การนอน ช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาสมองของลูกน้อย


การนอนเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ เป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่มักจะถูกละเลย ไม่ได้รับความสนใจ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เด็กทารกจะใช้เวลาส่วนใหญ่ทั้งกลางวันและกลางคืนในการนอน ช่วงเวลาของการนอนจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และวัยชรา การนอนหลับช่วยให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนหลังจากการทำงานมาอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางวันไม่เคยมีมนุษย์คนไหนสามารถถอดนอนได้เกินกว่า 7 วัน เนื่องจากสมองของคนๆ นั้นจะไม่สามารถทนสภาพเหนื่อยล้าเช่นนั้นได้มนุษย์เราใช้เวลาในการนอนประมาณ 3,000 ชั่วโมงใน 1 ปี ซึ่งเท่ากับประมาณ 1/3 ของชีวิต ดังนั้นหากการนอนหลับไม่เพียงพอหรือมีปัญหา จะทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ตามมาได้


การนอนระหว่างที่อยู่ในครรภ์

การที่รู้ว่าเด็กทารกแรกเกิดมีเวลาหลายเดือนในการปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการนอนและตื่นของคุณแม่ ก็ทำให้พ่อแม่รู้สึกสบายใจขึ้น และคุณแม่เองก็เช่นเดียวกัน ที่ได้รับรู้วงจรการนอนของลูกน้อยในครรภ์

ขณะที่ตั้งครรภ์ได้ 6-7 เดือน คุณแม่ก็รับรู้แล้วว่าเมื่อใดหรือภายใต้สถานการณ์อย่างใดที่ลูกน้อยจะดิ้น เตะถีบหรือมีกิจกรรมขณะที่อยู่ในครรภ์ คุณแม่ยังรู้อีกว่าถ้ารับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือเกิดความเครียดหรือเหนื่อย ช่วงเวลาที่ลูกตื่นตัวนี้อาจล่าช้าออกไปได้คุณแม่ส่วนมากคาดหวังว่าลูกจะเตะท้องในตอนท้ายวัน เมื่อพวกเธอเริ่มเหนื่อยและพร้อมที่จะเอนตัวลงพักผ่อนแล้ว ซึ่งพวกเธอมักจะพูดว่า “นี่เป็นช่วงเดียวที่ดิฉันจะสังเกตอาการขยับตัวของลูกได้ เพราะตลอดวันที่ผ่านมาดิฉันก็ยุ่งเกินไป” ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่าวงจรการเตะของลูกเกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดต่ำลงหรือกรดแลคติค ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเมื่อคุณแม่รู้สึกเหนื่อย

เด็กทารกในครรภ์เริ่มปรับตัวเองให้เข้ากับวงจรกลางวันและกลางคืนของคุณแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว การปฏิบัติให้วงจรการตื่นตัวและภาวะนิ่งเฉยของเธอแตกต่างออกไป เป็นการ “เรียนรู้” ที่เด็กทารกกำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมก่อนออกมาเผชิญโลกภายนอกคุณแม่จะสังเกตได้ว่าวงจรการนอนและตื่นของทารกจะยาวขึ้นและก็เป็นเวลามากขึ้นเมื่ออายุครรภ์ย่างเข้าสู่เดือนที่ 8-9


การนอนของเด็กแรกเกิด

แม้ว่าจะมีการเตรียมตัวตั้งแต่อยู่ในครรภ์ รูปแบบการนอนของทารกก็ยังไม่เป็นระบบ ทารกต้องใช้เวลาฟื้นตัวจากการคลอด ก่อนที่จะจัดรูปแบบวงจรการหลับ-ตื่นให้เข้าที่เข้าทาง ซึ่งทารกจะทำได้ในเวลาต่อมาแต่อย่างไรก็ตามวงจรการหลับ-ตื่นของเธอก็กำลังเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลาพร้อมกับการเติบโตของสภาพแวดล้อมใหม่นั้นเต็มไปด้วยแสง เสียง และบรรยากาศ (ที่แตกต่างจากน้ำคร่ำในมดลูกของแม่) เธอไมได้อยู่ภายใต้การปกป้องที่อบอุ่นในมดลูกอีกต่อไปแล้วการที่แขนและขาของเธอเคลื่อนไหวกะทันหันซึ่งเรียกว่า การตื่นตระหนก ทำให้ทารกเริ่มร้องและนำไปสู่ความยุ่งเหยิงในแบบที่ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่บ่อยๆ ทั้งตัวทารกเองและคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ แต่ในไม่ช้าทารกก็จะค่อยๆ ปรับวงจรการหลับ-ตื่นของตัวเองให้เข้ากับของพ่อแม่ ถึงแม่จะดูเหมือนค่อนข้างจะใช้เวลานานสำหรับพ่อแม่ก็ตาม


