เมื่อพูดถึงความเครียด เรามักจะนึกถึงความเครียดของผู้ใหญ่เป็นอันดับแรก เพราะผู้ใหญ่อย่างเราๆ มีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ และรับผิดชอบมากมาย แต่สำหรับเด็กๆ ที่กิจวัตรประจำวันหลักๆ ก็คือ การกิน นอน และเล่น ใครจะคิดบ้างว่าเจ้าตัวเล็กก็เครียดได้เหมือนกันค่ะ
แพทย์หญิงเพียงทิพย์ พรหมพันธุ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้อธิบายเกี่ยวกับความเครียดของเด็กว่า ความเครียดของเด็กสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจากความเครียดของคุณแม่ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งมีผลทำให้อารมณ์ของคุณแม่แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือการที่คุณแม่เกิดการเจ็บป่วย รวมถึงสภาวะแวดล้อมต่างๆ ที่ทำให้คุณแม่เกิดความเครียด ลูกก็จะได้รับความเครียดจากคุณแม่ด้วย
หลังคลอดแล้วยังมีปัจจัยต่างๆ อีกมากมายที่เป็นสาเหตุทำให้เจ้าตัวเล็กเครียดได้ เรามาดูกันค่ะว่าในช่วง 3 ปีแรก เด็กๆ เขาเครียดเพราะอะไรบ้าง
แรกเกิด-1 ปี
- เครียดจากการเปลี่ยนแปลง การที่ลูกต้องออกจากท้องอุ่นๆ ของคุณแม่มาอยู่ภายนอกอย่างกะทันหัน ทำให้ลูกต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ภายนอกท้องแม่ ที่สำคัญคือ เจ้าตัวเล็กยังไม่สามารถทำอะไรได้เองต้องพึ่งพาคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา จึงทำให้ลูกเกิดความเครียดได้
- ไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างเพียงพอ ถูกปล่อยให้ร้องไห้ หิว และเปียก เปื้อนเป็นเวลานาน
- คุณพ่อคุณแม่ประคบประหงมมากเกินไป หรือได้รับสิ่งเร้ามากเกินไป เช่น การที่พยายามกระตุ้นพัฒนาการเด็กอย่างมาก รวมทั้งการที่ญาติๆ มารุมอุ้ม รุมกอด
- เครียดจากการเจ็บป่วย เพราะร่างกายของลูกยังบอบบาง ภูมิต้านทานก็ยังมีน้อย จึงอาจทำให้เจ็บป่วยได้บ่อย
- เครียดเพราะคุณพ่อคุณแม่หรือพี่เลี้ยงเครียด แม้จะยังเป็นทารกแบเบาะแต่ลูกก็รับรู้ถึงความเครียดของคุณพ่อ คุณแม่ได้จากสีหน้าท่าทาง อัตราการเต้นของชีพจรที่เต้นเร็วขึ้นเวลาเครียด ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ น้ำเสียง และท่าทีของคุณพ่อคุณแม่ที่เปลี่ยนไป
รู้ได้อย่างไรว่าลูกเครียด
ลูกวัยนี้ยังไม่สามารถสื่อสารเป็นคำพูดได้ แต่คุณสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกมา ซึ่งคุณหมอเพียงทิพย์บอกว่า การแสดงออกเวลาเครียดของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพื้นอารมณ์และบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวของเด็ก เด็กที่ใจร้อน ชอบร้องเอะอะโวยวาย และอยู่ไม่นิ่ง เวลาที่เขาเกิดความเครียด เขาจะยิ่งหงุดหงิดงอแงและกระสับกระส่ายมากขึ้น ส่วนเด็กที่ชอบอยู่นิ่งๆ เงียบๆ พอเวลาเครียด เขาก็จะยิ่งนิ่งเงียบและซึมมากกว่าปกติ เด็กที่มีความเครียดจะมีความกะตือรือร้นในการเรียนรู้น้อยลงเวลาให้นมก็จะดูดได้น้อย เบื่ออาหาร แหวะนม และน้ำหนักลด และถ้ามีการตรวจวัดการเต้นของชีพจรจะพบว่าเด็กกลุ่มที่ชอบร้องโวยวาย ชีพจรจะเต้นเร็วกว่าปกติ ในขณะที่กลุ่มที่ชอบอยู่นิ่งๆ ชีพจนจะเต้นช้าลง
ทำอย่างไรให้ลูกหายเครียด
คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความรักความอบอุ่นกับลูกอย่างสม่ำเสมอและไม่มากหรือน้อยเกินไป ด้วยการอุ้ม กอด หอม คุย เล่น และต้องพยายามสังเกต และตอบสนองความต้องการของลูกเวลาที่เขาหิว เปียกเปื้อน หรือไม่สบาย ให้ถูกต้องอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ลูกขี้เหงา อยู่คนเดียวนานๆ และถ้าเห็นว่าเจ้าตัวเล็กที่รักความสงบหงุดหงิดงอแงผิดปกติเวลาที่มีญาติๆ เข้ามารุมล้อม ก็ควรพาลูกไปอยู่ในที่ๆ สงบเงียบให้ลูกได้มีเวลาพักผ่อนอยู่กับตัวเอง นอนเล่น มองโน่นมองนี่หรือเล่นของเล่นและฟังเพลงโปรดจะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ส่วนคุณพ่อคุณแม่ ที่รู้ตัวว่ากำลังเครียด ก็ไม่ควรเข้าไปคลุกคลีกับลูกก่อนที่จะคลายเครียดให้ตนเองเสียก่อนเพราะจะพลอยทำให้เจ้าตัวเล็กเครียดตามไปด้วย
1-3 ปี
เด็กวัยนี้เริ่มพูดจารู้เรื่องขึ้น สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้มากขึ้น และเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง ความเครียดของเด็กวัยนี้เกิดจาก
- การถูกขัดใจ ทำอะไรไม่ได้ดังใจ เพราะเด็กวัยนี้จะมีวามต้องการและคาดหวังมากขึ้น ก็ย่อมมีผิดหวัง เสียใจมากขึ้นแน่นอน
- ถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ หรือเบื่อแล้ว เช่น อาบน้ำ กินข้าว เข้านอน อยู่นิ่งๆ
- คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด ดุว่าและทำโทษลูกแรงๆ อย่างใช้อารมณ์ เวลาที่ลูกไม่เชื่อฟังหรือทำผิด
- กังวลกับการแยกจาก เพราะในช่วงวัยเด็กๆ จะเริ่มไปเนอสเซอร์รี่ ทำให้เจ้าเล็กเกิดความกังวลและเครียด ซึ่งเด็กส่วนมากก็จะมีอาการนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนคนเลี้ยงบ่อยๆ ก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกเครียดมากขึ้น
- คุณแม่มีน้องใหม่ ทำให้เจ้าตัวเล็กเกิดอาการอิจฉาน้อง สาเหตุหลักก็เพราะตัวเองได้รับการเอาใจใส่น้อยลง หรือถูกแย่งจากผู้ที่เคยดูแลตนเอง ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจและดุว่าลูกก็จะทำให้ลูกเกิดความเครียดได้
รู้ได้อย่างไรว่าลูกเครียด
เด็กวัยนี้ชอบทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง และชอบทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เวลาคุณห้ามในสิ่งที่ลูกต้องการจะทำ อาจจะเพราะเห็นว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ควรทำ เขาก็จะรู้สึกว่าถูกขัดใจ บ่อยเข้าก็จะกลายเป็นความเครียดได้ โดยลูกจะแสดงท่าทางหงุดหงิดง่าย โมโหร้ายผิดปกติ บางคนทำร้ายตัวเอง ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคนรอบข้าง สำหรับกรณีที่ลูกเครียดเพราะอิจฉาน้องเขาก็อาจจะมีพฤติกรรมที่ถดถอย เช่น กลับไปฉี่รดที่นอน หรือดูดนิ้ว ดูดขวดนมอีกทั้งๆ ที่เลิกได้นานแล้ว นอกจากนี้ลูกยังอาจพยายามเรียกร้องความสนใจจากคุณโดยการขอให้คุณทำทุกอย่างให้ ทั้งๆ ที่ทำได้เอง เด็กบางคนก็จะแสดงออกด้วยการรังแกน้อง ในขณะที่บางคนก็จะแสดงออกด้วยการรังแกน้อง ในขณะที่บางคนก็จะแยกตัวออกห่าง ไม่เข้าใกล้น้องเลย ส่วนเด็กที่นิ่งๆ เงียบๆ อยู่แล้วก็จะยิ่งเงียบเหงามากขึ้นและแยกตัวออกห่างจากคนอื่นๆ ในบ้าน
นอกจากนั้น เด็กบางคนที่เก็บสะสมความเครียดไว้จะมีอาการไม่สบายทางกาย ซึ่งมักจะเป็นอาการปวดหัว ปวดท้อง ซึ่งแพทย์ตรวจไม่พบสาเหตุได้อีกด้วย
ทำอย่างไรให้ลูกหายเครียด
- สอนให้ลูกระบายความคับข้องใจออกมาด้วยคำพูดโดยอาจจะชวนลูกคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เขาโกรธหงุดหงิด หรือไม่พอใจ ถ้าลูกยังพูดไม่ได้ เราก็พูดแทนเขาได้ เป็นการสอนไปด้วย
- ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้และทดลองทำในสิ่งที่สนใจอย่างเต็มที่ แต่เมื่อจะห้ามก็ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าทำไมคุณจึงห้าม ลูกจะได้ไม่เกิดความคับข้องใจและพยายามใช้คำพูดเบี่ยงเบนพฤติกรรมเด็กโดยไม่ห้ามตรงๆ แทนให้มากที่สุด เช่นเมื่อเห็นลูกจะปาลูกบอลใส่กระจกหน้าต่าง ให้รีบทำเสียงน่าสนุกพูดว่า เอ้า ลูกปาบอลมาให้พ่อเลย ดูซิปาถึงไหม แทนที่จะพูดดุไปตรงๆ
- เวลาที่ลูกทำสิ่งที่เกินความสามารถแล้วล้มเหลวคุณควรปลอบโยนและให้กำลังใจ
- หากิจกรรมที่ช่วยให้ลูกได้ปลดปล่อยความเครียด เช่น การเล่นกีฬา เพื่อให้เจ้าตัวเล็กได้ใช้พลังงานอย่างเต็มที่ ลูกจะได้ไม่แสดงออกด้วยวิธีทีรุนแรงและก้าวร้าว
- บ้านไหนที่มีน้องใหม่ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรรุมกันให้ความสนใจน้องใหม่มากเกินไป จนดูแลลูกคนโตน้อยลง ไม่เปรียบเทียบลูกทั้งสองคน และพยายามให้พี่เสียสละ หรือยอมน้องมากเกินไปถ้าน้องผิด ก็ต้องให้ความยุติธรรมกับพี่ด้วย
คุณแม่จะเห็นได้ว่าในช่วงแรกเกิด-3 ปี ความเครียดของลูกจะขึ้นอยู่กับสภาพการณ์เลี้ยงดูที่ลูกได้รับเป็นส่วนใหญ่ เพราะในช่วงวัยนี้เด็กจะสนใจชีวิตความเป็นอยู่ ความสุขสบายกายและใจของตัวเองเป็นหลัก ถ้าเขาได้รับการตอบสนองความต้องการทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างถูกต้องเพียงพอ เขาก็จะมีความรู้สึกที่ดีกับตนเองและผู้อื่น มีจิตใจมั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย มองโลกในแง่ดี และรู้จักเห็นใจผู้อื่น อารมณ์ดี ส่งผลให้พัฒนาการการเรียนรู้ในด้านต่างๆ ดีตามไปด้วย แต่หากลูกไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเพียงพอ จะทำให้ลูกเกิดความเครียด วิตกกังวล มองโลกในแง่ร้าย รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่ไว้ใจคนรอบข้าง เห็นแก่ตัว หงุดหงิดง่าย ทำให้ความสามารถในการเรียนรุ้ลดลง และยังส่งผลกระทบถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกด้วยซึ่งอาการต่างๆ ที่เกิดจากความเครียดสะสมนี้อาจจะยังไม่ปรากฏให้เห็นในวัยเด็ก แต่จะไปปรากฏให้เห็นในตอนโต
นอกจากนี้การที่ลูกเครียดมากและเครียดเป็นเวลานานยังมีผลทำให้ปริมาณฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ระบบภูมิคุ้มกันทำงานแย่ลง ส่งผลให้ลูกเจริญเติบโตช้าและมีภูมิต้านทานโรคน้อยลง ทำให้ตัวเตี้ยเล็กและเกิดการเจ็บป่วยบ่อย ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับความเครียดของลูกตั้งแต่วัยเด็ก ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกจะได้รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นกับลูกบ้าง หากพบว่าลูกมีอาการที่บ่งบอกว่าเครียดควรรีบหาสาเหตุให้พบจะได้หาทางแก้ไข หรือหากไม่แน่ใจก็สามารถพาเจ้าตัวเล็กไปปรึกษาคุณหมอได้
แม้ว่าความเครียดจะส่งผลในด้านลบเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ความเครียดก็มีข้อดีเหมือนกันนะคะ
คุณหมอเพียงทิพย์บอกว่า ความเครียดก็มีประโยชน์เหมือนกัน ถ้าเครียดพอดีๆ ตามวัย ไม่มากเกินไปก็จะเป็นการฝึกทักษะการแก้ปัญหา ซึ่งจะทำให้เขามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นระดับขั้นหนึ่ง
ตอนนี้คุณแม่ก็ทราบแล้วว่าเจ้าตัวเล็กของคุณก็เครียดเป็นเหมือนกัน ลองสังเกตลูกรักของคุณดูนะคะว่าเขากำลังเครียดอยู่หรือเปล่า จะได้หาวิธีแก้ไขให้หายเครียดเพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีของลูก และอย่าลืมตรวจสอบและหาวิธีจัดการกับความเครียดของตัวคุณเองด้วยนะคะ.
(update 24 มีนาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.162 January 2007]
|