ผู้ปกครองบางคนอาจคิดว่า ดนตรีและศิลปะนั้น ไม่ได้ให้สาระประโยชน์กับสติปัญญาของลูก นอกจากความบันเทิงใจคลายเครียดเท่านั้น แต่จากงานวิจัยและนักวิชาการต่างยืนยันผลของการกระตุ้นพัฒนาการลูกด้วยดนตรีและศิลปะว่าสามารถพัฒนาไอคิวของลูกรักได้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย
ดนตรี-ศิลปะ สามารถพัฒนาสติปัญญาของลูกได้จริงหรือ!
คุณพ่อคุณแม่ทราบดีว่าช่วงขวบปีแรกของชีวิต เส้นใยสมองของลูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการกระตุ้นจากการเลี้ยงดูผ่านสิ่งแวดล้อมผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การมอง การฟัง การสัมผัส การได้กลิ่น และการรับรส
การฟังเสียงจึงเป็นหนึ่งในการพัฒนาเซลล์สมอง กิจกรรมที่ง่ายที่สุด คือการฟังเสียงดนตรี ซึ่งทำให้สมองทั้งซีกขวาและซ้ายทำงานไปพร้อมๆ กันคือ สมองซีกขวารับรู้ถึงความไพเราะ ความรู้สึกผ่อนคลาย ส่วนสมองซีกซ้ายรับรู้ตัวโน้ตและจังหวะ เปรียบเสมือนการอ่านหนังสือ ที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาและการใช้เหตุผล เสียงดนตรีจึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในรการพัฒนาไอคิวและอีคิวของลูกไปพร้อมๆ กัน การฟังดนตรีจึงช่วยกระตุ้นให้มีการสื่อสารข้อมูลของสมองส่วนต่างๆ ทำงานได้อย่างเชื่อมโยงและราบรื่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิกที่มีจังหวะช้า ฟังสบาย เป็นเสียงดนตรีที่สมบูรณ์ มีครบทุกเครื่องเสียง ประพันธ์เพลงและนักดนตรีมีฝีมือ ใช้ความละเอียดนำเสียงที่ไพเราะมาเรียบเรียงให้เกิดเป็นเพลง จังหวะ ท่วงทำนอง และความกลมกลืนของเสียง ทำให้สมองลูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เพลงคลาสสิกยังทำให้สภาวะจิตใจสงบ กล้ามเนื้อสมองผ่อนคลายจึงพร้อมรับข้อมูลความรู้ต่างๆ ทำให้เรียนรู้ได้ดี
นักวิจัยมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐฯ ทำการทดลองให้หนูฟังเพลง Mozart Sonata 12 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน พบว่าหนูมีการพัฒนาด้านมิติสัมพันธ์มากขึ้น สามารวิ่งหาทางออกจากเขาวงกตได้ดีกว่าหนูกลุ่มที่ไม่ได้ฟังเพลง ทั้งนี้มีงานวิจัยทางดนตรีหลายชิ้นที่เลือกใช้เพลงของ Mozart โดยเฉพาะเพลง Mozart Sonata เพราะเป็นเพลงที่ปลุกเร้าผู้ฟังให้ตื่นตัวตั้งแต่ต้นจนจบ อีกทั้งยังมีความสมดุลของการบรรเลงเปียโน 2 ตัว มีองค์ประกอบและโครงสร้างของเพลงที่เรียบเรียงได้อย่างเหมาะเจาะ
รศ.พญ. ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญสมองเด็ก กล่าวไว้ในหนังสือสร้างลูกอัจฉริยะในสหัสวรรษใหม่ ถึงนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า การเรียนเปียโนทำให้สมองพัฒนา เพราะผู้เล่นต้องเกิดมโนภาพ เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งคีย์เปียโนกับเสียง ทำให้สมองสร้างเส้นใยสมองเพื่อคิดเชื่อมโยงระหว่างตำแหน่งของคีย์เปียโนกับเสียงที่เกิดขึ้น
ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล กล่าวว่า ถ้านักเรียนวิธีการคิดเลข เช่น 22 คำตอบมันก็มีเพียงคำตอบเดียวคือ เท่ากับ 4 สมองมันคิดเป็นขั้นตอนเพียงหนเดียว จะติดพลิกแพลงเป็นเลขตัวอื่นไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นคำตอบที่ผิด แต่ถ้าให้ลูกวาดรูปดอกไม้ดอกหนึ่งสมองมันจะต้องใช้กระบวนการคิดทบไปทบมาหลายครั้ง เช่น วาดรูปดอกไม้ ต้องคิดตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะต้องวาดดอกไม้อะไร มีกลีบดอกเยอะไหม ต้องวาดทีละกลีบ กลับดอกจะซ้อนหรือว่าแบนมีชั้นเดียว และต้องระบายสีอีก จะใช้สีอะไร ใส่ใบไม้ลักษณะแบบไหน กี่ใบ ฉะนั้นการทำงานผ่านศิลปะ ความคิดของเด็กจึงต้องทำงานเป็นขั้นจาก 1-2-3-4-5
.ไปเรื่อยๆ ขณะที่การคิดเลขมันแค่ 2 2 = 4 คิดกี่ครั้งๆ ก็ได้ 4 เท่ากับเป็นการคิดครั้งเดียวจบ
ฉะนั้นกระบวนการทำงานศิลปะ เช่น การวาดภาพมีผลต่อการพัฒนาสมองและจิตนาการ ฝึกสมองให้คิดทบหลายครั้ง ทำให้สมองคิดตลอดเวลาและแต่ละครั้งก็คือ การแก้ปัญหา เปรียบเทียบ คิดออก เลือกทำ สมองจึงทำงานอยู่เรื่อยๆ ฝึกบ่อยๆ หลายๆ ครั้ง สมองของลูกก็เหมือนได้รับความคม มีดทื่อๆ ถ้าได้ลับหลายๆ ครั้งก็จะคม
อาจารย์สังคม ทองมี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ศิลปะมีผลต่อการพัฒนาเด็กทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา อารมณ์ จิตใจ สังคม ศิลปะพัฒนาสมองของเด็ก ด้วยการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเอง กับสังคม และโลก เมื่อมองย้อนไปในยุคกรีก โรมัน จะเห็นการพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมในเชิงประวัติศาสตร์ ชนใดมีความคิดสร้างสรรค์สูง จะสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับโลก เหตุนี้ชาวต่างชาติจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน แต่การจะพัฒนาคนได้ เชื่อว่าต้องพัฒนาความคิดของคนก่อน เมื่อคนมีความคิดที่ดีและสร้างสรรค์จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นเขาจึงมองศิลปะเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่เล็ก การจัดระเบียบการเรียนการสอนในโรงเรียน จะใช้ศิลปะไปสัมพันธ์กับกระบวนการเรียนรู้ เกิดการเรียนแบบบูรณาการ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ จะให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์ โดยให้ศึกษาโบราณสถานไปด้วย วาดรูปไปด้วย ทั้งที่วิชานั้นไม่ใช่วิชาศิลปะ ไม่ว่าเด็กจะเรียนคณิตศาสตร์ หรือวิชาใดๆ จะนำศิลปะไปช่วยทำให้เด็กเกิดความเข้าใจไดลึกซึ้ง และจำได้ดีกว่าที่จะแยกเรียนเป็นวิชา มานั่งท่องจำเป็นวิชาๆ
รศ.พญ. ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญสมองเด็ก กล่าวสอดคล้องในเรื่องนี้ว่า นักการศึกษาบางคนเชื่อว่าการศึกษาเรียนรู้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่เรื่องของศิลปะมาช่วย ปัจจุบันมีการเรียนที่มีการสอนบางระบบใช้ศิลปะเป็นวิธีการสอนเรื่องต่างๆ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ดนตรีและศิลปะสามารถสร้างความฉลาดให้กับลูกได้ มิใช่เป็นเพียงแค่กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ สร้างความสนุกสนานอย่างไร้สาระ แต่ให้คุณค่าด้านจิตใจและสติปัญญาได้
ดนตรีกับพัฒนาการทางร่างกายของลูก
