เกือบ 50 ปีมาแล้ว ดร.อัลเฟรด โทมาติส ศัลยแพทย์ด้านหู คอ จมูก ชาวฝรั่งเศส ได้เริ่มต้นใช้วิธีรักษาปัญหาความผิดปกติในการพูด ด้วยการให้ผู้ป่วยฟังเพลง ฟังดูหลายคนอาจจะรู้สึกแปลกว่ามันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เพราะถ้ามีปัญหาด้านการพูด สิ่งที่ต้องทำก็คือการฝึกพูด ไม่ใช่การฟังเพลงจริงๆ มันเกี่ยวข้องกันครับ ระหว่างการได้ยินและการพูดหรือภาษาพูด จะว่าไป ดร.โทมาติส นี่แหละที่เป็นจุดประกายให้เกิดคำว่า Mozart Effect ที่กำลังเป็นที่ฮือฮาอยู่ในตอนนี้ เพราะกระบวนการที่ ดร.โทมาติส ใช้ในการรักษาการพูดของคนไข้ด้วยการใช้เสียงดนตรีนั้น เขาเรียกมันว่า Tomatis Effect หรือ Tomatis Method
ดร.โทมาติส เชื่อว่า การที่คนเราจะพูดได้ชัดเจนนั้น จะต้องได้ยินชัดเจนก่อน เพราะการพูดเป็นทักษะทีเกิดจากการฝึกฝนซึ่งมาจากการได้ยิน เมื่อได้ยินเสียงพูดของคนอื่นเราก็จะเลียนเสียงนั้นเป็นคำพูดออกมา หากได้ยินไม่ชัดเจน แน่นอนการเลียนเสียงก็จะผิดเพี้ยนไป ซึ่งก็หมายความว่าจะเกิดการพูดไม่ชัดขึ้น หรือยิ่งถ้าไม่ได้ยินเสียงเลยก็ไม่รู้ว่าจะเอาเสียงอะไรเป็นต้นแบบให้หัดพูดก็เลยพูดไม่ได้ ดังนั้น เราจึงพบเสมอว่าคนหูหนวกมักจะเป็นใบ้ไปด้วย เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงที่จะเป็นต้นแบบให้หัดพูดนั่นเอง
ในหูมนุษย์มีอวัยวะชนิดหนึ่งเรียกว่า Organ of Corti ทำหน้าที่ในการรับการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่ผ่านแก้วหูของเราเข้าไป Organ of Corti จะทำหน้าที่แปลงคลื่นสั่นสะเทือนของเสียงนี้ให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อส่งไปยังสมองของเราที่ทำหน้าที่ในการได้ยินเรื่องต่างๆ Organ of Corti และวงจรสมองที่รับช่วงส่งสัญญาณต่อไปยังสมองที่เกี่ยวกับการได้ยิน จึงเป็นวงจรที่สำคัญของการได้ยินและการพัฒนาภาษาของมนุษย์
บนแถบรับเสียงที่อยู่ใน Organ of Corti แต่ละจุดจะรับสัญญาณเสียงที่มีความถี่แตกต่างกัน ถ้าจุดใดจุดหนึ่งของแถบรับเสียงนี้บกพร่องไป ก็แสดงว่าเราจะไม่ได้ยินเสียงในย่านความถี่นั้นๆ หรือได้ยินไม่ชัดเจนสมบูรณ์ หรือหากวงจรที่รับช่วงสัญญาณต่อบกพร่องไป เราก็จะไม่ได้ยินหรือได้ยินไม่ชัดเจนเช่นกัน ดังนั้นพัฒนาการที่สมบูรณ์ของอวัยวะรับเสียง หรือ Organ of Corti และ วงจรต่อเนื่องจึงมีความสำคัญต่อการได้ยิน และนั่นก็หมายความว่ามันมีผลต่อพัฒนาการของภาษาพูดของเราด้วย
การที่จะทำให้อวัยวะรับเสียงในหูของเราหรือ Organ of Corti และวงจรต่อเนื่องมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ได้นั้น มีวิธีการเดียวก็คือการกระตุ้นการทำงานของมัน และการกระตุ้นจะต้องทำอย่างสมบูรณ์ นั่นคือให้ครบทุกย่านความถี่ที่หูของเราจะต้องได้ยิน โดยปกติมนุษย์เราจะได้ยินเสียงที่อยู่ในย่านความถี่ 20-20,000 Hz นั่นก็แปลว่าเราจะต้องหาเสียงที่มีคุณสมบัติแบบนี้มากระตุ้น บอกได้เลยครับว่ามีเพียงเสยงดนตรีเท่านั้นที่มีย่านความถี่กว้างแบบนี้ เพราะเครื่องดนตรีซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเสียงมีหลากหลายชนิด ตั้งแต่ชนิดเสียงทุ้มต่ำ ความถี่ต่ำๆ ไปจนถึงชนิดที่มีเสียงสูง หรือความถี่สูงๆ
และนี่คือคำอธิบายแนวคิดที่ ดร.โทมาติส ใช้ในการรักษาคนไข้ของเขา เมื่อเสียงเข้าไปกระตุ้นอวัยวะรับเสียง วงจรต่อเนื่องจนกระทั่งไปถึงบริเวณของสมองที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน เซลล์ของสมองที่อยู่ในวงจรนี้ก็จะเกิดการแตกกิ่งก้านสาขาต่อเชื่อมกัน เป็นวงจรที่สมบูรณ์และแข็งแรง การได้ยินก็จะสมบูรณ์ขึ้น ผลที่ตามมาพัฒนาการของภาษาพูดก็สมบูรณ์ตามไปด้วย นี่แหละครับคือที่มาของสิ่งที่เรียกว่า เสียงเพลง
ที่มาของภาษา
เมื่อภาษามีความสมบูรณ์ การสื่อสารก็จะมีความสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพตามไปด้วย
การเรียนรู้ของมนุษย์นั้นอาศัยภาษาและการสื่อสารเป็นเครื่องมือที่สำคัญ หากภาษาและการสื่อสารดี การเรียนรู้ก็จะมีคุณภาพดีไปด้วย ถ้าจะพูดแบบสรุปย่นย่อก็สามารถพูดได้ว่า การฟังเพลงช่วยให้การเรียนรู้ของมนุษย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ เสียงเพลง
ที่มาของภาษาและการเรียนรู้ นั่นเอง
ผู้อ่านที่ติดตาม รักลูก มาตลอด ก็คงจะจำได้ว่า Mozart Effect นั้น หมายถึง อิทธิพลของดนตรีที่มีต่อจิตใจ ความคิดสติปัญญาของมนุษย์ สิ่งที่เล่ามาตั้งแต่ต้นนี่แหละครับ คือ อีกตัวอย่างหนึ่งของ Mozart Effect.
(update 19 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 279 เมษายน 2549 ]
|