วงจรการหลับ-ตื่นของเด็กทารก

ทารกแรกคลอดมีภาวะการหลับ-ตื่นที่สามารถบ่งชี้ได้ง่าย 6 ขั้นตอน ซึ่งก็คือ
1. การนอนหลับลึก
2. ภาวะที่เพิ่งหลับ (หรือ “ตากลอกไปกลอกมาอย่างรวดเร็ว”)
3. ภาวะโงนเงนครึ่งหลับครึ่งตื่น
4. การตื่นตัว
5. การร้องโยเย
6. การร้องธรรมดา
ในภาวะที่ 1 และภาวะที่ 6 เด็กจะปิดตัวเองจากสิ่งเร้าภายนอก ส่วนภาวะอื่นๆ เป็นช่วงที่เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับของการนอนและการตื่น ข้อสังเกตที่น่าสนใจที่สุดอันหนึ่งในการเฝ้าสังเกตทารกแรกเกิดก็คือ เด็กสามารถที่จพะคงภาวะตื่นตัวและการปิดไม่ยอมรับภาวะของการนอนและการร้องไห้ได้ โดยการใช้การเต้นของหัวใจและการหายใจ การเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อควบคุมการสะดุดหรือหยุดชะงักของภาวะเหล่านี้ และเพื่อเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาทที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ ทารกก็จะพยายามไม่ให้ตัวเองถูกกระตุ้นมากจนเกินไป ต่อมาหลังจากที่คลอดแล้ว เธอก็จะเรียนรู้วงจรของการนอนสู่การตื่นและกลับสู่การนอน เพื่อเป็นการปกป้องตัวเองจากสิ่งเร้าหรือการกระตุ้นที่มากเกินไป ซึ่งภาวะการตื่นและการนอนจะค่อยๆ สมดุลมากขึ้นเอง

หลังจากช่วงเวลาของการพักฟื้นจากการคลอดเข้าสู่สภาพแวดล้อมทั้งหมดเด็กทารกเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่โลกใหม่ซึ่งในสภาวะนั้น การตอบสนองของเด็กทารกแรกเกิดจะน่าทึ่งมากเพราะไม่เพียงแต่เธอจะมองเห็นและได้ยินเท่านั้น แต่ยังสามารถควบคุมปฏิกิริยาโต้ตอบและการเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองสิ่งเร้าแปลกใหม่ได้อีกด้วย ถ้าหากกิจกรรมหรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวมีมากเกินไปหรือน่าเบื่อ ทารกก็สามารถหลบเข้าไปอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า สภาวะการนอนซึ่งแทบจะคล้ายกับการนอนหลับลึกเลยทีเดียว เพราะว่าในสภาวะนี้เด็กทารกจะหายใจลึกและสม่ำเสมอดวงตาปิดสนิท และตัวแข็งนิ่ง เมื่อสิ่งเร้าหยุดลง เด็กทารกก็มักจะตื่นขึ้น ซึ่งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปกป้องตัวเองของเด็กด้วยการนอนเข่ามาช่วย เราเรียกสิ่งนี้ว่า “สิ่งที่ทำเป็นประจำ” ซึ่งเป็นวิธีการเคยชินที่ทารกใช้เมื่อต้องการปิดตัวเองจากโลกรอบๆ ตัวเธอ


