หยุด…ระเบิด (อารมณ์) ของพ่อแม่


อาการปรี๊ดไม่เข้าใครออกใครค่ะ โดยเฉพาะคนที่มีลูกวัยกำลังซน แม่ลออเชื่อว่าต้องผ่านอาการปี๊ดมาทุกคนเว้นเสียแต่ว่าคุณจะไม่ได้เลี้ยงลูกเอง

อาการปี๊ดที่ว่าก็คือ โกรธ โมโห เมื่อลูกไม่ได้ดั่งใจ เมื่อปี๊ดแล้วคุณแม่หลายคนจะควบคุมตัวเองไม่อยู่มือไม้สั่นหรือเริ่มแดง และเสียงเริ่มดัง รังสรอัมหิตเริ่มแผ่ขยายออกไป ยิ่งปี๊ดมาก ยิ่งแผ่รัศมีออกไปกว้าง และคนที่รับความรู้สึกปี๊ดของคุณได้ดีก็คือเจ้าตัวเล็กค่ะ

เชื่อว่าหลายคนเวลาปี๊ดถึงขีดสุดแล้วตวาดแว้ดๆ ใส่ลูก ก็มักจะกลับมานั่งเสียใจภายหลัง

แม่ลออจะชวนคุณๆ มาหยุดอาการปี๊ดกันค่ะ เพราะไม่ใช่แค่คุณที่จะเสียใจ เจ้าตัวเล็กของเรา เขาก็เสียใจไม่แพ้กัน และยิ่งไปกว่านั้น คุณรู้หรือไม่ว่าการปี๊ดของเราจะส่งผลเสียต่อเจ้าตัวเล็กในวันข้างหน้าด้วยค่ะ


ส่งผลเสียอย่างไรนะหรือคะ…

คุณพ่อคุณแม่คือต้นแบบของลูก ลูกจะเรียนรู้จากสิ่งไหน เวลาที่เขาดื้อ เขาซน แล้วคุณโมโห ตวาดแว้ดๆ ใส่เขา สิ่งที่เขาจะเรียนรู้จากคุณก็คือ การแก้ปัญหาด้วยอารมณ์รุนแรง แย่กว่านี้ก็เป็นความก้าวร้าว

ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีค่ะว่า เวลาที่เราโกรธจนขาดสติเนี่ย ก็จะแก้ปัญหาหรือจะจัดการเรื่องใด มักจะไม่ค่อยดีอีกอย่างลูกก็จะซึมซับไปด้วย ที่สำคัญเขาอาจจะนำไปใช้กับคนอื่น ซึ่งแม่ลออฟันธงเลยว่า ลูกคุณจะกลายเป็นสุดที่เกลียด (เกลียดที่สุด) ของคนอื่นแน่ๆ


แล้วจะทำอย่างไรดี ?

อืม…แม่ลออเข้าใจนะ เวลาลูกซน ดื้อ ไม่ได้ดั่งใจ ให้เก็บของก็ไม่เก็บ ปากเปียกปากแฉะเนี่ย มันแย่แค่ไหน
  • แต่ก่อนจะโกรธ นึกถึงใจลูกดีมั้ยคะ ว่าในสมัยที่เรายังเป็นเด็กแบบนี้ เรารู้สึกอย่างไรบ้าง ลองทำความเข้าใจกับลูก แล้วลดความคาดหวังในตัวเขาลง ลูกเพิ่งผ่านโลกมาได้ไม่กี่ปี เขามีธรรมชาติของเขาซึ่งหน้าที่ของเราคือ จะต้องขัดเกลาธรรมชาตินั้นให้ออกมาดีที่สุด นี่เป็นสเตร็ปแรกค่ะ

  • ขั้นต่อมา นับ 1-10 ในใจ หรือพูดออกมาก็ไม่ว่ากัน ถ้า 1-10 ไม่ได้ผล ก็เพิ่มเป็น 20-30-40 ไปเรื่อยๆ หากลองนับเลขแล้วอาการโกรธยังไม่บรรเทา ลองเดินจากบริเวณนั้นไปสักพัก เพราะยิ่งเห็นภาพเจ้าตัวเล็กดื้อดึง ไม่ฟัง ไม่สนใจแม่กับพ่อมากเท่าไร อาจทำให้คุณมือไม้สั่น ควันออกหู และอดใจไม่ไหว ด่าลูกออกไปในที่สุด

  • ขั้นสุดท้าย ย้ำกับตัวเองบ่อยๆ ว่า ลูกหนอ…ลูกหนอ ยังเด็กหนอ ไม่รู้เรื่องหนอ เป็นแม่หนอ ให้อภัยหนอ ฝึกท่องเอาไว้ค่ะ จะทำให้เรามีสติมากขึ้น และโกรธน้อยลงเวลาที่ลูกทำอะไรไม่ถูกใจ
ถ้าขั้นตอนที่ว่ามาทั้งหมดยังไม่ได้ผล ไม่เป็นไรค่ะ แม่ลออยังมีวิธีดีๆ มาแนะนำอีกค่ะ

สำหรับพ่อแม่ที่ใจเย็นจะมีสติที่จะจัดการกับเรื่องต่างๆ อาการปี๊ดที่ว่าไม่ค่อยมาเยือน แต่สำหรับพ่อแม่ที่อารมณ์ร้อน ขี้โมโห หงุดหงิดง่ายมาก แม่ลออขอแนะนำดังนี้
  • คิดในมุมบวก เช่น ถ้าลูกเราขี้เกียจอาบน้ำซะเหลือเกิน พูดดีก็แล้ว เริ่มเสียงแข็งก็แล้ว ลูกก็ยังไม่ขยับทำเป็นหูทวนลมเพราะกำลังเล่นเพลินๆ ก็ลองคิดว่าถ้าเป็นเรากำลังทำงานเพลิน บางครั้งเราก็ไม่อยากลุกไปอาบน้ำเหมือนกัน คิดแบบนี้จะเข้าลูกมากยิ่งขึ้นค่ะ

