็กกินได้ง่าย แต่ออกฤทธืได้ช้ากว่าคือ ใช้เวลาประมาณ ครึ่ง-หนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ได้รับยาแล้ว เช่นเดียวกับยาชนิดเม็ดที่ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับยาจนออกฤทธิ์อาจนานกว่ายาชนิดน้ำอีกเล็กน้อย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะยาสูดจะเป็นยาเดินทางตรงจากปากสู่ปอดได้เลย จึงออกฤทธิ์เร็ว ในขณะที่ยาชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อมจะต้องเดินทางจากปากเข้าสู่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ แล้วจึงถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทางหลอดเลือดดำ ผ่านตับ เข้าสู่หัวใจ ที่มีหน้าที่สูดฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ยาที่ละลายอยู่ในเลือดก็จะเดินทางไปถึงปอด เพื่ออกฤทธิ์ขยายหลอดลม จึงใช้ระยะทางและเวลานานกว่ายาชนิดสูดมากและออกฤทธิ์ได้ช้ากว่า มิหนำซ้ำการที่ยาผ่านกระแสเลือด ยาจึงกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้ต้องใช้ยาในขนาดสูงเพื่อที่ระดับความเข้มข้นของยาที่สูงพอที่จะแสดงฤทธิ์ได้ ทั้งยังต้องส่งยาไปออกฤทธิ์ที่เนื้อเยื่อและอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องได้ยา (เพราะไม่มีปัญหาโรคหืด)
ยาที่ไปตามเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ นี้ นอกจากเป็นการสูญเสียยาโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังอาจทำให้เกิดฤทธิ์ที่ไม่ต้องการ ทำให้เกิดผลเสียจากยาได้ ตัวอย่างเช่น ยาขยายหลอดลมชนิดน้ำเชื่อมนี้ เมื่อกินและถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้ว ยากลุ่มนี้นอกจากมีฤทธิ์ขยายหลอดลมที่ปอดแล้ว ยังมีผลต่อการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น ทำให้เด็กบางคนที่ไวต่อยา ชนิดนี้จึงมีอาการใจสั่น กระวนกระวาย งอแงได้ เมื่อเด็กคนนั้นไวต่อยาชนิดนี้และไดรับยาชนิดน้ำเชื่อม
ดังนั้น ในกรณีที่จับหืด จะต้องได้รับยาขยายหลอดลมอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อบรรเทาอาการจับหืดในเด็กโตจะต้องพกยาขยายหลอดลมชนิดสูง และใช้ทันทีอย่างถูกวิธีเมื่อมีอาการจับหืด เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าว แต่ในกรณีเด็กเล็กจะต้องมีผู้ปกครองคอยดูแลสังเกตอาการและให้ยากลุ่มนี้ทันทีเช่นกันเมื่อเริ่มมีอาการ จับหืดขึ้นล
กรณีที่เด็กเข้าโรงเรียนแล้ว ผู้ปกครองจะต้องไปปรึกษาและแจ้งให้คุณครูประจำชั้นหรือครูพี่เลี้ยงได้ทราบเข้าใจ และช่วยเหลือเด็กได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีเช่นเดียวกับผู้ปกครอง เมื่อเด็กมีอาการจับหืดที่โรงเรียนและเล็กเกินกว่าที่จะช่วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อปฏิบัติภายหลังการสูดยาเพื่อขยายหลอดลมบรรเทาอาการจับหืด
อนึ่ง ในกรณีที่มีการจับหืดและได้รับยาขยายหลอดลมชนิดสูดหรือชนิดน้ำเชื่อมแล้ว อาการจับหืดดีขึ้นและ/หรืออาการจับหืดอาจแย่ลง ถ้าเป็นเช่นนี้อย่างนิ่งนอนใจจะต้องไปพบแพทย์ทันที หรือในรายที่เคยจับหืดอย่างรุนแรงมาก และเกิดอาการจับหืด ควรให้ยายขยายหลอดลมทันที พร้อมทั้งเดินทางไปพบแพทย์ทันทีเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
ถึงตอนนี้คงทำให้ท่านผู้ปกครองและคุณครูได้เข้าใจการใช้ยาโรคหืดที่เหมาะสมสำหรับบุตรหลานและลูกศิษย์ของเรา
ฉบับหน้าจะขอกล่าวถึงการใช้ยารักษาโรคหืดในเด็กส่วนที่ 2 ซึ่งจะกล่าวถึงยาที่ใช้ควบคุมอาการโรคหืดวิธีการสูดยาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ยารักษาโรคหืดในเด็กชนิดอื่นๆ และอุปกรณ์พยากรณ์การจับหืด.
(update 6 ตุลาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 340 สิงหาคม 2550]
|