ท่าทางในการนอนสำหรับเด็กๆ

สถาบันกุมารแพทย์ของสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า เด็กทารกควรนอนหงาย เพื่อลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตกะทันหันในขณะนอนหลับของเด็ก (SIDS) เพื่อให้เด็กทารกแรกเกิดคุ้นเคยกับการนอนหงาย ก็ควรต้องเริ่มทำตั้งแต่ต้นเลย เด็กทารกบางคนอาจมีท่าทีว่าจะชอบนอนคว่ำ เพราะช่วยให้แขนขานิ่งอยู่กับที่เมื่อพวกเขาสะดุ้งตกใจไม่รบกวนการนอนของทารกมากนัก เด็กทารกเหล่านี้อาจรู้สึกสบายกว่าที่จะนอนคว่ำถึงแม้ว่าการช่วยหัดให้เด็กนอนหงายเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับพ่อแม่บางคน แต่มันก็ช่วยป้องปันลูกจาก SIDS ได้

การปล่อยให้มือของลูกโผล่ออกมาจากผ้าห่มหรือผ้าห่อตัว จะช่วยให้เธอเรียนรู้ที่จะดูดนิ้วมือตัวเอง เพื่อเป็นการปลอบประโลมตนเองในขณะที่กำลังนอนหงายอยู่ และการห่อตัวทารกให้ดีตั้งแต่ช่วงเอวลงไป จะช่วยลดอาการสะดุ้งตื่นได้เมื่อเด็กทารกนอนหงายเป็นประจำ ก็จำเป็นที่จะหัดนอนคว่ำบ้างในช่วงกลางวัน อาจเป็นช่วงที่ตื่นขึ้นมาเล่น หรือช่วงงีบที่คุณเฝ้าดูอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่กล้ามเนื้อหลังของพวกเขาจะได้พัฒนาไปได้เป็นอย่างดีต่อไป

ช่วง 3 สัปดาห์

เมื่อถึงสัปดาห์ที่สาม วงจรการนอนและตื่นของทารกอาจเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้นการกินนมก็อาจดีขึ้นตามไปด้วย และพ่อแม่ก็เริ่มรู้จักลูกน้อยของตนมากขึ้น ในช่วงแรกเด็กทารกอาจจำเป็นต้องกินนมแม่ทุก 1-2 ชั่วโมง แต่ต่อมา พ่อแม่จะค่อยๆ ควบคุมได้มากขึ้น อาจจะเริ่มชักจูงหรือผลักดันให้เด็กยืดเวลาการกินนมแม่ออกไป ซึ่งบ่อยครั้งที่เมื่อลูกร้อง พ่อแม่จะรีบตรงเข้าหาและป้อนนมลูกทันที ตามสัญชาตญาณ ถ้าหากพ่อแม่เพียงแค่รอสักครู่เพื่อยืดเวลา อาการหงุดหงิดหรือร้องโยเยที่ดูเหมือนจะรุนแรงในตอนแรก เมื่อมาถึงตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่อาการ “เพิ่งตื่น” เท่านั้น วงจรการกินนมก็จะสามารถยืดออกไปได้ถึง 3 ชั่วโมงซึ่งจะสมดุลกับการนอนที่ยืดเวลาออกไปในตอนท้ายของวงจรเดียวนี้ เมื่อพ่อแม่เริ่มรู้สึกแน่ใจในความต้องการของทารกมากขึ้นพวกเขาเริ่มรู้ถึงความแตกต่างระหว่างเสียงร้องโยเยเมื่อลูกเพิ่งตื่นหรือเมื่อรู้สึกเบื่อ กับเสียงร้องเพราะหิวได้แล้ว


