ฉบับที่แล้ว ผมพูดถึงเรื่องของเด็กกับเกมคอมพิวเตอร์ โดยบอกว่าสังคมไทยกำลังเข้าใจผิดคิดว่าเกมคอมพิวเตอร์จะช่วยให้เด็กไทยเก่งจนสามารถไปแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ ซึ่งความเข้าใจผิดอันนี้น่ากลัวมาก เพราระหากพ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็เชื่อเช่นนี้ และหาทางให้ลูกได้สัมผัสเกมคอมพิวเตอร์โดยไม่เฉลียวใจว่าเกมคอมพิวเตอร์นั้นมันมีข้อเสียซ่อนอยู่มากมายฉบับนี้ผมมีเรื่องราวของ รามานุจัน ยอดอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ของโลกมาเล่าให้ฟังครับ
ขณะนี้มีข้อมูลว่าลูกหลานไทยประมาณ 1 ใน 4 หมกมุ่นอยู่กับเกมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เด็กเหล่านี้จะใช้เวลาประมาณวันละ 4 ชั่วโมง ในการเล่นเกม ทำให้เด็กไม่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเขาเลย ที่สำคัญเกมเหล่านี้สามารถทำให้เด็กเสพติดได้
อีกเรื่องที่น่ากลัวก็คือ บ้านเราไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการจำหน่ายหรือการให้บริการเกมออนไลน์ ไม่ว่าจะเกมดิบ ถ่อย เถื่อน รุนแรง หรือมีการล่วงละเมิดศีลธรรมจรรยาอย่างไร เด็กๆ ของเราเข้าถึงได้หมด และพวกเขาก็จะซึมซับเอาความดิบ ถ่อย เถื่อนเหล่านี้เข้าไป แล้วก็จะมีนิสัยใจคอเหมือนตัวละครในเกมลองหลับตาดูนะครับ ว่าอนาคตของสังคมไทยจะเป็นอย่างไร
รู้จักนักคณิตศาสตร์ของโลก คงเคยได้ยินคำว่า อินเดีย หรือ Chindia กันบ้าง คำๆ นี้เกิดขึ้นจากคำว่า China และ India เป็นคำที่ตอกย้ำให้ผู้คนเห็นความยิ่งใหญ่ของจีนและอินเดียในปัจจุบันและอนาคต เพราะปัจจุบันจีนและอินเดียมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างมากหลายคนมองว่าศูนย์กลางความเจริญเติบโตของโลกในอนาคตจะอยู่ที่ 2 ประเทศนี่เอง น่าสนใจมากครับว่าอะไรคือปัจจัยส่งเสริมเรื่องนี้
ฉบับที่แล้วผมยังได้เกริ่นถึง ศรีนิวาส รามานุจัน ยอดอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ของโลก ซึ่งเป็นคนอินเดียไว้ ฉบับนี้ก็เลยต้องเล่าต่อเพื่อให้ท่านผู้อ่านมองเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่น่าจะเป็นเหตุทำให้คนๆ นี้กลายเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ปราดเปรื่องของโลก ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร่ำเรียนอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย และแน่นอน รามานุจัน ไม่รู้จักเกมคอมพิวเตอร์ครับ
รามานุจัน เกิดที่ Madras (ปัจจุบันคือ Shennei) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย พ่อเป็นเสมียนร้านขายผ้า แม่เป็นแม่บ้านมีลำไพ่พิเศษด้วยการรับจ้างเป็นนักร้องเพลงสวดในโบสถ์ฮินดูด้วยความที่พ่อต้องทำงานนอกบ้านตลอด และน้องๆ ที่ได้เกิดตามหลังมาหลายคนเกิดเสียชีวิตตั้งแต่เล็กๆ ทำให้รามานุจันกลายเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว เขาจึงใกล้ชิดแม่มาก และแน่นอนเพลงสวดคือสิ่งหนึ่งที่ได้ยินจากแม่
ผมเดาว่าบรรยากาศก็คงเหมือนกับบ้านเราสมัยก่อนที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ร้องเพลงกล่อมลูกนั่นแหละ ว่ากันว่ารามานุจันฟังแม่ร้องเพลงสวดกล่อมจนกระทั่งเขาเองก็สามารถร้องเพลงสวดได้เป็นอย่างดี ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับบทเพลงของรามานุจันก็คล้ายๆ ประสบการณ์ของอัลเบิร์ตไอนสไตน์ ที่ได้ฟังเพลงเปียโนของแม่เป็นประจำตั้งแต่เด็กๆ
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายคนก็เริ่มสงสัยว่า ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้คนทั้ง 2 มีความปราดเปรื่องด้านคณิตศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะเขาเชื่อว่าดนตรีมีอิทธิพลต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Temporal Reasoning) ของมนุษย์ และความสามารถอันนี้แหละ เป็นพื้นฐานสำคัญของความเข้าใจในเรื่องของคณิตศาสตร์
