ฟันกรามร้าว


เรื่องฟันเป็นธรรมดาของชีวิต เมื่อสูงวัย เหงือก และฟันก็จะถดถอยอ่อนแอลงตามกาลเวลา

เมื่ออายุประมาณ 56 ปี ผู้เขียนรู้สึกเจ็บเสียวฟันเวลาเคี้ยวถูกของแข็งที่เป็นเม็ดเล็กๆ เช่น เม็ดฝรั่งและครั้งหนึ่งรู้สึกเจ็บมาก จนร้าวไปทั้งขากรรไกรบนและล่างอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง อาการก็ดีขึ้น และสามารถเคี้ยวอาหารอย่างอื่นๆ ได้ตามปกติ

เนื่องจากผู้เขียนมีอาการเช่นนี้บ่อยๆ และอาการไม่ดีขึ้นถ้าเผลอไปเคี้ยวถูกอาหารที่เป็นเม็ดแข็งเล็กๆ ผู้เขียนจึงไปหาหมอฟันที่โรงพยาบาลที่ทำงานอยู่

โดยปกติตั้งแต่เล็กจนแก่ ผู้เขียนไปพบหมอฟันน้อยครั้งมาก (จำได้ว่าตอนเล็กๆ พ่อพาไปหาหมอฟันเข้าใจว่าเป็นหมอฟันเถื่อน เพราะในสมัยนั้นยังมีหมอฟันปริญญาน้อยมาก พวกผู้ช่วยหมอฟันต่างๆ จึงมักจะเปิดร้านทำฟันทำฟัน อุดฟัน เป็นสำคัญ และเครื่องไม้เครื่องมือสมัยนั้นก็ทำให้การทำฟันแต่ละครั้งเจ็บปวดมาก เพราระไม่มีการฉีดยาชา เวลากรอฟันที เสียวตั้งแต่ศรีษะจดเท้า ดังนั้น ตอนเด็กๆ จึงไม่ค่อยอยากไปหาหมอฟัน

เวลาถอนฟัน (ฟันน้ำนม) ทุกซี่ที่ถึงอายุขัยของมันผู้เขียนและพี่น้องจึงมักจะปล่อยให้มันโยกจนหลุดเองหรือคุณพ่อจะใช้ด้ายเส้นใหญ่ๆ สอดเข้าไปรัดไว้ที่โคนฟันแล้วกระตุก รู้สึกเจ็บแปล๊บเดียว ฟันก็หลุดออกมาแล้วเราก็กัดผ้าสะอาดไว้สักพัก พอเลือดหยุดก็บ้วนปาก เป็นอันเสร็จพิธี บางทีก็มีการเก็บฟันนั้นไว้เป็นที่ระลึก หรือโยนขึ้นไปบนหลังคา ให้ฟันที่จะขึ้นใหม่ครั้งหน้ามั่นคงแข็งแรงตามความเชื่อของเด็กๆ)

ผู้เขียนจึงไม่เคยตรวจสุขภาพฟัน อย่างที่เขาโฆษณากันในปัจจุบัน ให้ไปตรวจสุขภาพฟันบ่อยๆ ขูดหินปูนบ่อยๆ ขัดฟัน เคลือบฟันเป็นประจำ เป็นต้น

คงเป็นโชคดีของผู้เขียน (และพี่น้องของผู้เขียนด้วย) ที่ไม่มีปัญหาฟันและเหงือก จนถึงกับต้องพบหมอฟัน (เถื่อน) บ่อยๆ ทั้งที่ไม่เคยตรวจสุขภาพฟันและเหงือกบ่อยเลย

ตอนเป็นผู้ใหญ่ เมื่ออายุย่าง 28 ปี ขณะที่ฝึกงานอยู่ต่างประเทศ ผู้เขียนปวดฟันกรามล่างมากจนคางโย้จึงต้องไปหาหมอฟันเป็นครั้งแรก และพบกรามล่างขวาซีกสุดท้ายงอกขึ้นมาพ้นเหงือกไม่ได้ เพราะไปติดกรามซี่หน้า (ฟันคุด) หมอฟันต้องผ่าตัดเหงือกและงัดฟันคุดออก ทำให้เจ็บไปหลายวัน หลังจากนั้นก็ไม่เคยไปหาหมอฟันอีกเลย

