อะไร ทำไม…? คำถามสุดฮิตของวัย 2-3 ขวบ


สารพัดคำถามที่ลูกสาวลูกชายวัย 2-3 ขวบ พรั่งพรูออกมา ให้พ่อแม่ตอบกันไม่หวาดไม่ไหว บางครั้งตอบไปแล้วยังถามซ้ำอีกแน่ะ เฮ้อ …อยากจะบอกว่าอย่าเพิ่งรำคาญลูกเลยค่ะ เพราะทุกคำถามของลูกล้วนมาจากความอยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้โลกรอบตัวทั้งนั้น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งขั้นของพัฒนาการทางภาษาและสติปัญญาของลูกด้วย


ถาม ถาม ถาม…ภารกิจเพื่อการเรียนรู้

คำถาม “อะไร” ของเด็กวัย 2 ขวบ จะยังไม่ลึกซึ้งเหมือนคำถาม “ทำไม” ในช่วงวัย 3 ขวบ ที่สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ในลักษณะของเหตุและผลได้แล้ว

2 ขวบ

โดยปกติเด็กจะเริ่มตั้งคำถามว่า “อะไร” ก็ในช่วงวัย 2 ขวบไปแล้ว เนื่องจากช่วงนี้พัฒนาการทางภาษาของเขาพัฒนาเร็วมากมีคำศัพท์สะสมอยู่ในสมองน้อยๆ มากทีเดียวอย่างน้อยๆ ก็ 20 คำเป็นต้นไป แต่นั่นก็ยังไม่พอสำหรับลูกค่ะ เพราะเขายังต้องการเรียนรู้สิ่งรอบตัวไปเรื่อยๆ และเมื่อพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีชื่อเรียกขาน และทาเดียวที่จะรู้ได้ว่าสิ่งนั้นเรียกว่าอะไรเขาก็จะถาม และก็ถาม

การถามจึงเป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยไขคำตอบให้กับเด็กค่ะ

การถามซ้ำๆ ของเด็กวัยนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะยียวนกวนประสาทคุณพ่อคุณแม่หรอกนะคะ เพียงแต่เขาต้องการความมั่นใจและเวลาสำหรับการจดจำคำศัพท์ใหม่ๆ บ้างก็เท่านั้น

ถามเพื่อเรียกร้องความสนใจ ก็มีบ้างเหมือนกันค่ะ ที่การถามซ้ำๆ ของลูกเป็นไปเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ หรือบางทีก็ถามไปอย่างนั้นแหละ ประมาณทักทายพอเราจะอ้าปากตอบ เจ้าหนูก็หายแว้บไปเล่นที่อื่นซะแล้ว บางทีก็พ่นคำถามมาเป็นชุด จนไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อน

ไม่ว่าพฤติกรรมการถามของลูกวัย 2 ขวบจะเป็นอย่างไรสุดท้ายก็เพื่อการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จากสิ่งรอบตัว ซึ่งจะทำให้พัฒนาการทางภาษาของเขาแข็งแรงขึ้นนั่นเองค่ะ

มีอยู่บ้างเหมือนกันที่คำถาม “ทำไม” ของเด็กวัย 2 ขวบ มาจากการเลียนแบบการใช้ภาษาของพ่อแม่และคนรอบข้างมากกว่าจะอยากรู้คำตอบที่แท้จริง เช่น พ่อแม่ที่มักจะใช้คำถาม “ทำไม” กับลูกบ่อยๆ ว่า “ทำไมไม่กินข้าวล่ะคะ” ลูกก็จะมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ หรือถามกลับพ่อแม่ด้วยคำถามเดียวกันว่า “ทำไมไม่อยากกิน” อบบนี้เป็นต้นค่ะ


3 ขวบ

พอลูกย่างเข้าสู่วัย 3 ขวบ ความสามารถในการถามจะเพิ่มมากขึ้นและซับซ้อนกว่าเมื่อตอน 2 ขวบมาก (ถึงไม่ถามวัยนี้ก็ช่างเจรจาเป็นปกติอยู่แล้ว) เพราะนอกจากเขาจะเข้าใจความหมายและรู้คำศัพท์ใหม่ๆ มากขึ้น กระบวนการคิดเชิงเหตุผลของเขาก็พัฒนาเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยผลักดันให้เขาอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยตั้งคำถามบ่อยๆ ด้วยนั่นเอง เช่น

“ทำไมพระอาทิตย์ขึ้นตอนกลางวัน แล้วพระจันทร์ขึ้นตอนกลางคืน”
“ทำไมผู้หญิงต้องพูดค่ะ แล้วผู้ชายต้องพูดครับ”
"ทำไมหนูไม่จุ๊ดจู๋”
“ทำไมผู้ชายไม่ใส่กระโปรง”
ฯลฯ

ที่น่าสังเกตก็คือ คำถามของลูกวัยนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความแตกต่างระหว่างเพศมากขึ้น ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่คงต้องตั้งรับกับคำถามทำนองนี้ให้ดีๆ ด้วยค่ะ

นอกจากคำถามของลูกจะช่วยให้เราเห็นพัฒนาการทางภาษาว่าดีขึ้นแค่ไหนแล้ว ยังช่วยให้เราเห็นการเติบโตทางความคิดจากการตั้งคำถามของเขาด้วยเหมือนกัน และหน้าที่ของเราก็คือตอบคำถามที่ถูกสงสัย ซึ่งก็ต้องมีศิลปะในการตอบด้วยค่ะ