Carnatic Music : ดนตรีสร้างคนเก่ง
A. Alikhan ได้เขียนบทความถึงรามานุจันในนิตยสาร TAJ In House Magazine ในปี พ.ศ.2533 ว่าผู้คนทางตอนใต้ของอินเดียมีคนเก่งคณิตศาสตร์มากกว่าคนภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศเขาสงสัยว่าดนตรีพื้นเมืองในแถบอินเดียตอนใต้ที่เรียกว่า Cornatic Music น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นแบบนี้ เพราะโครงสร้างของชนิดนี้มีความชัดเจนและมีรูปแบบทางคณิตศาสตร์ด้วยรูปแบบของดนตรีแบบนี้ น่าจะส่งผลต่อการทำงานของความคิดและการใช้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของผู้คนในแถบนี้ ซึ่งก็รวมทั้งรามานุจันด้วย
บทความดังกล่าวถูกเขียนขึ้นก่อนที่ กอร์ดอน ชอร์ และฟรานซิส เราส์เชอร์จะค้นพบว่าดนตรีทำให้ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของคนเพิ่มขึ้นถึง 3 ปี ซึ่งก็แสดงว่านอกจาก กอร์ดอน ชอร์ และฟรานซิส เราส์เชอร์ และก็ยังมีคนอื่นๆ ที่มีความสงสัยและสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับความสามารถทางคณิตศาสตร์ของคนเรา
สืบทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น
ผมเคยเดินไปประชุมที่เมืองไฮเดอราบัด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก มัดราส และที่ บังกาลอร์ ซึ่งอยู่ใต้ดินของอินเดีย เกี่ยวกับภาวะปัญญาอ่อนที่องค์การอนามัยโลกจัดขึ้น สิ่งที่ผมพบเห็นในการประชุมที่สถาบันสุขภาพจิต เมืองไฮเดอราบัด และที่สถาบันจิตเวชศาสตร์และประศาสตร์วิทยาศาสตร์ เมืองบังกาลอร์ มี 2 อย่างที่คล้ายกัน
อย่างแรก คือ การค้นคว้าวิจัยและบันทึกเรื่องราวที่ค้นพบไว้เป็นลายลักษณ์อักษรของนักวิชาการอินเดีย เรื่องราวที่พวกเขาค้นพบแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องใหญ่ พวกเขาบันทึกพิมพ์เก็บไว้ในห้องสมุดหรือหอเกียรติยศ (Hall Of Fame) เต็มไปหมด ใครใคร่รู้ ใคร่ค้นคว้า ก็สามารถหาอ่านได้
อย่างที่สอง คือ การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ ในการประชุมแต่ละครั้ง นักวิชาการอินเดียไม่ว่าจะเป็นหมอ นักจิตวิทยา นักการศึกษาพิเศษ เขาจะถามเพื่อแย้ง อภิปรายแลกเปลี่ยนประเด็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่กลัวคนถูกถามจะโกรธ และจริงๆ แล้ว พวกเขาไม่โกรธกัน จบการประชุมแล้วก็กินข้าว จิบกาแฟอย่างเป็นกันเอง เหมือนกับไม่เคยมีเหตุการณ์โจมตีทางความคิดซึ่งกันและกันอย่างเผ็ดร้อนมาก่อนนี้เลย
ทั้ง 2 เรื่อง ที่ผมได้พบเห็นมาด้วยตนเอง ผมคิดว่านี่คือวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา เราต่างทราบกันดีแล้วครับว่า ความรู้ใหม่เกิดจากการได้รู้ว่าความรู้เก่ามีอะไรบ้าง แล้วเอาความรู้นั้นมาสร้าง มาต่อยอดเป็นความรู้ใหม่และเราก็ทราบว่าความรู้ใหม่นั้นมันเกิดจาการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทั้ง 2 อย่าง ผมได้พบเห็นในแวดวงวิชาการของอินเดียมาแล้ว
วัฒนธรรมแห่งดนตรี วัฒนธรรมของการบันทึก จดจารความรู้ไว้ให้คนอื่นๆ ได้ศึกษาเรียนรู้ต่อ วัฒนธรรมการถก อภิปรายความรู้ต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา และสร้างสรรค์ โดยไม่มีบรรยากาศของความโกรธเคืองต่อกัน นี่คือ 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่ผมคิดว่าคือสิ่งที่ทำให้อินเดียสามารถพัฒนาตนเองด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจจนทำให้ในหลายๆ ประเทศในโลกมองด้วยความสนใจและอิจฉาในปัจจุบัน
เกือบลืมบอกไปครับว่า ตลอดเวลาที่เข้าประชุมที่ไฮเดอราบัดและที่บังกาลอร์ ไม่มีจิตแพทย์ นักจิตวิทยาหรือกุมารแพทย์ของประเทศอินเดียที่ประชุมด้วยกันคนไหน จะบ่นถึงปัญหาเด็กติดเกมคอมพิวเตอร์ในบ้านเขาให้ได้ยินเลยครับ!!!.
(update 13 กันยายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 295 สิงหาคม 2550 ]
|