การร้องโยเยในตอนท้ายวัน

ในช่วงประมาณสัปดาห์ที่สาม การร้องโยเยก็จะเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายถึงหัวค่ำ คุณแม่หลายคนเล่าว่า พวกเธอคาดเดาช่วงเวลานี้ได้เพราะว่าลูกๆ เริ่มตกอกตกใจง่าย ถูกกระตุ้นมากเกินไปจนเหนื่อยหรือเบื่อได้ง่าย และก็ไม่สามารถที่จะปลอบได้ และเมื่อผ่านช่วงของการร้องโยเยไปแล้ว ลูกๆ ก็จะนอนหลับได้ดีขึ้น หลังจากที่พ่อแม่แน่ใจแล้วว่าไม่ใช่การร้องเพราะหิว ไม่สบายตัว หรือเพราะความเจ็บปวดก็อาจปล่อยให้ลูกร้องไปสัก 5-10 นาที เพื่อปลดปล่อยสิ่งเร้าที่กระตุ้นระบบประสาทมากเกินไป หลังจากช่วงเวลาของการร้องโยเยตามด้วยการปลอบประโลมและจับเรอแล้ว เด็กทารกก็ดูเหมือนจะกลับสู่การนอนหลับที่สงบและสม่ำเสมอมากขึ้น ซึ่งคล้ายๆ กับว่าในที่สุดเธอก็อ่อนเพลียและได้ปลดปล่อยพลังงานที่รับเข้ามามากเกินไปการร้องโยเยก็เท่ากับเป็นกระบวนการสำคัญในการผ่อนคลาย


กลางวันและกลางคืน

เด็กทารกแรกเกิดยังสับสนระหว่างกลางวันและกลางคืน ทำให้คุณแม่และคุณพ่อสงสัยกันว่า ที่ลูกๆ ของพวกเขานอนหลับตลอดทั้งวันนั้น เป็นเพราะพวกเขาต้องการหลีกหนีจากสิ่งเร้าที่มีมากเกินไปหรือเปล่า? และสิ่งนี้ทำมห้เด็กทารกตื่นและร้องโยเยกลางดึกในขณะที่พ่อแม่ต้องการนอนบ้าง มีสิ่งใดบ้างที่ผู้ใหญ่หรือคุณแม่คุณพ่อที่อดนอนจะทำได้? แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ปลุกลูกก่อนที่จะถึงเวลาที่ลูกจะตื่นประมาณหนึ่งชั่วโมงในตอนสายที่ลูกตื่นเป็นประจำ กระตุ้นให้เธอตื่นเอาไว้ ทุก 3-4 วัน ให้ยืดเวลาการเล่นหรือกาสรทำกิจกรรมออกไปเสียหนึ่งชั่วโมงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกิจกรรมและภาวะเตรียมพร้อมเกิดขึ้นในตอนเย็นหลังจากนั้น ทารกก็อาจเริ่มยืดช่วงเวลานอนในตอนกลางคืนของตนออกไปได้


จุดกำเนิดของความฝันเริ่มเมื่อไหร่

ว่ากันว่าในระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือนนั้น เจ้าตัวเล็กได้รับรู้ถึงประสบการณ์ความฝันแล้ว เพราะมีการตรวจพบอาการกรอกตาไปมาอย่างรวดเร็วของทารกในครรภ์ ที่เรียกว่า Rapid Eye Movement (REM) ซึ่งเป็นอาการที่สมองมีการทำงานและทำให้เกิดความฝันขึ้น ในขณะที่นอนหลับไม่สนิท เขาจะกรอกลูกตาไปมาภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท ซึ่งนั่นก็คืออาการของ REM นั่นเอง

ทารกวัยแรกเกิดจะนอนหลับมากถึงวันละ 20 ชั่วโมง และครึ่งหนึ่งของการหลับ ก็จะเป็นการหลับฝัน ในทารกแรกเกิดช่วงเดือนแรกมีการตรวจพบอาการ REM มากถึง 67% ของเวลานอนทั้งหมด และเพิ่มมากถึง 80% เมื่อมีอายุประมาณ 2 เดือน ส่วนเวลาที่เจ้าตัวเล็กไม่ได้หลับฝันนั้น เราเรียกว่า non-rapid eye movement (NREM) sleep ซึ่งตรงกันข้ามกับนอนหลับฝัน หรือ REM กล่าวคือ ในช่วง NREM ทารกจะหลับสนิท สังเกตได้จากใบหน้าและร่างกายของทารกจะผ่อนคลาย มีการหายใจอย่างสม่ำเสมอ ในการหลับช่วงนี้หากมีการรบกวนให้ตื่น ทารกจะสามารถหลับต่อไปได้เองเมื่อรบกวนสิ้นสุดลง แต่ทางที่ดี เมื่อเห็นว่าทารกหลับสนิท เราก็อย่าเข้าไปกวนให้เขาตื่นจะดีกว่าค่ะ