ผศ.ดร. อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ได้กล่าวถึง ศิลปะและดนตรีกับเด็กไว้ในหนังสือชุดสร้างลูกให้เป็นอัจฉริยะ ว่าจากการศึกษาเรื่องนี้ พบว่าเด็กแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการทางดนตรีขึ้นอยู่กับวัย เพราะขีดความสามารถทางสมอง ร่างกายประสบการณ์ ฯลฯ มีการแบ่งช่วงอายุคร่าวๆ ที่จะเห็นชัดว่าเด็กแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน
เด็กอายุ 2 ขวบ สามารถร้องเพลงเป็นท่อนสั้นๆ อาจจะผิดเสียงบ้าง พอ 3 ขวบ อาจร้องได้ทั้งเพลง
อายุ 4 ขวบ ร้องถูกจังหวะจะโคนทั้งเนื้อและทำนอง แต่ไม่สามารถทำเสียงตามดนตรีได้ถึงแม้ว่าเด็กโดยทั่วไปจะทำได้คล้ายคลึงกันเพราะเด็กทุกคนมีดนตรีในหัวใจเป็นทุนอยู่แล้วแต่เด็กที่สนใจหรือมีพรสวรรค์ทางดนตรีก็จะแสดงออกถึงความสนใจในเสียง ผิดกับเด็กวัยเดียวกัน โดยที่พ่อแม่อาจยังไม่แน่ใจ
เมื่ออายุ 5-6 ขวบ จะมีความก้าวหน้าทางดนตรีอย่างชัดเจนผิดไปจากวัยต้นๆ วัยนี้อาจจะส่อแววชัดเจนขึ้นว่าลูกอาจเป็น ศิลปินเดี่ยว
อายุ 7-11 ขวบ เป็นช่วงที่พัฒนาการทางดนตรีสูงที่สุด เด็กที่มีความเป็นเลิศทางดนตรีจะฉายแววชัดเจนในวัยระหว่าง 6-10 ขวบมากที่สุด
ในช่วงวัยนี้ เด็กจะแสดงออกถึงความสามารถเกือบเต็มรูปแบบ เรียกว่าทั้งฟัง ทั้งร้อง ทั้งเต้น บางคนก้าวหน้าขนาดเขียนเนื้อเพลงง่ายๆ ได้แล้วก็ร้องตามที่ใจตัวเองปรารถนา และเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงวัยนี้เราพบเด็กผู้หญิงที่ ฉายแววดารา มากกว่าเด็กผู้ชาย แต่พอโตขึ้นก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่
หลังจาก 11 ขวบ วัยนี้เป็นวัยสำคัญถึงขั้นตอนว่าจะมีโอกาสพัฒนาเป็นโมสาร์ทเต็มตัวหรือจะถูก กัก อยู่กับครูที่ต้อง ซ่อม วิชาเลขบ้าง ไวยากรณ์หรือภาษาบ้าง เพราะวัยนี้มีกิจกรรมที่โรงเรียนเต็มไปหมด สภาพแวดล้อมทั้งที่บ้านและในโรงเรียน รวมถึงความเข้าใจของพ่อแม่ที่สนับสนุนลูกได้มากน้อยเพียงไร เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอัจฉริยภาพของเด็กพวกนี้ให้โดดเด่นหรือหดหายไปก็ได้เช่นกัน
เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กด้วย "สี-ดนตรี"
ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กอัจฉริยะกล่าวว่า ควรใช้ศาสตร์ด้านประสาทวิทยา ส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็ก พร้อมแนะนำว่าควรนำสิ่วรอบตัวมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น สี ระบุควรใช้สีที่เป็นกลางและเป็นธรรมชาติ จะช่วยเสริมสร้างสมาธิ และไม่ตัดพลังการเรียนรู้ ขณะที่เสียงดนตรีก็สามารถส่งผลดีต่อการเรียนได้เช่นกัน
ผศ.ดร. อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ รองประธานโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) กล่าวว่า สังคมไทยควรจะดึงศาสตร์ต่างๆ เข้ามาช่วยการเรียนรู้ของเด็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ในต่างประเทศจะใช้ศาสตร์ด้านประสาทวิทยา หรือการศึกษาด้านสมองร่วมกับการเรียนรู้และระบบการเรียนรู้จิตใตสำนึก ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ทรงอิทธิพลและมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กมากกว่าการเรียนรู้ที่ทำกันในปัจจุบัน
