เทคนิคช่วยลูกไม่ฉี่รดที่นอน


“เด็กฉี่รดที่นอนเป็นปัญหาไหมคะเห็นคุณย่าบอกว่าไม่เป็นไร พอโตขึ้นก็จะหายเอง แต่ดิฉันกลัวว่าจะเป็นปัญหากับระบบขับถ่ายลูกพอจะมีวิธีไหนช่วยไม่ให้ลูกปัสสาวะรดที่นอนไหมคะ?”
เป็นคำถามของคุณแม่เว็บบอร์ดจาก www.raklukefamilygroup.com ดอลลี่ขอรับอาสาจัดข้อมูลให้เลย


Tricks to Train
1) ให้ลูกดื่มนมและดื่มน้ำให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง

2) เมื่อถึงเวลาจะเข้านอนจริง พาลูกไปปัสสาวะจะปวดหรือไม่ปวดก็พาไปห้องน้ำก่อนนะคะ

3) ก่อนจะนอนบอกลูกไว้หน่อยค่ะว่า “ถ้าปวดปัสสาวะบอกแม่นะลูก”

4) เมื่อถึงช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนถึงตีหนึ่งให้ปลุกลูกขึ้นมาปัสสาวะ

5) ถ้าไม่สะดวกเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนอาจเตรียมกระโถนเข้าไปในห้องด้วยค่ะ

6) ทำแบบนี้ทุกวันนะคะ โดยปกติประมาณ 2-3 อาทิตย์ เด็กจะเริ่มชินว่าต้องปัสสาวะเวลานี้แล้วจะตื่นขึ้นบอกปัสสาวะเองค่ะ
วัยที่คุณแม่ควรเริ่มฝึกไม่ให้ปัสสาวะรดที่นอนควรอยู่ที่ประมาณ 2 ขวบค่ะ หรือเด็กบางคนอาจจะฝึกได้ก่อนหน้านี้นะคะ เหตุที่วัยนี้เหมาะสม เพราะเป็นช่วงที่กระเพาะปัสสาวะขยายใหญ่ สามารถจุปัสสาวะได้มากขึ้นเรียกว่าเก็บได้นานกว่า 4-5 ชั่วโมง แล้วยิ่งเมื่อโตขึ้น ความจุกระเพาะปัสสาวะก็จะเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ


แบบนี้สิที่เรียกว่าลูกพร้อม
  • ลูกไม่ปัสสาวะใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปในช่วงกลางวัน
  • บอกแม่ได้ว่า “แม่ฉี่ๆ”
  • ลูกเริ่มโยเยทนไม่ได้กับการเฉอะแฉะ เมื่อปัสสาวะลงผ้าอ้อมสำเร็จรูป ถึงตอนนี้ก็ฉวยโอกาสบอกลูกเลยว่า “ถ้าหนูปวดฉี่ต้องบอกแม่นะ”

Parent do it !!
1. แม้จะฝึกจนเห็นผลแล้ว แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอค่ะ โดยใช้แผ่นพลาสติกสอดไว้ใต้ผ้าปูที่นอน เผื่อวันไหนลูกเผลอหลับยาว ปัสสาวะไม่รู้ตัว วิธีนี้จะช่วยไม่ให้เปียกลงที่นอนนะคะ

2. วันไหนคุณพ่อคุณแม่ง่วงและเหนื่อยมากให้ตั้งนาฬากาปลุกไว้ข่างหูเปิดเสียงเบาๆ หรือไม่พ่อกับแม่ก็ผลัดเวรปลุกลูกกันคนละวัน ช่วยให้หายเหนื่อยลงไปได้เยอะค่ะ

3. เปลี่ยนคำบ่นเป็นคำชมค่ะ “หนูเก่งจังที่ไม่ปัสสาวะรดที่นอน” หรือ “ดีจังที่หนูบอกแม่ว่าหนูปวดฉี่” คำชมและให้กำลังใจกันจะช่วยให้สถานการณ์ความเครียดระหว่างการฝึกปัสสาวะผ่อนคลายลงไปได้เยอะค่ะ
และที่สุดแล้วแม้เราจะฝึกให้ลูกอย่างไรก็ยังควรตระหนักไว้ว่า สำหรับเด็กเล็กแล้วการปัสสาวะรดที่นอนไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ที่สำคัญคุณแม่รู้มั้ยคะว่ามีเด็กเพียง 1 ใน 100 คนเท่านั้นค่ะ ที่เมื่ออายุครบ 1 ขวบแล้วจะไม่ปัสสาวะรดที่นอนโดยไม่ได้ผ่านการฝึก รู้แบบนี้ก็อย่าคาดหวังผลสำเร็จแบบรวดเร็วทันใจ แต่ควรฝึกลูกแบบค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า นอกจากลูกจะไม่เครียดแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็น่าพอใจกว่ากันเยอะเลยค่ะ


(update 6 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.140 June 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600