ทุกวันนี้พ่อแม่จำนวนมากนิยมส่งลูกไปเรียนศิลปะกัน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ลูกเก่งและมีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นแถมได้วาดรูปสวยๆ ไว้ให้พ่อแม่ชื่นชมและอวดแขกอีกต่างหาก
ศิลปะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้นจริงแต่ต้องเป็นศิลปะที่มีกระบวนการสอนที่อยู่บนพื้นฐานธรรมชาติของเด็ก และไม่ขัดพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็กด้วย
เด็กแต่ละวัยมีวิธีคิดต่อเรื่องศิลปะต่างกัน เด็กเล็กๆ จะมองเรื่องศิลปะต่างกัน เด็กเล็กๆ จะมองเรื่องศิลปะต่างจากเด็กโต และเด็กโตก็จะมองศิลปะต่างจากวัยรุ่นและผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นถ้าพ่อแม่ส่งลูกวัยเล็กๆ ไปเรียนศิลปะกับครูหรือโรงเรียนที่มีแนวคิดในการสอนผู้ใหญ่จะเกิดผลเสียมากว่าผลดี
เด็กช่วยปฐมวัยหรือวัยก่อนเข้าโรงเรียนจะเรียนหรือทำงานศิลปะเพราะความสนุกและพอใจที่ได้ทำ เป็นการพิสูจน์ว่าเขาทำในสิ่งที่คนอื่นทำได้และสามารถถ่ายทอดสิ่งที่เขาคิดให้คนอื่นๆ รับรู้และยอมรับได้ศิลปะของเด็กจึงไม่ใช่ความงดงาม หรือสุนทรียภาพที่เน้นหลักศิลปะ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปทรง องค์ประกอบ ความลงตัวความแตกต่างหรือแสงและเงา
ถ้าพ่อแม่ส่งลูกไปเรียนโดยหวังว่าศิลปะจะช่วยพัฒนาความคิด การเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ แล้วไปเจอครูหรือโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาทักษะทางศิลปะให้เด็ก มากกว่าการใช้กระบวนการทางศิลปะมาเป็นเครื่องมือพัฒนาเด็กพ่อแม่จะต้องพบกับความผิดหวังแน่นอน
Art for Kids
หัวใจของพัฒนาการในช่วงปฐมวัย คือ การพัฒนาความสามารถในการรับรู้ (Perception) เพราะมนุษย์เรียนรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น และผิวสัทผัส) การพัฒนาวิธีคิด (Thinking Ability) และการพัฒนาวิธีการสื่อสาร (Communication) ทั้งหมดคือเครื่องมือจำเป็นสำหรับมนุษย์ ที่จะช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง
ข้อสำคัญ ความสามารถที่ว่านี้ยัดเยียดให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่จะพัฒนาได้โดยการส่งเสริมให้เด็กมีประสบการณ์และทักษะในการรับรู้ การคิด และการแสดงออกให้คนรับรู้ การคิด และการแสดงออกให้คนรับรู้ ซึ่งศิลปะคือเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ หากกระบวนการสอนเน้นให้เด็กได้ฝึกประสบการณ์ดังกล่าว แต่หากการสอนศิลปะเป็นการเพียงการฝึกให้เด็กวาดรูปตามแบบ ระบายสีตามช่องหรือตัดกระดาษแปะตามรูปที่ครู่ร่างไว้ให้การเรียนศิลปะแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดความงอกงามในสมองเด็กได้เลย
Check list ก่อนส่งลูกเรียน Art
ก่อนที่จะส่งลูกไปเรียนศิลปะที่ใดลองสอบถามข้อมูลจากครูหรือโรงเรียนดูก่อนว่า เขามีหลักฐานในการสอนอย่างไรแล้วลองนำมาตอบโจทย์ต่อไปนี้ดูนะครับ