พลังแห่งดนตรี-ศิลปะและสีบำบัด
เด็กนั้นเรียนจากการซึมผ่าน เห็นตัวอย่างจากความรู้สึก ประสบการณ์ แรงจูงใจ ประสาทสัมผัสหลายๆ ส่วน และพลังงานรอบๆ ตัวมากมายที่เรามองข้าม แต่เราไม่เคยนำสิ่งที่มีอยู่รอบตัวมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ เช่น สีบำบัด สามารถนำมาใช้ในชั้นเรียน โดยเริ่มตั้งแต่การทาสีห้องเรียน ซึ่งจะมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างสีฟ้า ทำให้การเต้นของหัวใจลดลง ช่วยลดความดันโลหิต ทำให้เกิดความสงบ เกิดสมาธิ ส่งผลที่ดีต่อการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องชุดนักเรียน เก้าอี้ โต๊ะ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อการเรียนรู้แทบทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างเช่น เสื้อสีขาวที่ไม่เจิดจ้ามากนัก ก็จะช่วยดงพลังต่างๆ ให้ส่งผ่านมาที่สมองได้ดีขึ้น ทั้งนี้ห้องเรียนที่เป็นสี่เหลี่ยมจะปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งห้องเรียนที่มีความโค้งจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กได้ดีกว่า ซึ่งห้องเรียนสี่เหลี่ยมสามารถแก้ไขการเรียนรู้ของเด็กได้โดยการนำกระถางต้นไม้ไปวางไว้บริเวณมุมห้อง
นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า เสียงดนตรีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง แต่ต้องเป็นดนตรีที่มีจังหวะ และความถี่ที่พอเหมาะ ผศ.ดร. อุษณีย์ กล่าวว่า ในต่างประเทศเขามีการวิจัยเสียงดนตรี จังหวะดนตรีแบบหนส่งผลดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่สังคมไทยยังไม่เคยทำ ถ้าเราเข้าใจศาสตร์เหล่านี้ เวลาที่เราออกแบบโรงเรียนหรือสถานศึกษา มักจะส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การออกแบบโรงเรียนหรือห้องเรียน จึงต้องมีความพิถีพิถันและมีหลักการเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยดี
ผศ.ดร. อุษณีย์ กล่าวต่อว่า ความรู้ด้านการแพทย์และด้านจิตวิทยาสามารถช่วยในเรื่องการเรียนรู้ของเด็กได้ โดยที่ไม่ต้องรอให้เด็กเจ็บป่วยก่อน ซึ่งศาสตร์เหล่านี้จะเข้ามาช่วยให้เด็กก้าวผ่านความยากลำบากของการเรียนรู้ เช่น มีเด็กคนหนึ่งมาปรึกษาว่าสอบตกทุกวิชา พ่อแม่ก็บอกว่าเด็กดูฉลาด แต่ทำไมสอบตก พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่องจึงส่งไปตรวจเพราะสันนิษฐานว่าเด็กมีปัญหาเรื่องการได้ยิน แต่พอไปตรวจวัดหูก็ได้ยินปกติ อย่างไรก็ตาม เมื่อสังเกตจะพบว่าเด็กมีการรับรู้ทางการได้ยินไม่สมบูรณ์ ถ้าพูดใกล้ๆ เห็นหน้าชัดๆ เด็กเข้าใจรู้เรื่อง แต่เมื่อใดที่ครูหันหลังเด็กจะไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ สุดท้ายจึงรู้ว่าเมื่อเด็กได้รับคลื่นเสียงมาแล้ว แต่กว่าจะส่งไปประมวลระบบประมวณผลของเขาช้ากว่าคนอื่นถึง 1 เท่าตัว เด็กจึงแสดงอาการออกเหมือนฟังได้ไม่หมด ดังนั้น วิธีแก้ไขให้เขานั่งเรียนโต๊ะหน้า และครุต้องพูดให้ช้าลง จะเห็นว่าปัญหาการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน เด็กเรียนไม่เต็มศักยภาพ เนื่องมาจากมีสิ่งปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็ก พ่อ แม่ ครู ต้องสังเกต และร่วมแก้ไข ถ้าเรานำศาสตร์ต่างๆ เข้ามาช่วยในวินิจฉัยปัญหาการเรียนรู้จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีและเต็มศักยภาพมากขึ้น
