Go To School แบบฝึกหัดสำคัญของลูกน้อย


ผู้ปกครองหลายต่อหลายคน คงต้องปวดหัวกับบรรดาเจ้าตัวเล็กทั้งหลายที่ไม่ยอมลุกจากเตียงเสียที ไม่เว้นแม้แต่เด็กโต สิ่งเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้นกับหลายครอบครัว ในช่วงเทศกาล “เปิดเทอม”

พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวถึงการเตรียมพร้อมรับเปิดเทอมให้ฟังว่า เด็กในแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน ปัญหาจึงแตกต่างกันไปด้วย เด็กอนุบาลจะเป็นเรื่องของการปรับตัว เนื่องจากวิธีการเลี้ยงแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน เมื่อมาโรงเรียนต้องช่วยตัวเอง เข้ากับระบบใหม่ กติกาใหม่วิธีการเล่นที่แปลกใหม่ไปกว่าเดิม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยงดูที่เริ่มมาจากที่บ้านหากมีการเลี้ยงดูที่มีการฝึกฝนให้เด็กมีการช่วยเหลือตัวเองบ่อยๆ เด็กจะสามารถช่วยตนเองได้ รู้สึกภูมิใจและกล้าที่จะไปช่วยเหลือเพื่อนๆ ซึ่งตรงข้ามกับเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองบ่อยๆ เด็กจะสามารถช่วยตนเองได้ รู้สึกภูมิใจและกล้าที่จะไปช่วยเหลือเพื่อนๆ ซึ่งตรงข้ามกับเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยต้องรอครูหรือพี่เลี้ยงมาช่วย อาจติดอยู่กับการพึ่งพาผู้อื่นไปจนโตได้ และจะไม่กล้าทำอะไรด้วยตนเองรวมไปถึง ความสามารถในการเล่น ฝึกให้เด็กเรียนรู้วิธีการเล่นและเล่นอยู่ในกติกาเพื่อเป็นการข่มความรู้สึกที่ต้องการเอาชนะยอมรับกติกาและความพ่ายแพ้ได้ การฝึกเช่นนี้เด็กจะเล่นกับเพื่อนได้อย่างสนุก แต่บ้านที่ยอมให้เด็กเอาชนะอยู่ตลอดหรือยอมให้เด็กเปลี่ยนกติกาให้ตัวเองได้เปรียบสุดท้ายจะทำให้เข้ากับเพื่อนๆ ได้ยาก

การเลือกโรงเรียนก็มีส่วนสำคัญ หากเลือกโรงเรียนที่โรงเรียนให้กับลูก โดยที่ความสามารถของเด็กในการใช้มือการเปล่งเสียง การอ่านยังทำได้ไม่ดี เพราะความสามารถของเด็กมีช่วงเวลา บางคนทำได้เร็วบางคนทำได้ช้า เมื่อเข้าไปในโรงเรียนที่เรียกร้องความสามารถ จะมีเด็กบางกลุ่มทำไม่ได้ เด็กจะเกิดความคับแค้นใจลำบากใจในการไปโรงเรียนของเด็ก

“การปรับตัวไปโรงเรียน จึงเป็นแบบฝึกหัดที่สำคัญสำหรับชีวิตเด็กวัย 3 ขวบ เพราะจะต้องไปพบกับคนอื่นหรือเหตุการณ์ที่อาจไม่ได้ดังใจและไมใเหมือนสิ่งที่เคยพบที่บ้าน รสชาติของอาหารเปลี่ยนเปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมไม่เหมือนเดิม มีกติกาที่แตกต่างไปจากที่บ้าน มีเรื่องต้องข่มใจมากมาย ถึงเวลาเล่นจึงจะได้เล่น ถึงเวลาเรียนก็ต้องเรียน แต่ถ้าอยู่ในบรรยากาศสบายๆ และครูที่ใจดี เท่านี้ก็สามารถทำให้เด็กส่วนใหญ่ปรับตัว ปรับใจให้เข้ากับสภาพใหม่ได้ในที่สุด การเข้าโรงเรียนอนุบาลจึงเป็นเหตุผลหนึ่งในการสร้างรากฐานการปรับตัวที่สำคัญของเด็ก”

