ช่วยลูกรัก…พิชิตความกลัว


ปล่อยลูกเผชิญความกลัวมากไปก็ไม่ดีแต่ไม่กลัวเลยก็ไม่ได้ เห็นทีพ่อแม่ต้องช่วยกันจัดสมดุลให้ลูกแล้วล่ะ

เคยไหมคะ ที่เจ้าตัวเล็กของคุณกำลังเล่นเพลินๆ แต่พอได้ยินเสียงหมาเห่าก็วิ่งตื๋อเข้ามากอดแข้งกอดขาซุกหน้ากับแม่ กรี๊ดดังลั่นห้องตอนคุณปิดไฟ หรือไม่ก็ผวาตื่นมากลางดึกเพราะฝันร้าย…

ความ “กลัว” เกิดขึ้นได้กับทุกคนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัยหรือต้องเผชิญกับสถานการณ์บางอย่างโดยไม่ทันตั้งตัว

คุณสามารถสังเกตอาการตื่นกลัวของลูกได้ตั้งแต่อายุ 6-7 เดือน ที่มักจะร้องไห้เวลาเจอคนแปลกหน้า หรือเวลามองหาแม่ไม่เจอความกลัวของเด็กจะเพิ่มขึ้นตามวัยและการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัย 2-3 ขวบ ที่มักจะกลัวคนแปลกหน้า กลัวการพลัดพราก กลัวความมืด กลัวเสียงดัง กลัวสัตว์ต่างๆ และที่สำคัญคือความกลัวที่เกิดจากจินตนาการของเขาเอง เช่น ภูติผีปีศาจ ฯลฯ

ถ้าลูกรู้สึกกลัวต่อสิ่งต่างๆ มากเกินไป จะทำให้เด็กขาดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง รวมถึงการเรียนรู้เชิงเหตุและผล แต่ถ้าไม่กลัวอะไรเลยก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะเด็กจะไม่รู้จักระมัดระวังตัวจนอาจได้รับอันตรายได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องคอยจัดสมดุลทางอารมณ์ความรู้สึกให้ลูกๆ ค่ะ


เด็กๆ กลัวอะไรกันนะ ?

กลัวคนแปลกหน้า เกิดจากความรู้สึกไม่ไว้วางใจคนแปลกหน้า สังเกตได้จากเด็กมักจะยืนอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่แล้วจ้องมองคนที่ไม่คุ้นเคย หากผู้ใหญ่ตรงรี่เข้ามาอุ้ม เจ้าหนูจะถอยไปข้างหลังแม่โดยพลันกว่าจะออกมาก็ต้องใช้เวลาอยู่นานทีเดียวค่ะ คุณช่วยลดดีกรีความกลัวของลูกได้โดยการพาเขาออกไปเรียนรู้สังคมนอกบ้าน ให้เจอเด็กวัยไล่เลี่ยกัน

กลัวการพลัดพราก เด็กวัย 1 ขวบครึ่ง-2 ขวบครึ่งจะกลัวการพลัดพรากมาก บางคนกลัวจนเก็บไปฝันร้ายก็มี ความกลัวลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะคะ เพราะส่งผลกระทบต่อจิตใจของลูกได้

เด็กวัยนี้พ่อแม่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทิ้งเขาไว้กับคนอื่น เพราะเขายังไม่เข้าใจเหตุผลว่าเพราะอะไรแม่ถึงไม่อยู่ แต่จะแปลความหมายว่า ที่ไม่อยู่เพราะไม่รักเขา เด็กที่กลัวมากก็มักจะแสดงอาการติดพ่อแม่ไม่ยอมให้ไปไหน และจะตามติดไปทุกหรทุกแห่ง สิ่งที่พ่อแม่ช่วยลูกได้คือ สัมผัสที่อบอุ่น การโอบกอดคำปลอบโยน ที่สำคัญต้องบอกลูกให้รู้ทุกครั้งว่าคุณจะไปไหน และกลับมาให้ทันเวลาตามที่สัญญาค่ะ

กลัวสัตว์ต่างๆ เด็กวัย 2-3 ขวบ มักจะกลัวสัตว์ที่มีรูปร่างน่ากลัว มีเสียงดัง ที่มักจู่โจมเข้าหาเขาโดยไม่ทันรู้ตัว เช่น สุนัขเห่า สิงโตคำราม ส่วนใหญ่จะกลัวเพราะตกใจมากกว่า สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคืออุ้มกอด ปลอบโยน และค่อยๆ บอกลูกว่า “ไม่เป็นไรลูก ดูสิสิงโตอยู่ในกรงออกมาไม่ได้หรอกลูก” ในขณะเดียวกันก็สอนให้เขามีเมตตาต่อสัตว์ ไม่แกล้งเขา หรือกลัวจนเกินไป แต่ให้รู้จักระวังตัวเองด้วย

กลัวจากจินตนาการ สัตว์ประหลาดต่างๆ หรือแม้กระทั่งความมืดที่อยู่ในนิทานจึงออกมาอาละวาดสร้างความกลัวให้เจ้าหนูวัยนี้อยู่เสมอ สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยลูกได้คือ เลือกสื่อที่ไม่น่ากลัวให้ลูกอ่านนิทานหรือเล่าเรื่องที่จรรโลงใจให้ลูกฟัง และหากิจกรรมเชิงสร้างสรรค์อื่นให้ลูกได้เรียนรู้


