ระหว่างปี ค.ศ. 1995-2002 ประเทศอังกฤษมีเด็กอายุ 2-15 ปีเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น เด็กผู้ชายเพิ่มจาก 3% เป็น 6% ขณะที่เด็กผู้หญิงเริ่มจาก 5% เป็น 9% !!! เด็กออสซี่จำนวน 1 ใน 5 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และคาดว่าปี 2020 เด็กจะมีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนทั่วประเทศประมาณ 50%!!!
สถาบันสุขภาพเด็กเซี่ยงไฮ้รายงานว่า เด็กจีนอายุ 3-6 ปีเป็นโรคอ้วนถึง 8% เพราะนโยบายให้มีลูกคนเดียวและการปฏิรูปเศรษฐกิจตลอด 20 ปีที่ผ่านมา!!!
จากจำนวนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อปี 2540 องค์การอนามัยโลกถึงกับประกาศให้โรคอ้วนเป็นโรคระบาดไปทั่วโลก เด็กอ้วนแล้วมีปัญหาอะไร โรคอ้วนกลายเป็นโรคระบาดจริงหรือไม่ สถานการณ์โรคอ้วนทั่วประเทศตอนนี้เป็นไร แล้วประเทศไทยล่ะเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอ้วนอย่างไร ติดตามใน Special โรคระบาดโรคใหม่ที่ชื่อ โรคอ้วน ค่ะ
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 2 ปี 6 เดือน แม่มีอาชีพรับจ้างในกรุงเทพฯ พามาปรึกษาด้วยเรื่องไข้หวัด แต่ปรากฏว่าคุณหมอตรวจพบว่า น้องมีปัญหาเรื่องอ้วนในเกณฑ์อ้วนอันตราย คือเมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักกับส่วนสูงมาตรฐานแล้วน้ำหนักเกินไป 199-200% และเริ่มมีอาการหายใจไม่ค่อยสะดวก ฟันผุหมดปาก และไขมันในเลือดสูงจากนั้นคุณหมอเริ่มหาสาเหตุโรคอ้วนของน้อง ปรากฏว่าพ่อแม่ไม่ได้อ้วน ที่บ้านก็ไม่มีคนอ้วนแต่เพราะพ่อแม่มีลูกคนเดียวจึงตามใจกันทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินน้องกินนมเปรี้ยวขนาด 200 ซี.ซี. วันละ 11 ขวด กินขนมถุงวันละ 2 ถุง กินอาหารมื้อหลักครบ 3 มื้อ และอาหารที่ชอบที่สุดคืออาหารประเภททอดๆ มันๆ
เรื่องเล่าจากคุณหมอ
โรคอ้วนระบาดทั่วโลก
เมื่อได้ยินอย่างนี้แล้วคุณแม่ก็คงตกใจไม่น้อย เพราะโดยความเข้าใจนิยามของคำว่าโรคระบาดนั้น หมายถึงโรคที่ติดต่อกันโดยมีเชื้อโรคเป็นพาหะ เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างว่าโรคอ้วนจะกลายเป็นโรคระบาดได้อย่างไร คุณหมอสุริยเดว ทรีปาตี จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี มีคำตอบและยังจะมาเล่าถึงสถานการณ์โรคอ้วนของทั่วโลกขณะนี้ด้วยค่ะ
ถ้าดูตามแผนที่โลกทั้งหมด จะเห็นว่ามีอยู่ 2-3 ทวีปที่กำลังประสบปัญหาอย่างมากและหนักกว่าบ้านเรา คือทวีปอเมริกาโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเอง รองลงมาคือทวีปยุโรปและทวีปออสเตรเลีย ส่วนประเทศอื่นๆ ในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีเองก็เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาโรคอ้วนเพิ่มขึ้นด้วย จนขณะนี้สถานการณ์โรคอ้วนถือว่าเป็นปัญหาหลักในแง่ของพฤติกรรมการบริโภค ถึงขั้นที่ปี 2540 ที่ผ่านมา WHO ถือว่าโรคอ้วนนี้เป็นโรคระบาดที่ไม่มีเชื้อโรค แต่มีการระบาดเพราะกำลังลามแพร่สะพัดไอย่างรวดเร็ว
