เด็กแต่ละวัยล้วนมีพัฒนาการทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคมแตกต่างกัน เพราะอย่างนี้เมื่อหนูๆ ทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรการพยายามหาทางออกของพ่อแม่เพื่อฝึกให้ลูกเรียนรู้พฤติกรรมที่ถูกต้องนั้น ก็คงต้องเลือกวิธีที่สอดคล้องกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วยค่ะ
การลงโทษ (Punishment) ตามความหมายแล้วมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ค่ะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับตัวเด็กเองและเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้พฤติกรรมที่ถูกต้องการลงโทษไม่ได้หมายถึงเฉพาะการตีลูกเท่านั้นนะคะ มีอีกหลายวิธีที่สร้างสรรค์มากกว่า
แต่ช้าก่อนอ่านมาถึงตรงนี้ใช่ว่าจะดีไซน์บทลงโทษเสียสนุกมือนะคะ ต้องเข้าพัฒนาการของลูกซึ่งนั่นจะช่วยยั้งใจให้คุณพ่อคุณแม่มากขึ้น เพราะบางครั้งสิ่งที่ลูกทำอาจเกิดจากความอยากรู้อยากเห็นตามช่วงวัยใช่ว่าจะเกิดจากอาการดื้ออาการซนและอยากลองดีเท่านั้น ขณะเดียวจะเลือกใช้วิธีไหน คุณพ่อคุณแม่คงต้องดูพฤติกรรมการตอบสนองของลูกเราเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าคงต่างจากเด็กข้างบ้านหรือเด็กคนอื่นๆ ก็เพราะเด็กแต่ละคนล้วนแตกต่างหลากหลายยังไงล่ะคะ
0-1 วัยยังไม่รู้เหตุรู้ผล
วัยนี้ยังเล็กมากเหลือเกินที่จะเข้าใจความหมายและฟังการตักเตือนของคุณแม่ แต่ก็ใช่ว่าจะให้ตามใจกันเสียจนไม่ตักเตือนห้ามปราม แต่ต้องมีวิธีห้ามอย่างสร้างสรรค์ กับวัยนี้ลงโทษด้วยการที่แม่วางเฉย วัยที่ยึดแม่เป็นหลักในชีวิตเท่านี้ก็ร้าวใจสุดแล้วค่ะ
วัยนี้ลูกยังบอกความต้องการไม่ได้นอกเสียจากร้องอือ อา หรือชี้นิ้วบอก ยิ่งกับวัยอ้อแอ้ 0-3 เดือนเห็นร้องไห้ก็อย่าเพิ่งคิดว่าลูกงอแงนะคะ หาสาเหตุที่ลูกร้องก่อนเพราะลูกอาจจะป่วยอยู่ก็ได้สิ่งที่แม่ควรทำนอกจากจะโมโหใส่ลูกคือ ต้องอดทนและใจเย็นเท่านั้นค่ะ
แต่พอถึงวัยโตขึ้นมาหน่อยคลานไปไหนมาไหน 4-6 เดือน ชอบเหลือเกินที่หยิบของเข้าปากหรือทดสอบลองของเล่นใหม่ๆ ด้วยการเขวี้ยงปาข้าวของ แทนที่จะไล่ตามของลูกให้ตัวคุณแม่โมโหเสียเองก็เปลี่ยนเป็นจัดสถานที่แวดล้อมให้ปลอดภัย เช่น หากลูกชอบรื้อของคุณแม่ก็วางกล่องที่ให้รื้อได้เพียงกล่องเดียว หรือชอบนักที่จะเอาของเล่นเข้าปาก ก็ทำความสะอาดของเล่นให้สะอาดไว้ป้องกันดีกว่าแก้ไขค่ะ กับวัยนี้ควรเริ่มต้นบทลงโทษเมื่อประมาณ 9 เดือน - 1 ปีนะคะ เพราะถ้าเบบี๋กว่านี้ยังไม่รู้ความเท่าที่ควรค่ะ
เบี่ยงเบนความสนใจ
