เมื่อเร็วๆ นี้มีการประชุมเรื่องของเล่นสำหรับเด็ก ว่าไม่ใช่ของเล่นนะเป็นของจริงที่มีต่อการพัฒนาสมอง พฤติกรรม และวินัยของเด็กอย่างไม่น่าเชื่อ การประชุมระดมสมองจัดโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ผู้เข้าประชุมนับได้เบ็ดเสร็จ 41 คน ล้วนแต่เป็นผู้สันทัดกรณีเกี่ยวข้องกับเด็กและของเล่นหมอเองได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง จึงอยากถ่ายทอดสู่ผู้อ่าน ดังนี้
พญ. วิรงรอง พรรคเจริญ จาก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เล่าประสบการณ์ที่ได้จากสหรัฐฯว่า การเล่นคือส่วนหนึ่งของชีวิตเด็ก เด็กต้องการเพื่อพัฒนา เช่นเดียวกับเด็กต้องการอาหาร การเล่นและการเรียนช่วยเด็กทั้งพัฒนากาย ภาษา ทักษะสังคม การแก้ปัญหา รวมไปถึงสภาวะทางอารมณ์ซึ่งสมาคมกุมารแพทย์สหรัฐฯ มีข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กคือ ของเล่นเพื่อการเรียนรู้ควรจะเป็นการปฏิสัมพันธ์ผู้ใหญ่กับเด็ก เหมาะกับพัฒนาการตามวัยไม่แพง ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดความก้าวร้าวหรือรุนแรง ควรมีการอ่านนิทานหรือหนังสือกับเด็กด้วย
แต่ที่น่าสนใจมากคือ TOY LIBRARY หรือห้องสมุดของเล่น ซึ่งน่าสนใจสำหรับบ้านเรา ซึ่งชุมชนของบางประเทศจะมีเพื่อเอื้อต่อสังคมและเด็ก ควบคุมโดยบุคลากรที่ได้รับการอบรมเรื่องของเล่น และเรื่องพัฒนาการ อาจจะจัดในโรงเรียน ศูนย์ของชุมชน ห้องสมุดทั่วไป โรงพยาบาล ศูนย์เด็กหน่วยเคลื่อนที่ mobile unit คล้ายที่ กทม.จัด ห้องสมุดโมบาย หรือมีกระทั่งเอื้อต่อการส่งให้ถึงบ้าน
ซึ่งทุกคนในที่ประชุมสนใจ เพราะเด็กๆ ทุกคนไม่มีโอกาสเข้าถึงของเล่นที่มีประโยชน์ขณะที่เด็กรวยอาจมีจนล้น บางครอบครัวไม่จนแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องมีของเล่นเอาเงินไปซื้อของกินจะดีกว่า ส่วนเด็กยากจนแทบหมดสิทธิ์ได้ของเล่นคุณภาพเล่นแต่ดาบไม้ดาบพลาสติกฟันกันโชะเชะ
ห้องสมุดของเล่นมีในหลายประเทศทั้ง สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ฮ่องกง ฝรั่งเศส ลาตินอเมริกา บางประเทศสนับสนุนโดย UNESCO แม้แต่ปาเลสไตน์ซึ่งมีภาวะสงครามตลอดเวลา หรือประเทศอินเดียก็มีรถตู้เคลื่อนที่คอยช่วยเด็กยากจนประเทศไทยซึ่งมีคนใจบุญสุนทาน และผู้ที่สนใจพัฒนาเด็กอยู่มาก น่าจะทำสำเร็จได้ซึ่งคิดว่าผู้แทนจาก กทม. ที่เข้าประชุมในวันนั้น คงจะดำเนินการได้
รศ.ดร. จิตตินันท์ เดชะคุปต์ จาก มสธ. เล่าเรื่องงานวิจัยว่า การเล่นเป็นชีวิตจิตใจของเด็ก คำถามที่มีเสมอๆ จากผู้ปกครองว่า อะไรบ้างที่จัดเป็นของเล่นสำหรับเด็ก เล่นแล้วได้อะไรบ้างนอกจากสนุก ถ้าไม่เล่นแล้วจะเกิดอะไร ควรจะเล่นเมื่ออายุเท่าไรของเล่นอะไรที่ทำให้เด็กฉลาด (เป็นคำถามสุดฮิตสุดฮอต ถามกันทุกครั้งจากพ่อแม่) เด็กชายเด็กหญิงควรเล่นแตกต่างกันไหมเลือกของเล่นให้ลูกอย่างไรดี และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเล่นคือ ตัวเด็ก บุคคลที่เล่นกับเด็ก รูปแบบการเล่น การจำแนกประเภทการเล่นคือ ตามวัย จุดมุ่งหมาย รูปแบบ/วิธีการเล่น สถานที่เล่น กติกาการเล่น รวมถึงมุมมอง/ทัศนะ