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากทั่วโลกเป็นไปอย่างน่าใจหาย สำหรับประเทศไทยถึงแม้ไม่ได้รายงานตัวเลขนั้นไปสู่ WHO แต่มีรายงานจากกองระบาดวิทยาที่กระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายเด็กไม่กินหวานจัดทำไว้ปรากฏว่าเด็กและเยาวชนไทยเป็นโรคอ้วนอยู่ที่ 12-15% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ 10 ปีที่แล้วโรคอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า และเด็กที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนเมืองที่ฐานะครอบครัวอยู่ระดับปานกลาง
แปลกใจไหมคะว่าทำไมเด็กที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกินจึงอยู่ในครอบครัวปานกลางมากว่าครอบครัวที่มีฐานะดีคุณหมอสุริยเดวอธิบายต่อว่า เป็นเพราะครอบครัวที่อยู่ในระดับปานกลางไม่มีเวลาเยอะ และต้องใช้วิถีชีวิตที่เร็ว การใช้ชีวิตที่รวดเร็วก็หนีไม่พ้นการให้เวลากับอาหารน้อยลง ไม่ใช่ให้เวลาการกินน้อยลง แต่ให้เวลากับการเลือกอาหารและการปรุงอาหารลดลง จึงจำเป็นต้องเลือกซื้ออาหารแบบแกงถุงบ้าง ฟาสต์ฟู้ดบ้าง มารับประทาน ซึ่งอาหารเหล่านี้มักเป็นอาหารหวาน มัน เค็ม แซบ อันเป็นต้นตอนำไปสู่ปัญหาเรื่องอ้วนในที่สุด
โรคอ้วน VS ตุ้ยนุ้ย
ตราบใดที่ยังมีความเชื่อสืบต่อกันมาโดยเฉพาะคนรุ่นปู่ย่าตายายที่เชื่อว่าเด็กอ้วนออกไปทางตุ้ยนุ้ยนั้นเป็นเด็กน่ารักและแข็งแรง แต่เด็กที่ดูเพรียวหน่อยก็มองว่าผอม อาจจะไม่สบาย เมื่อเห็นหลานัวเล็กผอมแห้งแรงน้อยเมื่อไหร่เป็นต้องบ่นจนคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้หูชา ทั้งๆ ที่ตาม Growth Chat แล้วเด็กที่ดูรูปร่างเหมือนผอมจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เด็กท้วมๆ อาจจะติดเกณฑ์ปกติที่สูงสุดและมีเกณฑ์ที่จะอ้วนต่อไปนั้นเร็วมาก กว่าจะรอให้ถึงถึงเวลายืดตัวก็สยายเสียแล้ว จากเคสตัวอย่างและจากการที่ได้พูดคุยกับคุณหมอสุริยเดวยังทำให้รู้อีกว่าในช่วงปี พศ.2545-2546 พ่อแม่ไม่เคยลูกไปพบคุณหมอเพราะโรคอ้วนเลย แต่ส่วนใหญ่จะมาด้วยอาการเจ็บป่วยอย่างอื่น เช่น ปวดท้องถ่ายแข็ง อาเจียนบ่อย เป็นไข้ ไม่สบาย ไอ และเอาแต่ใจแล้วแม่รับมือไม่ไหว จนคุณหมอตรวจนั่นแหละถึงรู้ว่าลูกเป็นโรคอ้วน บางคนกว่าจะตรวจพบก็ถึงขั้นอ้วนเข้าข่ายอันตรายจำเป็นต้องลดน้ำหนักเป็นการด่วน