ถ้ากำลังสนใจอะไรที่ดูท่าว่าจะอันตรายไม่เหมาะไม่ควร เช่น ร้องจะเอามือแหย่ปลั๊กไฟให้ได้ สำหรับลูกวัยนี้มีวิธีเดียวค่ะ คือเบี่ยงเบนความสนใจเพราะวัยนี้สนใจอะไรเพียงชั่วครู่ชั่วยามเดี๋ยวเดียวก้ลืมแล้วหากมีของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าสนใจกว่า
วางเฉย
ถ้าพยายามเรียกร้องความสนใจ งอแง อะไรทำน้องนี้ คุณแม่น่าจะวางเฉยเสียค่ะ (ทำเป็น) ไม่สนใจกับสิ่งที่ลูกทำปล่อยให้ร้องไปก่อน แต่ต้องดูด้วยว่าเขาอยู่ในสถานที่ปลอดภัยด้วยนะคะ วิธีนี้ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ว่ามุกนี้ใช้กับแม่ไม่ได้ผลค่ะ ถ้าปล่อยๆ เข้าแล้วไม่ได้รับการตอบสนองเดี๋ยวก็เลิกไปเอง
น้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง
ใช้น้ำเสียง (หนักแน่น แต่ไม่ใช่การตวาดเสียงดังนะคะ) และสีหน้าแววตาจริงจังเข้าช่วย ด้วยน้ำเสียงที่ไม่อ่อนโยนเหมือนเคยกอปรกับหน้าคุณแม่ที่เคยเปื้อนรอยยิ้มกลายเป็นบึ้งตึงขึงขัง หากทำเป็นประจำเมื่อลูกทำผิด จะทำให้ลูกเรียนรู้ภาษากายที่แม่กำลังสื่อสารนั้น
1-3 วัยทีเล่นทีจริง
ช่วงวัยแห่งการเลียนแบบเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรก้นึกอยากจะทำตามเล่นด้วย แถมยังเป็นวัยแห่งความอยากรู้อยากเห็นไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ ยิ่งเพิ่งจะเดินได้คล่องแคล่ว อยากรู้อยากเห็นไปเสียหมดแถมบางครั้งแม่ก็ทำไม่ถูกใจหนูเสียอีก แต่ครั้งจะบอกก็ยังพูดไม่คล่อง อาการอึดอัดขัดใจแบบนี้ล่ะค่ะที่ทำให้หนูโมโหวีนแตกพลอยให้แม่หงุดหงิดไปด้วย
เชื้อเชิญของเล่นชิ้นใหม่
ถ้าชอบเหลือเกินที่จะรื้อตู้เสื้อผ้าแล้วต้องออกมาให้หมด ลองชวนไปเล่นบอลข้างนอกหรือเล่นตุ๊กตา วาดรูป จะดีกว่าเอ็ดใส่ลูกนะคะ ด้วยคำพูดและน้ำเสียงที่เชื้อเชิญว่าน่าสนุกของคุณแม่เป็นหลุมพลางให้ลูกเดินตามไปได้ง่าย
นิ่งไว้เสียจะดีกว่า
เห็นลูกร้องกรี๊ดก็นิ่งเสียค่ะ อย่าแว้ดกลับต้องข่มใจ (ทั้งที่ยากแสนยาก) บอกลูกด้วยคำสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย และสีหน้าเป็นมิตร เช่น หนูบอกแม่ดีๆ ว่าต้องการอะไร กรี๊ดแบบนี้แม่ฟังไม่รู้เรื่องนะคะ วัยนี้พอจะเข้าใจและรับรู้ถึงท่าทีของเราแล้ว เมื่อบอกเสร็จก็หันกลับแล้วเฉยเสีย จากนั้นก็คอยดูท่าทีลูก สักพักถ้าเขาสงบลงไม่ว่าลูกจะเดินมาหรือเปล่าควรเข้าไปกอดลูกแล้วบอกเหตุผลว่าทำไมแม่ถึงไม่ให้หนูทำหรือไม่ให้หนูเล่น เท่านี้ก็เข้าใจแล้วค่ะ (แต่อย่าเพิ่งคาดหวังว่าคราวต่อไปจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะลูกยังเล็กนักค่ะ อาศัยความถี่ในการใช้วิธีการเหล่านี้ เมื่อลูกโตขึ้นอีกหน่อยก็จะเข้าใจมากขึ้น)
คำว่า ไม่ อย่า ห้าม ใช่ว่าจะดีเสมอ