วงจรการหลับ-ตื่นของเด็กทารก

เรื่องร้ายๆ ของฝันร้าย

คงจะเจอกันบ้างแล้วที่อยู่ดีๆ เจ้าตัวเล็กที่กำลังนอนหลับสบาย ก็ผวาตกใจตื่นขึ้นมาร้องไห้ดังลั่นบ้าน อาการอย่างนี้คงหนีไม่พ้นที่ลูกน้อยต้องเผชิญกับฝันร้ายแน่ๆ ฝันร้าย หรือ Nightmare สำหรับเจ้าตัวเล็กบางครั้งก็ดูเหมือนจริงบ้างทีเดียวหลังจากตื่นขึ้นมาลูกอาจจะจำสิ่งที่เขาฝันได้ แต่ไม่นานนักก็มักจะถูกลืมเลือนไป นอกเสียจากว่าลูกของคุณจะถูกรบกวนจากฝันร้ายหลายๆ คืนติดต่อกัน ซึ่งสาเหตุของอาการฝันร้ายก็น่าจะมาจากความรู้สึกไม่สบายกาย ไม่สบายใจ และฝันร้ายอาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อพ่อแม่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับความรู้สึกไม่สบายตัวไม่สบายใจของลูกได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอนหลับของทารกยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่า เจ้าตัวเล็กวัยต่ำกว่า 2 ปี จะมีอาการฝันร้ายหรือไม่เพราะส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าเด้กก่อนวัยเรียนจะเผชิญกับอาการฝันร้ายมากกว่า

สิ่งที่กวนใจเจ้าตัวเล็กขณะกำลังหลับสบายอีกประการหนึ่งก็คือ Night Terror หรือ อาการสะดุ้งตกใจตื่น มักจะเกิดขึ้นกับเจ้าตัวเล็กวัย 9 เดือนขึ้นไป และมักเกิดขึ้นในขณะที่เจ้าตัวเล็กกำลังหลับลึก หรืออยู่ในช่วง NREM เมื่อตื่นขึ้นมาลูกน้อยอาจจะไม่มีอาการตกใจกลัว เหมือนดังเกิดฝันร้าย แต่เขาอาจจะร้องไห้ด้วยความสับสนเจ้าตัวเล็กอาจจะมีอาการอย่างนี้ตั้งแต่ 2 นาที ไปจนถึงครึ่งชั่วโมง ซึ่งแน่นอนว่าคุณจะต้องช่วยปลอบประโลมเขาด้วยการให้ดูดนมหรืออาจจะอุ้มเขาเดินไปรอบๆ บ้านเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ภายใน 15-20 นาที เจ้าตัวเล็กจะสงบและหลับลงได้ในที่สุด


ป้องกันฝันร้ายให้เจ้าตัวเล็ก

เมื่อได้รู้เรื่องร้ายๆ ของฝันร้ายกันไปแล้ว ต่อไปก็คงไม่ยากที่จะหาทางป้องกันและแก้ไข ให้เจ้าตัวน้อยได้นอนคอยฝันดีได้อย่างที่ต้องการ แต่คงไม่ใช่การไล่จับหิ่งห้อยมาไว้ใต้หมอนหรอกค่ะ เพราะเรามีวิธีการที่ได้ผลกว่านั้นมากฝากกัน
  • หากพบว่าระหว่างวันเจ้าตัวเล็กต้องเผชิญกับเรื่องที่ทำให้เขาต้องเครียดหรือวิตกกังวล เช่น ลูกกำลังอยู่ในช่วงฝึกนั่งกระโถน ซึ่งดูจะเป็นเหมือนเรื่องที่ยากลำบากสำหรับเขา ก็อาจจะทำให้ลูกนอนฝันร้ายได้ ทางที่ดีคุณแม่ไม่ควรสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้เครียดหรือเป็นจริงเป็นจังมากเกินไปค่ะ

  • อย่าให้ลูกดูหรือฟังเรื่องราวที่น่ากลัวก่อนเข้านอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งดการดูทีวีในช่วง 3-6 ปีแรกของชีวิต