ลูกของคุณพร้อมที่จะเข้าโรงเรียนอนุบาลหรือยัง

เมื่อเด็กอายุ 2-3 ขวบคุณแม่ก็จะให้ลูกเข้าโรงเรียนเร็วกว่านั้นเนื่องจากความจำเป็นบางประการปัญหาที่เกิดขึ้นคือเด็กของท่านพร้อมที่จะเข้าโรงเรียนอนุบาลหรือยัง ท่านจะเตรียมความพร้อมของเด็กอย่างไร มีโรงเรียนจำนวนมากจะทำสองความพร้อมของเด็กซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็ไม่เชื่อว่าการทดสอบดังกล่าวจะเป็นการวัดความพร้อมของเด็กเนื่องจากการพัฒนาการของเด็กวัย 4-6 ปีมีความไม่แน่นอน สมาคมแพทย์อเมริกา The American Academy of Pediatrics แนะนำไว้ดังนี้

เด็กจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง เห็น และฟังได้ดี เด็กสามารถช่วยตัวเอง เช่น สวมเสื้อผ้าขับถ่ายและทำความสะอาดด้วยตัวเอง ล้างมือ รับประทานอาหารเองได้ เด็กสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้และรู้จักแบ่งปันให้แก่เด็กคนอื่น เด็กสามารถพูดและเข้าใจคำพูด เด็กสามารถบอกชื่อจริงของตัวเอง และพ่อแม่ เด็กสามารถทำงานคนเดียวได้ เด็กสามารถเล่นเป็นกลุ่มกับเด็กคนอื่นเด็กสามารถทนต่อความเครียดและความล้มเหลว เด็กสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ใหญ่

เด็กสามารถสื่อสารได้ดีเมื่อเรียนหนังสือจะมีความเครียดน้อยเนื่องจากสามารถเข้าใจบทเรียนและสามารถเข้ากับเพื่อน ดังนั้นหากเด็กมีพัฒนาเรื่องภาษาและการเข้าสังคมในชั้นอนุบาลจะทำให้เด็กมีความมั่นใจและสามารถปรับตัวได้ง่าย และเด็กควรจะไดรับการฉีดวัคซีนให้ครบวิธีการที่ให้เด็กปรับตัวมีดังนี้
  • เมื่อจะสมัครเข้าโรงเรียนให้พาเด็กไปด้วย เด็กจะได้เห็นโรงเรียน และเมื่อมีการปฐมนิเทศน์ก็พาเด็กไปด้วย

  • ให้อธิบายวิธีการมาโรงเรียน และต้องอยู่ที่โรงเรียนด้วยตัวเอง พาเด็กมาส่งที่รถโรงเรียน

  • พูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับโรงเรียน พยายามค้นหาว่าเด็กมีความกลัวหรือไม่เข้าใจแล้วอธิบายให้เด็กฟัง เมื่อรู้กำหนดว่าจะเปิดเทอมเมื่อไรก็ให้เริ่มนับถอยหลังเพื่อให้เด็กได้เตรียมใจกับการเปิดเทอมวันแรก

  • ต้องปรับการนอนและการตื่นของเด็กก่อนเปิดเทอม โดยให้นอนเช้าขึ้นและปลุกเด็กให้ตื่นเร็วขึ้นวันละ 10-15 นาทีจนกระทั่งตื่นได้เวลาพอดีที่จะไปโรงเรียน

  • เปิดเทอมวันแรกให้ส่งเด็กถึงห้องเรียน หากส่งด้วยตัวเองไม่ได้ก็ให้คนคุ้นเคยไปส่งที่โรงเรียนในช่วงแรก

  • ในช่วงการปรับตัวทั้งลูกและแม่จะมีความเครียดต้องพยายามผ่อนคลาย

10 เรื่องสำคัญที่โรงเรียนอนุบาลที่ดีควรจะมี
1. เด็กสนุกสนานกับที่นั่นอย่างเต็มที่ ถ้าลูกคุณสนุกรวมทั้งเข้าเล่นกับเพื่อนๆ ในนั้นได้อย่างไม่มีปัญหาพวกเขาไม่นั่งเหงาลังเลเหมือนรอคอยอะไร ถือว่าที่นี่เริ่มใช้ได้แล้วค่ะ

2. มีกิจกรรมหลักๆ ที่หลากหลายให้เด็กๆ ได้เล่น ให้คุณมองหาโรงเรียนที่เขามีการเลือกสรรอุปกรณ์และโครงสร้างของของเล่นต่างๆ ที่จะส่งเสริมการเล่น เช่นหนังสือที่มีรูปสวยๆ อุปกรณ์วาดเขียนหรืออื่นๆ โต๊ะของเล่น เกมสนุกๆ แต่เด็กๆ ก็ไม่ควรที่จะทำอะไรซ้ำๆ ในช่วงเวลาเดิมๆ นะคะ เริ่มเห็นแววขึ้นมาบ้างหรือยังคะ