จริงๆ แล้วการสั่ง ห้าม ไม่ทำสิ่งนั้นๆ ยิ่งเป็นการยั่วยุกระตุ้นให้มนุษย์ตัวเล็กของเรา อยากรู้อยากเห็น ประมาณว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ถ้าอยากเปิดลิ้นชักคุณพ่อจังเลยก็บอกเขาว่าตู้นั้นเป็นของคุณพ่อ หนูเปิดไม่ได้ต้องขออนุญาตก่อน แต่ถ้าหนูอยากเปิดให้เปิดกล่องของเล่นหนูแทนดีกว่า แล้วก็ใช้ภาษามือกวักเรียกลูกแล้วชี้มาที่กล่องด้วยสีหน้าเชื้อเชิญและยิ้มแย้มแจ่มใสนะคะลูกจะได้คล้อยตามหน้าคุณแม่ว่าน่าสนุกจริงๆ ไงคะ
3-6 วัยช่างรู้
วัยแห่งความมาดมั่นมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เขาจะคิดว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งและจะชอบมากเชียวล่ะที่จะทำอะไรได้เหมือนที่ผู้ใหญ่ทำ ความคิดและจินตนาการรุดหน้าเชียวค่ะ แต่ด้วยความเป็นเด็ก มีหลายอย่างที่ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้นึกอยากจะทำอะไรก็ทำประมาณนั้นเลย ด้วยพฤติกรรมของลูกวัยนี้นี่เองที่มักเป็นชนวนเปิดศึกให้พ่อกับแม่ได้ง่ายๆ
แต่อย่าลืมว่าวัยนี้เขาสามารถเข้าใจเหตุผลมากขึ้นเป็นลำดับแล้วการบอกเหตุผลคู่ไปกับการลงโทษจะใช้ได้ผลดีค่ะ กับวัยนี้ต้องเริ่มสร้างกฎกติกาเพื่อฝึกให้เด็กรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แล้วค่ะเพื่อเป็นการปูทางสร้างพฤติกรรมที่ดีให้ลูกในอนาคตไงล่ะคะ
Time Out
วิธีลงโทษที่มุ่งให้เด็กได้ทบทวนสิ่งที่เขาทำผิด Time Out จะช่วยแยกเด็กออกจากสิ่งเร้าและสิ่งกระตุ้นที่เขาต้องการชั่วคราวเพื่อให้เด็กสงบและเป็นการช่วยฝึกให้ลูกควบคุมตัวเองได้ ขณะจับลูกแยกออกมาบอกเขาด้วยค่ะว่า "ลูกกำลังโกรธ ต้องมานั่งมุมห้องเพื่อให้ใจเย็นนะคะ" การใช้เวลา Time Out ควรทำไปตามช่วงอายุลูก เช่น ถ้า 4 ขวบก็ใช้เวลา Time Out 4 นาที หรือถ้าลูก 5 ขวบก็ใช้เวลา Time Out 5 นาที เมื่อลูกสงบอยู่ครบตามเวลาแล้วก็ปล่อยให้เด็กกลับไปทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อไปค่ะ
สร้างกฎเพื่อฝึกระเบียบวินัย
วัยนี้สามารถเข้าใจและทำตามกฎเกณฑ์ได้บ้างแล้ว เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องอาศัยเวลาและออกกฎที่ไม่ขัดกับธรรมชาติของลูกมากกเกินไป เช่น จะอนุญาตให้เล่นหรือทำกิจกรรมที่เขาชอบได้ช่วงไหนบ้างและควรกำหนดระยะเวลาด้วย เช่น อนุญาตให้ดูการ์ตูนเรื่องโปรดเท่านั้นเมื่อจบแล้วก็ต้องปิดทีวี หรือห้ามเด็ดขาดไม่ให้เล่นของมีคมในห้องครัว ซึ่งต้องอธิบายให้ลูกทราบด้วยว่าการเล่นของมีคมจะทำให้เกิดอันตรายกับตัวลูกเองอย่างไร