ยุทธวิธีตอบคำถามลูกอย่างสร้างสรรค์

แนวทางการตั้งรับและตอบคำถามของลูกก็ไม่มีอะไรมาก… แต่สำคัญค่ะ โดยเฉพาะท่าทีและวิธีตอบคำถาม ซึ่งหากท่าทีไม่ดีหรือตอบคำถามไม่เข้าใจอาจเป็นการสกัดกั้นความคิดของลูกทำให้สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกแย่ลงได้

เพราะฉะนั้น เมื่อลูกถาม พ่อแม่จึงควร…
  • พยายามตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของลูกในทันที เพื่อลูกจะได้มีนิสัยอยากเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ

  • ให้เหตุผลแบบง่ายๆ สั้นๆ เข้าใจได้ ตรงไปตรงมามากที่สุด เช่น ถ้าลูกถามว่า หนูเกิดมาจากไหน ก็ให้บอกว่า หนูเกิดมาจากแม่และคอยสังเกตอาการของลูกว่า เขาพอใจคำตอบที่ได้ไปไหม เพราะบางครั้งการตั้งคำถามของเด็กก็ไม่ได้ต้องการคำตอบที่ลึกซึ้ง เด็กบางคนอาจยังทำหน้างงๆ ว่าเกิดมาจากแม่ยังไง ก็รอให้เขาถามต่อแล้วเราค่อยอธิบายสั้นๆ

  • ลองย้อนถามกลับไป “แล้วหนูคิดยังไง” ซึ่งอาจต้องรอให้ลูกมีความพร้อมระดับหนึ่ง เพราะเด็กเล็กๆ ถ้าถูกถามกลับบางครั้งก็เป็นการไปสกัดกั้นการเรียนรู้เหมือนกัน ในเบื้องต้นเด็กๆ ต้องการข้อมูลจากพ่อแม่ก่อน ซึ่งก็ต้องเป็นข้อมูลที่ง่ายๆ สั้นๆ

    เมื่อลูกมีความเข้าใจทางภาษาดีแล้ว ลองหยั่งเชิงถามย้อนกลับดู ถ้าสังเกตจากท่าทีของลูกหลังจากที่เราถามย้อนกลับแล้วเขาอยากตอบ ให้ใช้คำถามกระตุ้นให้เขาหาคำตอบด้วยตัวเองพร้อมกับสอนให้ลูกใช้คำหลากหลายขึ้นในการเชื่อมโยงเหตุผลจาก “ทำไม” มาเป็น “เพราะอะไร” แล้ว “จะเป็นอย่างไรต่อไป” แต่ถ้าถามกลับไปคำแรกสีหน้าเขาดูงงๆ ไม่เข้าใจ เราคงต้องให้ข้อมูลเขาเพิ่มแล้วละค่ะ

  • กรณีที่ลูกถามซ้ำๆ ในสิ่งที่เคยถามมาแล้ว ให้บอกว่า “แม่จำได้ว่าแม่เคยบอกหนูแล้วนี่นา ไหนลองบอกแม่สิว่าทำไม” โดยท่าทีที่ถามกลับเป็นลักษณะของการชวนคุย

  • กรณีที่เราเริ่มจนมุมกับคำถามของลูก ให้ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจไปเรื่องอื่น แล้วขอติดคำถามลูกเอาไว้ตอบคราวหน้า

  • ชวนลูกค้นหาคำตอบด้วยกัน เช่นเมื่อลูกถามว่า “ทำไมปลาว่ายน้ำได้” เราก็ชวนลูกสังเกตการว่ายน้ำของปลา เป็นต้น

  • ธรรมชาติของเด็กที่สำคัญก็คือ ชอบเล่นค่ะ ลองหาเรื่องเล่นจากคำถามของลูกดู ก็น่าจะเป็นการตอบคำถามที่ได้ทั้งความสนุกและความรู้ความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย เช่น เล่นผลัดกันถาม ผลัดกันตอบ

ข้อควรระวังกับพฤติกรรมต้องห้ามของพ่อแม่

สิ่งที่ต้องระวังมากๆ คือ
การตอบแบบปัดรำคาญ ตอบแบบให้พอผ่านๆ ไป เพราะการตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นของลูกวิธีนี้ นอกจากจะไม่ได้สร้างความเข้าใจให้ลูกแล้ว ยิ่งทำให้ลูกสงสัยในท่าทีของเราด้วย

การตอบแบบประชดประชัน อาจจะยิ่งเหมือนยั่วให้เด็กอยากถามเรามากขึ้น กลายเป็นต้องการเอาชนะกันทางอารมณ์ ซึ่งบางทีลูกไม่ได้อยากจะเอาชนะหรอก เพียงแต่เขายังไม่เข้าใจท่าทีของพ่อแม่ และตัวเขาเองก็ยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ ก็เลยถามซ้ำอยู่อย่างนั้น

การดุว่าลูก ว่าถามอะไรไร้สาระ ไม่รู้เรื่อง เด็กที่เติบโตขึ้นมากับการถูกดุว่าเสมอ โตขึ้นเขาจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือไม่เห็นว่าตัวเองมีคุณค่าเท่าคนอื่น และเป็นเด็กที่ไม่กล้าถามอีกเลย เพราะคิดว่าการถามเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี
คำถามของลูกเปรียบเสมือนประตูสู่การเรียนรู้โลกของลูกและเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างทางพัฒนาการเพื่อการเติบโต…ซึ่งคงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ก้าวย่างนี้ถดถอยแน่ๆ ใช่ไหมคะ


(update 16 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 288 มกราคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600