1. เด็กมีโอกาสฝึกฝนความสามารถในการรับรู้หรือไม่ เช่น รู้ว่าตรงนี้เรียบหรือขรุขระ นูนหรือเว้า มืดหรือสว่าง เล็กหรือใหญ่ เพราะการรับรู้ที่ละเอียดต้องได้รับการฝึกฝน ซึ่งนอกจากเป็นพื้นฐานทักษะทางศิลปะแล้ว ยังเป็นการพื้นฐานการเรียนรู้ทั้งหมดของมนุษย์อีกด้วย เพราะสมองมนุษย์เรียนรู้โดยการเก็บข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ผ่านประสาทการรับรู้ทั้ง 5 ยิ่งการรับรู้ละเอียดมากเท่าใดการเรียนรู้ก็จะมีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น
2. ให้เด็กได้คิดหรือไม่ ครูจะต้องไม่เป็นต้นแบบให้เด้กคักลอกแต่ควรให้เด็กคิดและจินตนาการเอง ครูอาจแค่ตั้งโจทย์ให้เด็กได้คิดและสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นเองตามที่เด็กต้องการ เช่น หมู่บ้านของเรา ครอบครัวของเรา ส่วนเด็กจะคิดและวางแผนทำงานอย่างไร ก็ให้อิสระเขาเต็มที่ ครูแค่คอยช่วยเหลือเตรียมอุปกรณ์ให้เขาก็พอ
3. ให้เด็กแสดงความคิดของตัวเองออกมาอย่างอิสระหรือไม่ ไม่ว่าเด็กจะนำเสนองานออกมาแบบไหน อย่างไร ครูจะต้องให้เด็กแสดงออกมาอย่างเต็มที่ ครูเพียงช่วยกระตุ้นความคิด สอบถามเพื่อความเข้าใจในความคิดของเด็ก ส่วนการตัดสินใจและลงมือทำเป็นเรื่องของเด็กครับ
4. โรงเรียนต้องละเว้นการสอนทฤษฎีศิลปะให้กับเด็ก เพราะกรอบของทฤษฎีจะเข้ามาครอบงำความคิด ทำให้เด็กไม่เกิดความคิดที่หลากหลาย เพราะมันคือที่มาของความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ต่อเมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่นนั่นแหละเราถึงค่อยป้อนหลักการทางศิลปะให้เขาได้เรียนรู้อย่างจริงจัง
ที่ต้องเน้นตรงที่เพราะว่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากได้ความไร้กรอบเท่านั้นหากเราชักนำโดยการกำหนดกรอบให้ก่อนสุดท้ายเด็กจะเหลือเฉพาะกรอบที่เราหยิบยื่นให้ เวลามีงานแสดงศิลปะของเด็กเราจึงมักได้ยินว่า ดูผลงานก็รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกศิษย์ของใคร
5. กิจกรรมที่ทำให้เด็กรู้สึกสนุกหรือไม่ หลายๆ ครั้งที่เด็กไปเรียนเพราะพ่อแม่บังคับให้ไป ทำให้เด็กเกิดความเครียดซึ่งเป็นผลต่อเด็กอย่างยิ่ง การเรียนศิลปะสำหรับเด็กจะต้องทำให้เด็กสนุกและเกิดความภาคภูมิใจ เพราะเป็นความคิดและฝีมือของเรา
6. โรงเรียนมีวิธีการประเมินผลเด็กอย่างไร การประเมินผลเรื่องศิลปะสำหรับเด็กจะต้องดูที่กระบวนการทำงานของเด็กโดยไม่ต้องสนใจกับคุณภาพของงาน แต่ให้ดูการรับรู้ของเด็กว่ามีพัฒนาการเป็นอย่างไร วิธีคิด ความมั่นใจในการสื่อออกมาได้ดีเพียงใด นี่คือสิ่งที่ครูจะต้องเป็นหลักในการประเมินผลเด็ก
ถ้าคุณพ่อคุณแม่คุยกับทางโรงเรียนหรือครู แล้วข้อมูลที่ได้สามารถตอบโจทย์ทั้ง 6 ข้อนี้ได้ โรงเรียนแบบนี้แหละที่น่าจะส่งลูกเข้าไปเรียน แต่ถ้าได้คำตอบว่าโรงเรียนของเราเน้นไปที่ผลงานเด็ก เด็กของเราชนะเลิศการประกวดงานศิลปะเด็กทุกปี เราจะเน้นให้เด็กมีสุนทรียภาพและซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เราต้องการให้เด็กของเราทุกคนมีทักษะทางศิลปะอย่างแท้จริง
ผมว่าถอยห่างจากโรงเรียนประเภทนี้ไว้จะดีกว่า.
(update 20 เมษายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 290 มีนาคม 2550 ]
|