กลัวลูกจะเป็นเกย์ ทอม หรือรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องใหญ่ที่พ่อแม่ยุคนี้แสนจะกังวลค่ะแค่เห็นลูกชายวัยน้อยหยิบลิปสติกของแม่ขึ้นมาทาปากตนเอง เห็นลูกสาวกระโดดเตะต่อยพูดจาโผงผาง เท่านี้ก็ทำเอาพ่อแม่กุมขมับแล้วล่ะ
ก่อนที่คุณจะเป็นกังวลจนออกอาการฮึดฮัด โวยวายเอากับลูก หรือเห็นเป็นความน่าเอ็นดูของลูกแล้วปล่อยผ่านเลยไปเฉยๆ เรามาทำความเข้าใจกับการรับรู้เรื่องเพศของเด็กๆ วัยอนุบาลกันก่อนค่ะ
หญิง-ชาย หนูรับรู้ได้
พอย่างเข้าสู่วัยอนุบาลพัฒนาการการรับรู้เรื่องเพศของเด็กๆ เริ่มมีมากขึ้นแล้วค่ะและเด็กๆ จะเริ่มรับรู้และบอกได้ว่าตนเองเป็นเพศหญิงหรือชายเมื่ออายุราวๆ 3 ขวบ โดยเด็กๆ เรียนรู้และแยกความแตกต่างระหว่างเพศได้จากลักษณะภายนอกที่มองเห็นรวมทั้งความแตกต่างระหว่างพ่อและแม่ด้วย เช่น เด็กผู้ชายจะสำรวจตัวเองว่าเหมือนพ่อและแตกต่างจากแม่ ผู้ชายต้องผมสั้น ใส่กางเกง เช่นเดียวกันกับเด็กหญิงที่รู้สึกเหมือนแม่และแตกต่างจากพ่อ
ส่วนความหมายของเอกลักษณ์และบทบาททางเพศนั้น ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่จะค่อยๆ เรียนรู้และทำความเข้าใจกับลักษณะความแตกต่างทางพฤติกรรม หรือบทบาททางเพศก็เมื่ออายุประมาณ 6 ขวบค่ะ
ความเข้าใจเรื่องเพศของเด็ก
นอกเหนือจากพฤติกรรมภายนอกที่เด็กแสดงออก เช่น เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ชอบทดลองอยากรู้อยากเห็นมากกว่าเด็กผู้หญิง ชอบเล่นอะไรแรงๆ ที่แสดงออกถึงความแข็งแรงชอบกระโดดโลดเต้น ต่อบล็อก ชอบดูการ์ตูน ชอบผจญภัยและการต่อสู้
ขณะที่เด็กหญิงส่วนใหญ่จะชอบการเล่นนุ่มนวล ชอบแต่งตัวสวยๆ ใส่กระโปรงมากกว่ากางเกง หรือถ้าได้ใส่ชุดสีชมพู แต่งหน้าแต่งตาแล้วจะตื่นเต้นและชื่นชอบเป็นพิเศษ ชอบหยิบเครื่องประดับ เครื่องสำอางของแม่มาใส่เล่น
นอกจากพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ ที่พ่อแม่หรือแม้แต่สังคมใช้เป็นกรอบในการแยกเด็กหญิงออกจาเด็กชายแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจด้วยว่า ในวัย 3-6 ปีของลูกเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ กำลังเรียนรู้ พัฒนาเอกลักษณ์ทางเพศในตัวเอง ซึ่งมีวิธีการเรียนรู้ก็คือการสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว หรือบางครั้งก็อาจจะมาพร้อมกับคำถามประเภทที่ทำให้พ่อแม่อึ้ง เขิน ทำตัวไม่ถูก ตอบไม่ถูกก็ได้
และบางครั้งบางทีเราอาจเห็นเด็กๆ มีความสนใจ แสดงพฤติกรรมหรือเล่นอะไรที่ดูปะปน ตรงข้ามกันระหว่างเพศหญิงและชายได้ เช่น เด็กชายบางคนอาจชอบเล่นขายของ เล่นตุ๊กตา หรือเด็กหญิงบางคนเล่นผาดโผน กระโดดโลดเต้น เล่นต่อสู้ได้ ซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือจะรีบเหมาเอาว่าลูกเบี่ยงเบนทางเพศนะคะ เพราะลูกอาจไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น เพียงแค่สมมุติตัวเองเป็นพ่อหรือไม่ หรือใครที่เขาเห็นหรือใกล้ชิดอยู่ก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรจะเห็นเป็นเรื่องขำขันน่าเอ็นดู แล้วหัวเราะชอบใจปรบมือเป็นรางวัลหรือปล่อยผ่านไป เพราะลูกวัยนี้พร้อมจะยึดติดกับบทบาทและความเข้าใจในเรื่องเพศที่ตัวเองรับรู้และเข้าใจมา พ่อแม่ ผู้ดูแลที่อยู่ใกล้ชิด สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็กจึงมีส่วนอย่างมากต่อการหล่อหลอมพฤติกรรมนั้นขึ้นเป็นบุคลิกภาพเฉพาะตัวของเด็กหรือและละลายพฤติกรรมนั้นให้หายไปค่ะ
"หญิง-ชาย" เลี้ยงอย่างไรให้เหมาะสม
หลักในการเลี้ยงลูกให้เหมาะสมกับเพศก็คือ การสอนบทบาทถูกต้องให้กับลูกตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งปกติพ่อแม่ก็มีแบบแผนการเลี้ยงดูลูกตามเพศอยู่แล้ว อีกอย่างเมื่อลูกรับรู้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ลูกจะมีแนวโน้มยึดพ่อหรือแม่ที่เป็นเพศเดียวกันเป็นแบบอย่างค่ะ
ดังนั้นเมื่อลูกเริ่มเลียนแบบ คุณควรเริ่มสอนบทบาทเพศให้ลูกเลย เช่น ผู้ชายต้องพูดครับ พูดผม ผู้หญิงพูดค่ะ พูดหนู เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ใช้กิจกรรมหรืองานในบ้านเป็นตัวสอนบทบาททางเพศให้กับลูกไปด้วย เช่น บ้านที่มีลูกชาย คุณพ่อก็หมั่นชวนลูกทำกิจกรรมแมนๆ เช่น ล้างรถ งานซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ ปลูกต้นไม้ ทำสวนขุดดิน เป็นต้น
หรือแม้แต่งานเข้าครัวของผู้หญิงถ้าลูกอยากลองบ้างก็สามารถค่ะ เพียงแต่เราอาจจะเลือกงานที่ดูหนักขึ้นมาหน่อยให้ทำ เช่น โขลกกระเทียม ล้างผัก เป็นต้น ไม่เสียหายอะไรค่ะ ดีเสียอีกลูกชายจะได้ซึมซับความอ่อนโยนจากแม่ และได้รับความแข็งแกร่งจากพ่อทำให้ลูกชายของเราเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์
ส่วนบ้านที่มีลูกสาว คุณแม่ก็ชวนลูกเข้าครัว ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ตามความสามารถของเขา หรือถ้าลูกสาวอยากจะลองงานที่ต้องใช้แรงหรืออกกำลังกับคุณพ่อบ้างก็ถือเป็นแบบเรียนสอนความอดทนให้ลูกสาวได้เหมือนกัน
เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่นะคะ เพียงแต่เมื่อใดที่รู้สึกว่าลูกสาวหรือลูกชายสนใจ เล่นมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่อย่าลืมว่าต้องทำด้วยท่าทีที่เป็นบวกนะคะ
ที่เหลือก็อยู่ที่คุณพ่อคุณแม่แล้วล่ะว่าจะแสดงบทบาทความเป็นชาย-หญิงที่น่าภาคภูมินั้นได้ดีแค่ไหน และร่วมสร้างความน่าภาคภูมิของเพศตรงข้ามให้ลูกเห็นได้อย่างไร
ลูกสับสนเรื่องเพศได้เพราะ
1. เป็นได้ว่าเกิดจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่และคนในครอบครัวไม่เหมาะสม ซึ่งอาจขาดรูปแบบของความเป็นพ่อหรือแม่ หรือแบบอย่างของความเป็นชายหรือหญิงที่แท้จริง เช่น แม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกชายจะไม่มีคุณพ่อเป็นแบบอย่าง ก็ต้องขอให้ญาติ เช่น อา น้า ลุง ถ้าไม่มีก็ต้องขอให้ครูที่โรงเรียนที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ชายอย่างแท้จริงมาเป็นแบบบอย่างให้ก็ได้