  • ถ้าเจ้าตัวเล็กเข้านอนโดยที่มีอาการเหนื่อยล้าอย่างมาก อาจจะประสบกับอาการ Night Terror

  • สภาพของห้องนอนจะต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป เปิดแสงไฟสลัวหากว่าลุกไม่ชอบความมืด

  • ก่อนพาเจ้าตัวเล็กเข้านอน ทำให้เขาสบายตัว ให้นม และกอดให้ความอบอุ่นกับลูก


เด็กนอนกรน…เป็นอะไรหรือเปล่า

สำหรับเด็ก ก็มีอันตรายจาการนอนกรนได้เช่นกัน โดยผลเสียที่เกิดได้ มีดังต่อไปนี้
  • กรนเสียงดัง อ้าปากหายใจ หายใจแรง จนบางครั้งเห็นว่ามีรอยบุ๋มบริเวณหน้าอกและคอขณะหายใจเข้า

  • พัฒนาการของสมองและร่างกายจะช้าลงกว่าที่ควร เพราะเกิดภาวะขาดออกซิเจนในขณะนอนหลับ

  • ฮอร์โมนเจริญเติบโต (growth hormone) ซึ่งมีการหลั่งออกมาในขณะหลับสนิท มีปริมาณลดลงไม่เพียงพอ เนื่องจากการนอนหลับไม่ดี ทำให้ร่างกายของเด็ก ไม่เติบโตเท่าที่ควร โดยเฉพาะความสูง

  • ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หรือปัสสาวะรดที่นอน

  • หลับไม่สนิท นอนดิ้นไปมา เหมือนนอนหลับไม่สบาย

  • ผวาตื่น หรือฝันร้ายได้

  • ในรายที่มีต่อมอะดินอยด์ใหญ่มาก จะอ้าปากเสมอเวลานอน ทำให้มีลักษณะกระดูกเพดานปากโก่งสูง ฟันหน้ายื่นเหยินออกมาจนผิดรูปได้ เนื่องจากเด็กหายใจเข้าออกผ่านทางปาก ไม่ค่อยหายใจทางจมูกซึ่งเป็นช่องทางหายใจตามปกติ

  • นั่งสัปหงกในห้องเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียน ความสามารถในการจดจำลดลงเรียนหนังสือไม่เก่ง ทั้งๆ ที่น่าจะเรียนได้ดีกว่านี้

  • หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เพราะหลับไม่พอ

นอนถูกท่า ช่วยพัฒนาการเรียนรู้

คุณแม่หลายท่านทราบดีว่าเจ้าตัวเล็กมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเรียนรู้ของลูกนั้นจะเกิดขึ้นทันทีหลังคลอดและมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้องจากคุณพ่อคุณแม่ สำหรับลูกน้อยวัยแบเบาะ คุณแม่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้จากการจัดท่านอน โดยจัดให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการตามวัยของลูก การส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกด้วยวิธีการจัดท่านอนนี้เป็นวิธีใช้ได้ดีกับเด็กวัยแรกเกิด-10 เดือน เพราะหลังจากช่วยวัยนี้แล้ว ลูกก็จะมีการเจริยเติบโตและมีพัฒนาการด้านร่างกายที่สมบูรณ์มากขึ้นซึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้วิธีการอื่นที่ซับซ้อนมากกว่า

จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าท่านอนสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดท่านอนให้ลูก คือ ระดับพัฒนาการตามวัยของลูก โดยสามารถทำได้ดังนี้

ผลของการศึกษาของ Dr.Mathew Wallker จาก Harvard ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการพบว่า ถ้าให้เด็กนอนอย่างเต็มที่ เขาจะเรียนรู้เก่งขึ้น จำแม่นขึ้น หรือแม่ได้นอนพักสักนิดหนึ่งแล้วมาเรียนรู้ เด็กก็จำได้ดีขึ้นสามารถทำแบบทดสอบได้ถูกต้องเหมือนกับการนอนเป็นเป็นการเคลียร์สมองให้สดชื่นเพื่อที่จะรับความรู้ใหม่ได้อย่างเต็มที่นั่นเอง