7 วิธีช่วยลูกรักจาก ความกลัว
1. พ่อแม่ต้องเป็นที่พึ่งให้แก่ลูกเมื่อลูกเกิดความรู้สึกกลัว อยู่ใกล้ๆ คอยปลอบโยน สาร้างความอบอุ่นและให้กำลังใจ แสดงให้ลูกเห็นว่าเราเข้าใจ และพูดกับลูกด้วยคำพูดง่ายๆ ว่า “นั่นเสียงฟ้าร้อง ลูกไม่ต้องกลัวนะ ฟ้าร้องอยู่ข้างนอก แต่เราอยู่ในบ้าน เราจะปลอดภัยจ้ะ”

2. ผู้ใหญ่ต้องไม่แสดงความกลัวไปกับเด็ก จะต้องมีสติ ไตร่ตรองในท่าทีที่สงบ และพยายามคลี่คลายสถานการณ์นั้นให้ผ่านโดยเร็ว

3. พยายามพูดคุยกับลูกบ่อยๆ กระตุ้นให้ลูกบอกเล่าถึงความกลัวหรือความกังวลของเขา และฟังลูกอย่างเข้าใจให้ลูกรู้ว่าความกลัวเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ เช่น เข้าไปในห้องมืดๆ เราสามารถกลัวได้เพราะเรามองไม่เห็นอะไร แต่ถ้าเราเปิดไฟ ห้องก็จะสว่างและมองเห็นทุกอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพราะห้องที่มืดมีสัตว์ประหลาด

4. ช่วยแยกความคิดฝันและความเป็นจริงให้เด็กเข้าใจ ต้องไม่คล้อยตามเด็กเวลาที่เขาเล่นเป็นตุเป็นตะถึงสิ่งที่น่ากลัวที่เขาจินตนาการขึ้น เช่น มีเสืออยู่ในห้องน้ำ ถ้าผู้ใหญ่บอกว่าไล่มันไปแล้ว จะยิ่งตอกย้ำให้เด็กเข้าใจว่าสิ่งที่เขากลัวนั้นมีจริง ควรอธิบายให้เด็กฟังว่า เป็นไปไม่ได้ที่เสือตัวใหญ่จะเข้ามาในบ้าน และไปหลบอยู่ในห้องน้ำ

5. อย่าเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น เพราะจะเป็นสาเหตุให้ลูกอาย กลัว ไม่กล้า และหมดกำลังใจ ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสการเรียนรู้ของลูก

6. เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เรียนรู้การพยายามแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวเขาเองจะช่วยให้เด็กมั่นใจและกล้าแสดงออกมากขึ้น ที่สำคัญเมื่อลูกกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าลืมชมเชยลูกด้วยนะคะ

7. สัมพันธภาพที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูกและผู้ใหญ่ใกล้ชิด จะช่วยให้คำปลอบโยนของเราเป็นผลเมื่อลูกต้องการที่พึ่งทางใจเมื่อเขารู้สึกกลัวค่ะ

พ่อแม่ ตัวการสร้างความกลัวให้แก่เด็ก ?

นอกจากความกลัวที่เป็นไปตามวัยของลูกแล้ว ยังมีความกลัวอีกแบบหนึ่งที่ทำให้ลูกกลายเป็นเด็กขี้กลัวและไม่มั่นใจในตัวเอง นั่นคือ ความกลัวที่เกิดจากพ่อแม่ทำให้กลัวค่ะ

กลัวตามพ่อแม่ ความกลัวและความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันได้ พ่อแม่ที่แสดงอาการกลัวบางสิ่งบางอย่างให้ลูกเห็น เช่น กลัวแมลงสาบ กลัวแมงมุม กลัวหนู ลูกจะกลัวสิ่งนั้นตามไปด้วย

พ่อแม่ขี้กังวล…ลูกขี้กลัว พ่อแม่ที่ประคบประหงมลูกเกินไปจนไม่กล้าให้ทำอะไรเลย ส่งผลเสียต่อลูกได้เช่นกัน เพราะลูกจะขาดประสบการณ์และการเรียนรู้ ทำให้พัฒนาการช้าและทำอะไรไม่ค่อยเป็นขาดทักษะในการแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวเอง มีปมด้อยและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง

พ่อแม่ชอบขู่ ผู้ใหญ่บางคนชอบขู่หรือหลอกให้เด็กกลัวเพื่อให้เด็กเชื่อฟัง เช่น ถ้าดื้อมากจะพาไปให้หมอฉีดยา ถ้าไม่นอนเดี๋ยวตุ๊กแกมากินตับ ฯลฯ ซึ่งอาจจะได้ผลบ้างเป็นครั้งคราว หรือไม่ได้ผลเลยก็ได้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ คือได้ตอกย้ำความกลัวให้แก่เด็กไปแล้ว และผลที่ตามมาก็คือ เขาจะกลายเป็นเด็กขี้กลัวและเรียนรู้เรื่องเหตุและผลได้ยากขึ้น

ความกลัวส่วนใหญ่ที่เป็นไปเองตามอวัยวะจะค่อยๆ หายไปเมื่อเติบโต เข้าใจเหตุผลและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นค่ะ ส่วนความกลัวที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาตินั้นหายไปก็คือต่อเมื่อพ่อแม่เข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นค่ะ.


(update 23 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 289 กุมภาพันธ์ 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600