พ่อแม่อาจจะมีบุคลิกภาพ ลักษณะท่าทางและการพูดจาแบบเพศตรงข้าม อาจเป็นบทบาทให้ลูกแสดงบทบาททางเพศที่ไม่เหมาะสมกับเพศของตนเองได้เช่น คุณแม่เป็นคนพูดจาห้าว เดินทะมัดทะแมงแบบผู้ชาย คุณพ่อเป็นคนที่อ่อนโยนแบบผู้หญิง หุงหาอาหาร เป็นภาพที่เด็กเห็นทุกวันและอาจซึมซับจนก่อให้เกิดความสับสนทางเพศได้
2. พ่อแม่คาดหวังว่าจะได้ลูกเพศใดเพศหนึ่ง และเมื่อได้เพศไม่ตรงกับความต้องการก็ไม่พอใจ จึงใช้วิธีการอบรมเลี้ยงดูและปฏิบัติกับลูกตรงข้ามกับเพศที่แท้จริงของเขา เช่น พ่อแม่อยากได้ลูกชาย แต่กลับได้ลูกสาวแทน พ่อแม่จึงจับลูกสาวมาแต่งตัวเป็นลูกชาย นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับเพศของตนค่ะ
3. การเลี้ยงดูในวัยเด็ก เด็กอาจจะอยู่ในกลุ่มของเพศตรงข้ามเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้เขาได้เรียนรู้ เลียนแบบพฤติกรรมของเพศตรงข้ามจนติดเป็นนิสัยก็ได้
4. ได้รับการสนับสนุนเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับเพศ เช่น ท่าทางการพูดและการแสดงออกของเพศตรงข้าม แต่กลับได้รับความชื่นชมและสนใจจากผู้ใหญ่หลายครั้งเข้าอาจทำให้ลูกคิดว่าพฤติกรรมที่ทำอยู่นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัย
5. สภาวะร่างกายก็อาจจะมีส่วน เช่น เด็กอาจจะมีฮอร์โมนเพศตรงข้ามในตัวมากเกินไป จึงทำให้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศ
6. สื่อโฆษณา ละคร และภาพยนตร์ ก็มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศของเด็กไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันค่ะ เพราะในปัจจุบันนี้มีละครที่สะท้อนภาพพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศออกมามากมาย ซึ่งเด็กยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่านี่คือละคร เด็กอาจมีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ควรระวังในการเลือกรายการโทรทัศน์ให้ลูกชม
7. ครูและเพื่อนๆ ที่โรงเรียน ก็มีส่วนเช่นกัน อย่าเห็นว่าไม่สำคัญนะคะ เพราะว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอาจเกิดจากโรงเรียนก็ได้ ที่บอกเช่นนี้เพราะแต่ละปี ทางโรงเรียนจะมีกิจกรรมเยอะแยะที่สนับสนุนให้เด็กกล้าแสดงออก แต่บางครั้งอาจมีกิจกรรมที่ให้เด็กผู้ชายขึ้นไปเต้นระบำ หรือสวมบทเป็นเด็กผู้หญิงซึ่งหากเป็นเช่นนี้หลายครั้งและทุกครั้งที่แสดงก็ได้รับคำชมจนหนาหู อาจทำให้เด็กติดภาพเหล่านั้นจนเข้าใจสับสนได้ค่ะ
การเลี้ยงลูกให้เข้าใจบทบาททางเพศที่ถูกต้อง เป็นการส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมที่เหมาะสม ซึ่งมีผลต่อพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและการรับรู้ถึงบทบาทของตนเองในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมต่อไปในอนาคตค่ะ.
(update 19 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 279 เมษายน 2549 ]
|