อย่างที่คุณแม่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าการที่ลูกอ้วนมากๆ นั้นไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพหลายอย่าง ทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต ฯลฯ และที่สำคัญอีกอย่างไม่ใช่แค่โรค แต่สิ่งที่จะส่งผลติดตัวลูกไปตลอดชีวิตก็คือ เตี้ย หรือที่คุณหมอสุริยเดวเรียกว่าโตไม่เต็มศักยภาพ แม้ว่าในการเจริญเติบโตช่วงแรกลูกที่อ้วนจะดูตัวโตสูงใหญ่กว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน จนกลายเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ ของคุณพ่อคุณแม่แต่หารู้ไม่ว่านั่นคืออันตรายที่สุดท้ายปลายทางเด็กกลุ่มนี้จะสูงไม่เต็มศักยภาพ หรือสูงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะยิ่งอ้วนเร็วก็เข้าสู่วัยรุ่นเร็วและเป็นเด็กอ้วนกระดูกจะบิดเร็วกว่าเด็กน้ำหนักปกติ
หากถามหาความตระหนักต่อโรคอ้วนของพ่อแม่ตอนนี้ บอกได้เลยค่ะว่าพ่อแม่มีความรู้เรื่องผลกระทบของโรคอ้วน แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับลูกอย่างไร แล้วก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาตัวเองอย่างไรก็ปล่อยเลยตามเลย
ทั่วโลกตื่นตัวกลัวอ้วน
หากคุณแม่ได้ติดตามข่าวเป็นระยะๆ จะเห็นว่าทุกแระเทศทั่วโลกมีการตื่นตัวและวาวมาตรการป้องกันโรคอ้วนกันเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาที่ได้ออกกฎต่างๆ เช่น ห้ามนำเค้กวันเกิดไปโรงเรียน ควบคุมการโฆษณาขนมเด็กทางทีวี อย่างที่แคลิฟอร์เนียก็จะให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย รณรงค์ให้มีสัปดาห์ปิดทีวี ไปจนถึงกระบวนการเรียนสุขศึกษาที่เปลี่ยนแปลง เช่นในแต่ละวันตารางเรียนที่เด็กจัดก็จะมีอาหารออกมาให้ด้วยว่าเมนูวันนี้คืออะไร กี่แคลอรี ถ้ากินแล้วจะเผาผลาญพลังงานอย่างไร เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยเราเอง ตอนนี้ได้มีการวางมาตรการป้องกันและแก้ไขโรคอ้วนคืบหน้าไปส่วนหนึ่งแล้วค่ะ ลองมาดูกันดีกว่าว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้มีอะไรบ้าง
ปิดประตูบานแรกของการ "ติดหวาน"
บันไดขั้นแรกที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานทำไปแล้ว คือการปิดประตูบานแรกสู่การกินหวานของลูกเล็ก ด้วยการเปลี่ยนร่างกฎกระทรวงเดิมฉบับที่ 156-157 เป็นฉบับ 286-287 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาเกือบปีแล้ว ซึ่งคุณหมอสุริยเดว ทรีปาตีบอกว่ามีเนื้อหาใจความสำคัญอยู่ที่ห้ามเติมน้ำตาลอื่นนอกจากแลคโตส หรือคาร์โบไฮเดรตประเภทอื่นที่มีความหวานน้อยกว่าหรือเท่ากับแลกโตส ในนมผงสูตรต่อเนื่องสำหรับเด็ก 6 เดือนถึง 3 ปี
ในความรู้สึกของพ่อแม่ที่เคยสำรวจในหลายพื้นที่พบว่านมยังมีความจำเป็นต่อชีวิตลูกแรกเกิดถึง 3 ปีมาก ซึ่งตามทฤษฎีวิชาการก็บอกว่าอาหารหลักแรกเกิดถึง 1 ปี พอพ้น 1 ปีขึ้นไปค่อยเริ่มมีอาหารเพิ่มเข้ามาเป็นอาหารเสริม ถ้าเป็นของคู่กันอยู่แล้วสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิดถึง3 ปี ที่เป็นโอกาสทองในการเรียนรู้ของเขา ก็คือต้องหยิบยื่นอะไรที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ใช่หยิบยื่นสิ่งที่ผิดธรรมชาติ
เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานจึงขยับก้าวแรกสำหรับนมสูตรต่อเนื่อง ไม่ให้เติมน้ำตาลอื่นนอกจากแลกโตส หรือคาร์โบไฮเดรตประเภทอื่นที่มีความหวานน้อยกว่าหรือเท่ากับน้ำตาลแลกโตสเท่านั้น อันนี้คือจุดประสงค์หลักที่ต้องการให้อาหารหลักสำคัญต่อชีวิตลูก ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขลงนามประกาศใช้กฎหมายนี้ไปปีกว่าๆ แล้ว เรียกว่าไทยเป็นประเทศต้นๆ ของโลกที่มีกฎหมายแบบนี้
แต่แค่กฎกระทรวงนี้ป้องกันนมสำหรับสูตรต่อเนื่องเท่านั้น แต่นมสูตรสองที่ใช้สำหรับเด็กโตจำพวก 1plus 2plus 3plus กฎกระทรวงฉบับนี้ไม่ได้ไปรองรับ กว่าครึ่งของนมกลุ่ม plus จึงเติมน้ำตาลเพิ่มอยู่แล้ว ตรงนี้คือจุดอ่อนที่น่าลำบากใจที่ยังไม่สามารถปกป้องสุขภาพของเด็กได้เต็มที่ทีเดียว
สำหรับคุณแม่ที่ลูกอายุ 1 ปีขึ้นไปคุณหมอสุริยเดวแนะนำว่า สามารถให้ดื่มนมพาสเจอร์ไรซ์ชนิดจืดทั่วไปได้ และควรจำกัดปริมาณในการกินให้นมกลายมาเป็นอาหารเสริมแทนค่ะ
ติดไฟสัญญาณเตือน "ฉลากขนม"
ต้องยอมรับค่ะว่า คนไทยไม่คุ้นเคยกับการอ่านฉลากโภชนาการเท่าใดนัก อาจจะเป็นเพราะว่าข้อมูลและฉลากโภชนาการที่มีอยู่นั้นเข้าใจยาก ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมิได้นิ่งนอนใจ เพราะเล็งเห็นว่าเรื่องโภชนาการก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อโรคอ้วนและมีผลต่อสุขภาพของคนเหมือนกัน
รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล จะมาเปิดเผยความคืบหน้าของฉลากโภชนาการให้ฟังค่ะ
โครงการทำสัญลักษณ์หรือฉลากโภชนาการแบบให้เข้าใจง่าย คณะผู้ทำงานได้ลองทำเป็นโมเดลต่างๆ ว่าจะทำเป็นลักษณะไหน เมื่อทำการศึกษาเสร็จก็นำไปทดสอบกับผู้ปกครองและเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่ง ดูว่ามีความเข้าใจในสัญลักษณ์ต่างๆ แค่ไหน ผลสรุปออกมามี 2 ลักษณะ คือติดดาวและไฟเขียวเหลืองแดง
เมื่อไปคุยกับทาง อย. (องค์การอาหารและยา) ที่ดูแลในเรื่องของการประกาศหรือการผลิต อย. มีความเห็นว่าการที่จะให้ขนมมาติดไฟเขียวเหลืองแดงหรือติดดาว จะต้องวิเคราะห์สารอาหารในขนมก่อนว่ามีสารอะไรมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าเป็นติดดาวจะค่อนข้างใช้งบประมาณสูงก็เลยตกไป เหลือติดไปเขียวเหลืองแดง ซึ่งจะวิเคราะห์เพียงเรื่องพลังงาน ไขมัน น้ำตาล โซเดียม และคอเลสเตอรอล แต่วิตามินและแร่ธาตุจะไม่แสดงออกตรงนี้
แม้ว่าจะมีข้ำสรุปที่ออกมาชัดเจนแล้วแต่ขนมตามท้องตลอดบ้านเราก็ยังไม่มีจนมติดไฟเขียวเหลืองแดงให้เห็นนะคะเพราะตอนนี้ทาง อย. ไม่ได้กำหนดให้ทุกผลิตภัณฑ์ต้องมีสัญลักษณ์นี้ เพียงแต่บอกว่าถ้าใครจะเป็นคนนำร่องให้เริ่มเป็นแบบสมัครใจไปก่อน ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใดพร้อมจะทำตามให้ไปรับสัญลักษณ์ไฟเขียวเหลืองแดง ที่ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำเป็นต้นแบบเอาไว้มาทดลองใช้ได้เลยค่ะ