3. คุณครูสนใจเด็กๆ อย่างทั่วถึง เป็นโรงเรียนที่มีครูสอนเด็กๆ อย่างใกล้ชิด เป็นกลุ่มที่ไม่เกิน 5 คน และมีกิจกรรมรวมกลุ่มกันอย่างทั่วถึงทุกคนในแต่ละวัน ให้เด็กๆ ได้สลับสับเปลี่ยนกลุ่มการเล่นที่ต่างไป เพราะว่าพวกเขาคือวัยที่ไม่อยู่นิ่งๆ กับกลุ่มเดิมได้ตลอดเวลา

4. ห้องเรียนสวยดีไซน์เก๋ ห้องเรียนนั้นควรเป็นห้องที่มีการออกแบบโครงสร้างและตบแต่งมาเป็นอย่างดีพิสูจน์แล้วว่าเหมาะสำหรับเด็กๆ มีสีสันและเรื่องราวมากมายที่จะกระตุ้นให้เด็กๆ มีสีสันและเรื่องราวมากมายที่จะกระตุ้นให้เด็กๆ เกิดจินตนาการได้

5. เด็กได้เรียนเลขและเรียนเรื่องไปพร้อมๆ กัน จะต้องเป็นที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คำศัพท์ไปพร้อมๆ กับการนับจำนวน เช่น เรียนรู้คำว่าช้างและนับจำนวนได้ด้วยว่ามีเท่าไรและมีกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น การฝึกทำอาหาร การเตรียมจัดและเสิร์ฟอาหาร

6. เด็กๆ ได้เป็นจอมโปรเจค ในการเรียนนั้นเด็กๆ จะต้องมีกิจกรรมหรือโครงการเล็กๆ ให้ได้ฝึกคิด ฝึกทำในเวลาที่พอเหมาะอย่างน้อยๆ ก็ 1 ชั่วโมงได้เล่นและประดิษฐ์งานชิ้นเล็กๆ ของพวกเขา

7. เด็กๆ ได้เล่นข้างนอกทุกวัน การเล่นในที่กลางแจ้งนั้นเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่น่าโปรดปรานสำหรับเด็กๆ การเล่นกลางแจ้งมีการเรียนรู้โลกรอบๆ ตัว

8. คุณครูอ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟังอย่างใกล้ชิด ในโรงเรียนคุณครูคงจะต้องมีส่วนสำคัญในการอ่านหนังสือหรือเรื่องราวต่างๆ ให้เด็กๆ ฟังอย่างใกล้ชิดด้วย ซึ่งอาจจะเป็นนอกเหนือจากเวลาที่เด็กๆ เล่นรวมกลุ่มก็ได้

9. มีหลักสูตรที่นำมาใช้ได้อย่างเห็นผล หลักสูตรการสอนนั้นควรจะเป็นประโยชน์สำหรับอนาคตในวันข้างหน้าของเด็กๆ คุณครูจะต้องรู้ด้วยว่าที่มาของเด็กแต่ละคนนั้นแตกต่างกันอย่างไร เพราะนั่นมันหมายถึงว่าการดเรียนการสอนอะไรที่เหมือนๆ กันกับเด็กแต่ละคนนั้นผลที่ได้ออกมาแน่นอนละว่าต่างกัน

10. ลูกและคุณเองมองเห็นอนาคตในโรงเรียนเด็กโตร่วมกัน เมื่อลูกเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้แล้วเขาจะเกิดความคิดในแง่ที่ดีต่อโรงเรียนและอยากที่จะเข้าโรงเรียนในโรงเรียนสำหรับเด็กที่โตขึ้นมาอีกหน่อย ด้วยการที่พวกเขาไม่ร้องไห้งอแงหลังจากที่คุณกลับบ้านหลังส่งเขาเข้าสู่รั้วโรงเรียน

เป็นยังไงบ้างคะโรงเรียนของเด็กๆ ทุกวันนี้พอจะมีสัญญาณดังกล่าวให้เห็นบ้างหรือยัง แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับเด็กๆ ที่จะเรียนรู้ได้ดีในโรงเรียนคือ การที่มีพ่อแม่ที่เข้าใจและคอยสนับสนุนอยู่ใกล้ๆ เสมอ.


(update 15 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.166 May 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600