ที่สำคัญกฎที่ตั้งขึ้นต้องเป็นกฎที่ทุกคนในบ้านปฏิบัติกับเขาด้วยวิธีเดียวกัน (เรื่องนี้คงต้องตกลงกันรวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ของเราเองที่มักตามใจหลานด้วยนะคะ)
ถึงอย่างไรก็เลือกวิธีลงโทษที่พอเหมาะไม่รุนแรงเกินไปสำหรับลูกนะคะ เอาใจช่วยทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดีค่ะ
งด ละ เลิก
งด ของเล่นหรืองดให้รางวัลเป็นวิธีลงโทษบทหนึ่งค่ะ เมื่อพี่แกล้งน้องก็ให้งดทานขนมหรืองดดูการ์ตูนเรื่องโปรด ทริกของการจะงดกิจกรรมลูกนั้นควรเป็นกิจกรรมที่เขาชอบทำเอามากๆ เพื่อที่เขาจะได้รู้สึกว่าไม่อยากทำผิดอีกครั้ง และต้องมีระยะเวลาไม่นานเกินไปขณะเดียวกันก็ต้องบอกอธิบายเหตุผลให้ลูกรู้ด้วยค่ะ
ละ อารมณ์โกรธคุณพ่อคุณแม่ลดลง ในที่นี่หมายถึง อาจต้องควบคุมการแสดงอารมณ์โกรธของเรา เพราะการปลดปล่อยทุกอย่างออกมาทั้งหมด เป็นการใช้อารมณ์ไม่ใช่เหตุผลและเป็นชนวนนำไปสู่การลงโทษที่ใช้ความรุนแรง เช่น การตีลูก หรือตวาดเสียงดัง นอกจากนั้นพฤติกรรมเหล่านี้ลูกยังซึมซับไปโดยไม่รู้ตัวและมีโอกาสแสดงออกมาไม่ว่ากับคุรหรือกับเพื่อนที่โรงเรียนด้วยค่ะ
เลิก การตามใจลูก เพราะไม่อย่างนั้นความพยายามที่จะฝึกลูกให้เป็นเด็กมีเหตุมีผล คอยเป็น มีวินัย เข้าใจคนอื่น และท้ายที่สุดคือเพื่อให้อยู่ในสังคมวันข้างหน้าอย่างคนที่ปรับตัวได้อย่างดี จะไม่ได้ผลเลยค่ะ
Concern : ลงโทษหนักไปใช่ว่าดี
- ลูกอาจะเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว ติดที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาจากพ่อแม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมในระยะยาวของลูกค่ะ
- ลูกขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงอก จะทำอะไรก็กลัวผิดไปหมด ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ซึ่งวัยนี้ควรเป็นวัยที่ต้องทดลองและมีสิ่งที่ตอบสนองหรือสนับสนุนความอยากรู้อยากเห็นนั้น
- เกิดพฤติกรรมไม่ตอบสนอง ซึ่งอาจจะเกิดจากความชินชากับการลงโทษและส่งผลให้ครั้งต่อไปเด็กจะไม่สนใจหรือรู้สึกกับการทำสิ่งใดๆ เลยค่ะ
- หรือเด็กอาจจะสร้างเกราะป้องกันตัวเอง เช่น โกหก ใส่ร้ายคนอื่น หลีกเลี่ยงและเฉไฉ ปกปิด เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่าตัวเองทำผิด ซึ่งพฤติกรรมนี้จะส่งผลเสียเมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่ได้
Concern
กฎที่บ้านและโรงเรียนควรสอดคล้องกันนะคะคุณแม่ควรบอกคุณครูว่าที่บ้านมีกฎอย่างไร และเรียนรู้กฎที่โรงเรียนเพื่อปรับให้สอดคล้องกัน ลูกจะได้ไม่สับสนค่ะ
(update 6 เมษายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.136 February 2007]
|