วิธีแก้ไขเมื่อลูกไม่ยอมนอน

ถ้าเจ้าตัวเล็กของคุณไม่ยอมนอนง่ายๆ เหมือนเจ้าหญิงน้อยล่ะก็ ลองวิธีการต่อไปนี้
  • เข้านอนเป็นเวลาทุกวันเวลาที่เหมาะสมคือ 19.30-20.30 น.
  • ทำกิจกรรมก่อนนอนให้เป็นกิจวัตร เช่น อาบน้ำอุ่นๆ เล่านิทานหรือฟังเพลง
  • ปรับไฟห้องให้สลัว วิธีนี้จะทำให้เจ้าตัวเล็กหลับได้ง่ายและนานขึ้น
  • สังเกตอาการที่บ่งบอกว่าลูกเริ่มง่วง เช่น ขยี้ตาหรือกะพริบตาถี่ๆ ทำให้เวลานอนเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข บางครั้งเจ้าตัวเล็กจะสัมผัสได้ถ้าคุณพาลูกเข้านอนทั้งที่ยังเครียดกับงาน คุณจึงควรพยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด แล้วเปิดเพลงเบาๆ หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง

ช่วงอายุลักษณะพัฒนาการท่านอนที่เหมาะสม
แรกเกิด-3 เดือน ลูกสามารถเอียงคอไปมาได้ แต่ยังชันคอได้ไม่ดี ควรจัดให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคง เพื่อให้ลูกสามารถมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อคอของลูกยังไม่แข็งแรง การเคลื่อนไหวของคอจึงเป็นลักษณะหันไปมา ซ้าย-ขวา ดังนั้นการให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคงจึงเป็นท่านอนที่เหมาะสมต่อการที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ได้มากที่สุด ไม่ควรให้ลูกนอนคว่ำโดยไม่มีคนดูแลใกล้ชิด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายที่เรียกว่า ภาวะ SDS (Sudden Death Syndrome) ที่อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าเด็กที่ถูกจับให้นอนคว่ำในช่วงนี้จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้น้อยกว่า และเมื่อโตขึ้นจะมีความช่างสังเกตน้อยกว่าเด็กที่นอนหงาย ส่วนสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงนี้ควรเป็นภาพหรือของเล่นที่มีสีสันสดใสและมีเสียง อาจเคลื่อนไหวในแนวนอนหรือแนวราบก็ได้
4-6 เดือน ลูกรักวัยนี้มีกล้ามเนื้อคอที่แข็งแรงมากขึ้น ลูกจึงสามารถชันคอ ยกศรีษะ และ หันหน้าไปมาได้ดีขึ้น ท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ดีคือ ท่านอนคว่ำ ลูกจะชอบยกศรีษะขึ้นมองสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า และก้มหน้าลงมองภาพหรือของเล่นที่อยู่บนพื้น ดังนั้นสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงวัยนี้ จึงควรเป็นผ้าปูที่นอนที่มีสีสันสดใส มีลวดลายที่ไม่ซับซ้อนมากเกินไป และควรแขวนของเล่นที่มีเสียงและเคลื่อนไหวได้ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบเอาไว้ให้ลุกดูด้วย
6 เดือนขึ้นไป ลูกวัยนี้จะมีกล้ามเนื้อคอและหลังที่แข็งแรง สามารถเคลื่อนไหวศรีษะ คอ ไหล่ แขน ขน และ หลังส่วนบนได้ดี สามารถพลิกตัวไปมาได้ ท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับลูกวัยนี้ทำได้หลายแบบ โดยมักขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณต้องการให้ลูกเรียนรู้ โดยอาจให้ลูกนอนหงาย,กึ่งนั่ง กึ่งนอนตะแคง หรือนอนคว่ำสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกเรียนรู้ ควรเป็นของเล่นที่เคลื่อนไหวในแนว 360 องศา

นอกจาการจัดท่านอนและจัดสิ่งแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกให้ดีขึ้นแล้ว คุณควรมีส่วนร่วมในทุกๆ กิจกรรมของลูกด้วย เพื่อให้ลูกมีความรู้สึกอุ่นใจ จะได้มีความมั่นใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ.


(update 5 ตุลาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.169 August 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600