ของเล่นเสริมการเรียนรู้
- ของจริง/วัสดุธรรมชาติ
- ของเล่นเลียนแบบของจริง
- ของเล่นสร้างสรรค์
- ของเล่นเพื่อการศึกษา
- ของเล่นพื้นบ้าน
ของเล่นเสริมทักษะ
- การรับรู้
- การเคลื่อนไหว
- ความสัมพันธ์มือ-ตา
- การแก้ปัญหา
- ความคิดสร้างสรรค์
- การใช้ภาษา
- การสังเกตเปรียบเทียบ
จากพฤติกรรมการเล่นนำไปสู่การเรียนรู้และพัฒนาการ งานวิจัยของ พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ และคณะ (2547) พบว่า เด็กวัย 1-น้อยกว่า 3 ปี มีของเล่นที่มีเสียง ของเล่นออกกำลังแขนขา ของเล่นลากจูง/ฝึกนิ้วมือ ของเล่นฝึกมือให้สัมพันธ์กับตาของเล่นเลียนชีวิตจริง โดยมีความแตกต่างกันตั้งแต่ 52.8-86.9% ที่ไม่มีคือ ของเล่นสอนเรื่องสี ของเล่นวางซ้อน และของเล่นที่เป็นชิ้นต่อรูป 64.2-71.9%
ในวัย 3-ต่ำกว่า 6 ปี ของเล่นที่ไม่มีคือ การฝึกแก้ปัญหา 63.2% ฝึกการเปรียบเทียบ 79% ฝึกเรียนดนตรี 60.7% ฝึกทักษะด้านคณิตศาสตร์ 68.1% ส่วนของเล่นที่มักมีตามบ้านคือ หัดเขียน 84.4% ฝึกการเคลื่อนไหวแขน-ขา ส่วนของเล่นทางปัญญาที่ลึกซึ้งเด็กไทยยังเล่นน้อยค่ะ
ความจริงวันนั้นเป็นนาทีทองของผู้สนใจด้านพัฒนาการเด็ก มีข้อมูลน่าสนใจซึ่งหมออาจจะนำมาเล่าต่อในภาค 2 แต่ที่ดีใจมากคือผู้แทนจากสมาคมของเล่นไทยที่ได้โกอินเตอร์อย่างเต็มภาคภูมิ โดยที่คนไทยเราไม่ค่อยจะรับรู้ข้อมูลเลย แต่คู่แข่งที่สำมะคัญก็คือประเทศจีน มีโรงงานประมาณหนึ่งหมื่นแห่งคนจีนทำงาน 5 ล้านคน
วัสดุของเล่นไทยโกอินเตอร์ มีคุณภาพดี แต่ต้องปรับกลยุทธ์อยู่ตลอด สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เป็นลูกค้าใหญ่สุดของเรา ตอนนี้มียุโรปด้วยฝรั่งเองมองของเล่นคือวัฒนธรรม บ้านเรามองเป็นของเล่นๆ ผลิตภัณฑ์ไทยได้รางระดับนานาชาติมาแล้ว แต่บ้านเราเองไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จนัก ซึ่งผู้เข้าประชุมก็เชียร์ให้ผู้ผลิตช่วยลดราคาของเล่น เพื่อให้เด็กไทยได้เข้าถึงของเล่นคุณภาพ
ขณะนี้หน่วยงานเอกชนได้เคลื่อนไหวโดยจัดการประกวด TOY CONTEST ของเล่นคุณภาพ โดยให้เด็กประเมินของเล่นที่ชอบมีคู่มือเลือกซื้อ มีพื้นที่ให้เล่นฟรี บริจาคไปยังโรงพยาบาล ซึ่งได้ผลกับเด็กที่กลัวการผ่าตัดมาก ได้เล่นของเล่นจนติดใจไม่กลัวการผ่าตัด แต่บอกว่าผ่าตัดเมื่อไรจะมาเล่นต่อ นี่ก็คือความสุขเล็กๆ ของเด็กพื้นที่หมดแล้ว แต่ดวงใจของหมอยังสว่างอยู่กับความหวังที่เด็กไทยจะได้ของเล่นที่ดีเพื่อพัฒนาการยังมีอยู่ ถ้าต้องการภาค 2 ก็แจ้งเข้ามาที่ บ.ก. จะตั้งใจเขียนต่อค่ะ.
(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 286 พฤศจิกายน 2549 ]
|