เวลาปวดฟัน ก็หมั่นอมน้ำเกลือบ้วนปากบ่อยๆ และแปรงฟันบ่อยครั้งขึ้น (แปรงหลังอาหารทุกมื้อ เดิมตอนเด็กๆ แปรงฟันตอนเช้าครั้งเดียว ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ จึงรู้จักแปรงตอนเช้าและก่อนนอน พอหลังอายุ 50 ปี มีปัญหาปวดเหงือก ปวดฟันบ่อย จึงเปลี่ยนเป็นแปรงฟันหลังอาหาร 3 มื้อ) ทำให้อาการปวดเหงือกปวดฟันหายเองภายใน 5-10 วัน โดยไม่ต้องกินยาอะไรแม้แต่ยาแก้ปวด จึงไม่ต้องรบกวนหมอฟัน ทั้งที่หมอฟันก็อยู่ในที่ทำงาน (โรงพยาบาล) เดียวกัน แต่เมื่อมันไม่หนักหนาอะไร ก็หายเองได้จึงไม่อยากไปรบกวนเขา เพราะทุกคนก็รูดีอยู่แล้วว่าโรงพยาบาลของรัฐส่วนใหญ่ ผู้ป่วยมากจนล้นกำลังของหมอและพยาบาล จึงไม่อยากไปเพิ่มงานให้เขาถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

แต่เมื่อมีอาการปวดเสียวฟันมันเป็นขึ้นบ่อยขึ้นๆ และครั้งสุดท้าย มันเจ็บเสียวไปทั้งหน้าและศรีษะ จนเคี้ยวอะไรไม่ได้ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่บังเอิญเป็นวันหยุดราชการ จึงไปหาหมอฟันในวันรุ่งขึ้น ตอนที่หายปวดฟันแล้ว และเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ

หมอฟันตรวจดูอยู่นาน รวมทั้งเอกซเรย์ฟัน แต่ก็ไม่พบว่าฟันซี่ที่ปวดนั้นมีอะไรผิดปกติ นอกจากสึกไปตามอายุของมันเช่นเดียวกับซี่อื่นๆ จึงถือโอกาสขูดหินปูนให้โดยผู้เขียนก็ยินยอม เพราะอยากรู้ว่าขูดหินปูนแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยขูดหินปูนมาก่อนจนอายุ 56 ปีแล้ว

หลังขูดหินปูนรู้สึกว่าเหงือกและฟัน “โล่ง” คล้ายกับว่ามันสะอาดขึ้น แต่เหงือกระบม (เจ็บ) ไป 2 วัน จึงไม่รู้ว่าคุ้มกันหรือเปล่า

ฟันซี่ที่เจ็บต่อมาก็เจ็บอีก เวลาเผลอไปเคี้ยวอะไรที่ค่อนข้างเล็กและแข็ง เวลาที่เจ็บมากก็ไปหาหมอฟันทุกครั้ง แต่ก็ตรวจไม่พบว่าเป็นอะไร จนครั้งที่ 4 ก็เอกซเรย์พบว่าฟันร้าว หมอฟันก็พยายามเก็บฟันไว้ )ไม่ถอนฟัน) โดยใช้ลวดมัดฟันเพื่อไม่ให้ฟันที่ร้าวนั้นแตกออกจากกัน แต่ปรากฏว่ามันกลับทำให้ปวดมากขึ้นๆ จนอีก 4 วันต่อมา ต้องไปให้หมอฟันถอดลวดที่มัดออกรวมทั้งถอนฟันซี่นั้นออกด้วย เพราะหมอฟันบอกว่า ไม่มีวิธีใดที่จะทำให้ฟันที่ร้าวแล้วติดกันได้ และเมื่อพยายามมัดให้มันไม่แตกออก กลับทำให้เจ็บมากขึ้น ก็ต้องถอนออก

ปรากฏว่าฟันกรามซี่ที่ถอนออกมานั้น ดูปกติดี แต่เมื่อหมอฟันใช้เข็มแทงลงตรงศูนย์กลางของหน้าฟัน (ที่ใช้บดอาหาร) ซึ่งเป็นหลุม (แอ่งเล็กๆ) ฟันซี่นั้นก็จะปริออกเป็น 2 ส่วนเกือบจะเท่าๆ กัน โดยเห็นรอยร้าวชัดเจน แต่เมื่อดึงเข็มออก รอยร้าวนั้นก็หายไป (มองไม่เห็น) นั่นเป็นสาเหตุว่า ทำไมหมอฟันตรวจและเอกซเรย์ในช่วงแรกถึง 3 ครั้ง จึงตรวจไม่พบ

ผู้เขียนรู้สึกเห็นใจหมอฟันทันที ที่ต้องใช้ความพยายามตรวจถึง 4 ครั้ง จึงสามารถวินิจฉัยโรคได้ เช่นเดียวกับผู้เขียนบางครั้งก็ต้องใช้เวลาตรวจแล้วตรวจอีกหลายครั้งกว่าจะวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยได้ หรือบางครั้งก็วินิจฉัยไม่ได้ แม้แต่อาการป่วยที่เกิดกับตัวเอง แต่เมื่ออาการมันดีขึ้นเองหรือหายเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์หาโรคให้เจ็บตัว และก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

เพราะเรารักษา “คน” ไม่ใช่ “รักษาโรค”.


(update 6 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 333 มกราคม 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600