สีเครื่องแบบมีผลกับการเรียนรู้
นอกจากนี้ เครื่องแบบหรือชุดนักเรียนของเด็กๆ นั้น ผู้ใหญ่มักคิดแทนเด็ก โดยเฉพาะโรงเรียนอนุบาล ใช้สีฉูดฉาด เช่น สีแดง สีม่วง สีส้ม เป็นต้น ซึ่งสีที่เราเห็นนั้นไม่ใช่สีกลาง และมันจะไปตัดพลังการเรียนรู้ของเด็กคนใดคนหนึ่งในชั้นเรียน ดังนั้น ชุดนักเรียน หรือโต๊ะเก้าอี้ ควรเป็นสีธรรมชาติเช่น สีไม้ สีนวลๆ สีขาว ถ้าเป็นชุดนักเรียน เสื้อนั้นเป็นสีขาว กางเกงเป็นสีน้ำเงิน สีเขียว หรือสีในกลุ่มเอิร์ธโทน จะช่วยในเรื่องการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี
เสียงเพลงรักษาโรค
การวิจัยในต่างประเทศพบว่าโน้ตดนตรีบางตัวในคลื่นความถี่จำเพาะ สามารถเปลี่ยนสีและขนาดของเซลล์เม็ดเลือดได้ เช่น โน้ต A สามารถเปลี่ยนเม็ดเลือดจากสีแดงเป็นสีชมพู โน้ต C ทำให้เซลล์ยืดยาวขึ้น โน้ต E ทำให้รูปร่างเซลล์กล้ามขึ้น นอกจากนี้ โน้ตระหว่าง A-B ในคลื่นความถี่ประมาณ 400-480 Hz สามารถทำให้เซลล์มะเร็งแตกสลายได้ จึงได้ มีการนำเอาเสียงดนตรีมาใช้ในการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคออทิสซึ่ม เด็กที่เป็นโรคออทิสซึ่มที่ไม่สามารถพูดจาสื่อสารได้เมื่อเข้ารับการรักษาโดยการใช้เสียงดนตรีประกอบแสงสี คาดกันว่าคลื่นความถี่ตัวโน้ตดนตรีบางตัวจะมีคลื่นความถี่เดียวกันกับเซลล์บางตัวหรือเซลล์บางชนิดในร่างกาย เมื่อคลื่นความถี่บรรเลงเป็นคลื่นความถี่เดียวกัน ร่างกายก็จะปรับสมดุลได้
เพลงที่ใช้ควรเป็นดนตรีบรรเลง อาจเป็นเพลงคลาสสิก หรือเพลงบรรเลงแบบไทยเดิมก็ได้ นั่งฟังในห้องเงียบๆ ทำใจให้สบาย หายใจเข้ายาวๆ ลึกๆ แล้วในขณะที่ฟังเพลงให้กำหนดจิตตามเสียงดนตรีไปจนสุด การกำหนดจิตนี้ให้กำหนดตรงบริเวณตาที่ 3 หรือบริเวณเหนือหัวคิ้ว ถ้าในเพลงมีเสียงฉิ่ง คุณอาจใช้จิตตามเสียงฉิ่งไปจนสุดเสียง คุณจะสังเกตเห็นว่าเสียงฉิ่งมีการสั่นสะเทือนซึ่งจะดังอยู่ในเวลาพอสมควรและคลื่นนี้จะมากระทบกับบางส่วนของร่างกายคุณทำให้คุณรู้สึกเจ็บบริเวณนั้น
ดนตรีชิ้นไหนเหมาะที่สุด
คุณอาจจะถามว่าจะตามเสียงเครื่องดนตรีชิ้นไหนดีในเมื่อเพลงแต่ละเพลงมีเสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้นจะบรรเลงด้วยกัน คุณตามเสียงเพลงนั้นไป แล้วอาจจะมีช่วงหนึ่งหรือบางช่วงที่มีเสียงดนตรีชิ้นใดชิ้นหนึ่งดังเด่นกว่าชิ้นอื่นคุณก็ตามเสียงดนตรีชิ้นนั้นไปจนสุดเสียง ตราบใดที่คุณทำใจให้สบาย แล้วใช้จิตตามไป ไม่ต้องซีเรียสกับมันมาก คุณจะเริ่มสังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกาย เช่น คุณอาจจะรู้สึกว่ามีอะไรมากระทุ้งที่คอคุณเป็นจังหวะ และมีความรู้สึกเหมือนคนกระหายน้ำ หรือบางคนอาจจะมีความรู้สึกว่ามีคลื่นสั่นสะเทือนอยู่บริเวณเท้า บางคนอาจจะรู้สึกโล่งโปร่งบริเวณศรีษะเหมือนกับว่าคลื่นพลังงานความเครียดได้ไหลออกจากศรีษะ
เลือกเพลงที่เหมาะกับตัวเอง