"ค่ายวัยใส" ใส่ใจสุขภาพ
ค่ายลดน้ำหนัก เป็นอีกหนทางหนึ่งที่นิยมใช้แก้ปัญหาโรคอ้วนในหลายประเทศประเทศไทยเองก็มีการจัดค่ายแบบนี้อยู่หลายแห่ง เช่น ค่ายที่จัดเองในโรงเรียน เช่น ที่โรงเรียนสตรีวิทยา ค่ายที่จัดโดยหน่วยงานของรัฐ เช่นที่โรงพยาบาลรามาธิบดีหรือหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์อนามัย ชุมชน หรือโรงพยาบาลต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการจัดค่ายลดน้ำหนักนี้เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กได้มาร่วมทำกิจกรรมที่จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพในช่วงที่เหมาะสม
รศ.พญ.อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ เป็นอีกผู้หนึ่งที่จัดโครงการค่ายวัยใสใส่ใจสุขภาพของโรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าให้ฟังถึงการจัดค่ายลดน้ำหนักว่า
ที่มาของการจัดค่ายเริ่มจากเด้กที่มารักษาที่คลินิกลดน้ำหนักใช้เวลากับแพทย์ไม่นานนัก ซึ่งเราคิดว่ายังไม่พอเพียงที่จะทำให้มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การจัดค่ายจึงน่าจะทำให้ได้แรงบันดาลใจจากกลุ่มกันเอง โดยมีผู้ดำเนินการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และทางด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเข้าร่วมเป็นวิทยากร
ความรู้ที่พ่อแม่และเด็กจะได้รับไปจากค่าย มีตั้งแต่ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลควบคุมน้ำหนักตัว ความเข้าใจเรื่องโรคอ้วนอย่างถูกต้อง รวมทั้งเรื่องผลเสียที่เกิดจากโรคนี้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการเลือกรับประทานอาหารที่จะทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ปลอดภัยและสามารถทำได้จริง และยังมุ่งเน้นให้ปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง
โครงการวัยใสใส่ใจสุขภาพปี 2550 นี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยจะรับเด็กโตและช่วงวัยรุ่นอายุ 10-18 ปี ประมาณ 30 คน มาเข้าค่ายแบบไป-กลับ เหนือสิ่งอื่นใดที่ผู้ร่วมค่ายจะได้รับมิใช่เพียงแค่ความรู้ทางทฤษฎีแต่เป็นการได้ลองปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่องเวลา 5 วัน ถือว่าเป็นการฝึกที่จริงจังและเต็มที่ ดีกว่าการรักษาเป็นครั้งคราวค่ะ
ดูๆ ไปแล้วโรคอ้วนเหมือนเป็นภัยเงียบที่พ่อแม่อาจจะคิดไม่ถึงหรือลืมตระหนักไปว่าจะนำโรคภัยไข้เจ็บมาสู่ลูกตลอดชีวิตหนทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนกับลูก ยอมเห็นลูกร้องไห้เพราะไม่ได้ (กิน) ตามความต้องการดีกว่าพ่อแม่ต้องมาร้องไห้เมื่อแก้ไขไม่ทันท่วงที.
(update 7 กันยายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.139 May 2007]
|