  • แต่ก็ไม่เพิกเฉยดูดายนะคะ ต้องหาวิธีแก้ไข เพื่อให้ลูกรู้จักหน้าที่และควบคุมตัวเอง เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว ซึ่งเราก็ต้องหาวิธีที่เหมาะสมในแบบของเรา เพราะแต่ละครอบครัวมีเงื่อนไขและปัจจัยแตกต่างกันแต่ที่สำคัญแม่ลออขอห้ามเด็ดขาดคือ ห้ามใช้อารมณ์ อย่าปล่อยให้อาการปี๊ดเข้าครอบงำเราได้ค่ะ

    ลองใช้วิธีง่ายๆ อย่างการต่อรอง เช่น บอกลูกล่วงหน้าว่าเดี๋ยวต้องอาบน้ำ ถ้าถึงเวลาแล้วลูกยังไม่ยอมเลิกก็อาจบอกลูกว่า ถึงเวลาแล้ว แม่จะช่วยหนูเก็บก่อน เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จค่อยมาเล่นต่อ หรือพรุ่งนี้คอยมาเล่นใหม่การบอกลูกล่วงหน้า จะทำให้ลูกได้เตรียมตัวเตรียมใจ แต่วิธีนี้เราต้องควบคุมไม่ให้ลูกต่อรองเกินควรค่ะ เอาให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม คำไหนคำนั้น ไม่ใช่ลูกต่อรองแม่ก็โอนอ่อนผ่อนตาม จะทำให้เสียกระบวนการได้ค่ะ
เอาล่ะค่ะ ทั้งหมดนี้คือการสยบอารมณ์ปี๊ดของเรา แม่ลออเชื่อค่ะว่าคุณๆ ทำได้ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่ได้หมายความว่าห้ามคุณโกรธหรือโมโหนะคะ แต่เราต้องรีบกำจัดมันให้ออกไปให้เร็วที่สุด และวิธีการเลี้ยงลูกของเราเองก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เราปี๊ดมากหรือปี๊ดน้อยด้วยนะคะ


3 คาถา สยบอารมณ์ปี๊ด

แม่ลออขอแถมท้ายด้วยคาถาเลี้ยงลูก 3 ข้อ เพื่อให้คุณๆ ไว้สยบอารมณ์ปี๊ดค่ะ

เพราะอารมณ์ปี๊ดอาจเกิดได้โดยไม่เลือกสถานที่และเวลา อีกอย่างลูกเราก็ยังเด็ก เขาจึงมีโอกาสจะทำอะไรที่ไม่ถูกใจเราได้ตลอด เราในฐานะพ่อแม่ ก็ต้องคอยบอกคอยสอนให้ลูกรู้จักขอบเขตหน้าที่ของตนเองค่ะ โดยอาศัยหลังดังต่อไปนี้
1. การเลี้ยงลูกนั้นจะต้องอาศัยความสม่ำเสมอของพ่อแม่ หากพ่อแม่เป็นคนสม่ำเสมอ สามารถควบคุมลูกให้มีพฤติกรรมแบบเดียวกันทุกเรื่อง ทุกเวลา สิ่งที่ลูกจะได้รับ คือลูกจะรู้สึกขอบเขตของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่สม่ำเสมอกับลูก เช่น บางวันลูกดื้อได้ บางวันดื้อไม่ได้ ผลที่ตามมา คือลูกจะขอดื้อดูก่อนท้าทายอำนาจพ่อแม่ดูสิว่าจะได้ผลหรือไม่ ถ้าได้ผล ครั้งต่อๆ ไปลูกจะดื้ออีก

2. หนักแน่นเข้าไว้ อย่าใจอ่อน หลายบ้านทนลูกอ้อนลูกดื้อลูกโยเยจนน่ารำคาญไม่ไหว ก็ยินยอมตามใจลูก ซึ่งถ้าต้องการให้ลูกรู้จักขอบเขตของตัวเองว่าเขาสามารถจะทำอะไรได้แค่ไหนคุณต้องหนักแน่นค่ะ ต้องยอมขัดใจเขาบ้าง เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และรู้จักควบคุมความต้องการของตนเอง ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ยอมตามใจเรื่อยไป เพราะคิดว่าการขัดใจคือการทำร้ายลูกแล้วล่ะก็ ลูกจะไม่สามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองไดเลยค่ะ

3. ความอดทน การฝึกให้ลูกเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยเฉพาะเปลี่ยนจากสิ่งที่เคยทำเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามจะต้องใช้เวลาพอสมควร นานบ้าง สั้นบ้าง ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่สำคัญที่สุด ต้องใจเย็นๆ ค่ะ ถ้าใจร้อนปั๊บนี่เจ๊งเลยค่ะคุณขาช้านิดช้าหน่อย ปล่อยๆ เขาไปบ้าง อย่าไปคาดหวังเยอะ เราเองก็จะไม่เสียอารมณ์ ซึ่งถ้าเราไปเร่งเขา หรือเบื่อหน่ายในความชักช้าของเขาและล้มเลิกซะก่อน มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด แบบเด็กที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อยังไงล่ะคะ
ฟันธงเลยค่ะว่าคุณๆ ทำตามคาถา 3 ข้อที่ว่าได้หมดแล้วคุณจะปี๊ดน้อยลง และไม่ต้องมาเสียใจทีหลังว่า คุณได้ทิ้งระเบิด (อารมณ์) ใส่ลูกแล้ว….


(update 10 กรกฎาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 292 พฤษภาคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600