การใช้จิตตามเสียงเพลงไป การเลือกเพลงที่เหมาะสมคุณสามารถใช้เสียงเพลงรักษาโรคให้ตัวเองได้ มีข้อแนะนำว่าผู้ที่ขาไม่ค่อยแข็งแรงควรเลือกดนตรีที่ค่อนข้างคึกคักหน่อย และมีจังหวะกลองดนตรีที่เหมาะสมกับจังหวะหัวใจมักจะเป็นเพลงรักหวานชื่น ฟังแล้วเกิดความรู้สึกดรแมนติก ดนตรีที่เหมาะสมกับคนเครียดคือ ดนตรีที่ฟังแล้วมีความรู้สึกโล่ง สมองปลอดโปร่ง ถ้าฟังเพลงแล้วเกิดอาการเครียด หนวกหู กวนประสาท ก็แสดงว่าเสียงเหล่านั้นมีคลื่นที่ต่างจากคลื่นของคุณ
การวิจัยในประเทศอังกฤษ โดยการใช้เสียงเพลงของโมสาร์ท (Mozart) เปิดให้นักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว และปัญหาด้านการเรียนรู้ฟังทุกวัน พบว่าเด็กเหล่านี้เรียนดีขึ้นมากและตั้งใจเรียน พฤติกรรมก้าวร้าวก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เสียงเพลงจึงน่าจะมีผลกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนเราด้วย (ข้อมูลจากนิตยสารหญิงไทย)
ศิลปะบำบัด (Art Therapy)
คือ การใช้กิจกรรมทางศิลปะเพื่อวินิจฉัยหาข้อบกพร่อง ความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตใจ และเพื่อใช้กิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสม ช่วยในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้น
ศิลปะบำบัด มีประโยชน์ในด้านการพัฒนาอารมณ์ สติปัญญา สมาธิ ความคิด สร้างสรรค์ รวมถึงการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และการประสานงานเคลื่อนไหวของร่างกายนอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสื่อสาร และเสริมสร้างทักษะสังคมด้วย
นับเป็นทางเลือกในการดูแลรักษารูปแบบหนึ่งที่ช่วยเสริมการดูแลรักษาโดยวิธีอื่นๆ เพื่อลดปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม เสริมสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ ของกลุ่มเด็กพิเศษกลุ่มต่างๆ รวมถึงเด็กที่มีปัญหาด้านอารมณ์ หรือปัญหาด้านพฤติกรรม สามารถนำศิลปะบำบัดมาใช้ ช่วยเสริม เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาได้เป็นอย่างดี
ศิลปะ คือหนทางแห่งการปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ตามความต้องการของแต่ละคน เด็กก็เช่นกัน พวกเขาต้องการสิทธิเสรีภาพ ที่จะแสดงออกซึ่งความต้องการของเขาอย่างมีความสุข พวกเขาต้องการโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเขาเองในด้านการเรียนการเล่น และการแสดงออกต่างๆ
การประเมินผลการดูแลรักษา ด้วยศิลปะบำบัด เน้นที่กระบวนการ และกิจกรรมทางศิลปะแต่ไม่ได้เน้นที่ผลงานทางศิลปะ
ศิลปะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ คือ ลักษณะของความคิดที่มีหลายมิติ หลายมุมมอง หลายทิศทาง สามารถคิดได้กว้างไกล ไร้กรอบ ไร้ขอบเขต ประกอบด้วย ความคิดริเริ่ม ความคล่องแคล่ว ความยืดหยุ่น และความละเอียดลออ นำไปสู่การคิด ประดิษฐ์ สิ่งแปลกใหม่และ บูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้มาจากประสบการณ์เดิม เชื่อโยงกับสถานการณ์ใหม่ สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ และเกิดนวัตกรรมตามมา
ศิลปะสามารถช่วยเพิ่มองค์ประกอบต่างๆ ของความคิดสร้างสรรค์ ทั้ง 4 ด้าน
- ความคิดริเริ่ม (Originality) ช่วยให้มีความคิดแปลกใหม่เกิดการนำความรู้เดิมมาคิดดัดแปลง และ ประยุกต์ให้เกิดเป็นสิ่งใหม่
- ความคล่องแคล่ว (Fluency) ช่วยให้มีความคิดที่ไม่ซ้ำในเรื่องเดียวกันไม่หมกมุ่น คิดวกวน สามารถคิดได้รวดเร็ว นำมาซึ่งการพูดที่คล่องแคล่ว และการกระทำที่รวดเร็ว
- ความยืดหยุ่น (Flexibility) ช่วยให้คิดได้หลากหลายมุมมองไม่ซ้ำรูปแบบหรือกรอบคิดแบบเดิม ไม่ยึดติด สามารถเห็นประโยชน์ของสิ่งของอย่างหนึ่งว่ามีอะไรบ้าง ได้หลายอย่าง
- ความละเอียดลออ (Elaboration) ช่วยให้มีความพิถีพิถันในการตกแต่งรายละเอียด ช่างสังเกตในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น หรือมองข้าม
ศิลปะพัฒนาอารมณ์
การนำศิลปะใช้ในการพัฒนาอารมณ์ จะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาด้านอารมณ์ และจิตใจ ได้ระบายปัญหา ความคับข้องใจ ความรู้สึกที่ซ้อนเร้นในใจ ผ่านออกมาทางงานศิลปะ ระบายอารมณ์ออกมาในหนทางที่สร้างสรรค์ ผ่านการวาดรูป ระบายสี การปั้น และกระบวนการอื่นๆ ทางศิลปะ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายลดความขุ่นมัวในจิตใจ สามารถยับยั้งและควบคุมได้ดีขึ้น มีสมาธิ ลดความตึงเครียด และความวิตกกังวลลงได้ในที่สุด
ศิลปะเสริมสร้างทักษะสังคม
ศิลปะช่วยให้เรียนรู้ทักษะสังคมผ่านการทำกิจกรรมศิลปะร่วมกันเป็นกลุ่ม รู้จักรอคอย ผลัดกันทำ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังเรียนรู้ที่จะแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความต้องการของตนเอง และการเข้าใจผู้อื่น โดยใช้ศิลปะเป็นสื่อ
ศิลปะพัฒนากล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว
ศิลปะตอบสนองการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างอิสระ และเป็นธรรมชาติตามระดับพัฒนาการของกล้ามเนื้อ และการประสานงานของการเคลื่อนไหวของร่างกายสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างเป้นขั้นตอนและ เป็นระบบจนบรรลุเป้าหมายงานที่กำหนดไว้ได้
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการสมองของเด็กสามารถกระตุ้นได้ด้วยดนตรีคลาสสิก
- ดนตรีคลาสสิกมีท่วงทำนองและจังหวะที่ซับซ้อนจงอาจช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดวิเคราะห์เหตุผลเงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญต่อการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ให้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
- การวิจัยพบว่าจังหวะ เสียงสูงต่ำ และความถี่ของดนตรีอาจช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนภาษาได้ดีขึ้น
- ดนตรีคลาสสิกอาจช่วยให้ทารกแรกเกิดรู้สึกสงบสบายขึ้น ทำให้สามารถรับรู้และเข้าใจสภาะแวดล้อมในระหว่างที่รู้สึกผ่อนคลายได้ดีขึ้น จึงช่วยให้ปรับตัวเข้ากับชีวิตหลังจากคลอดออกมาแล้ว ผลวิจัยพบว่าดนตรีอาจส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น
- การวิจัยพบว่าเด็กอายุ 3 เดือนที่เรียนรู้ทักษะง่ายๆ ขระฟังดนตรีคลาสสิกจะสามารถจำสิ่งที่ตนเรียนรู้แมว่าจะเปิดเพลงให้ฟังอีกครั้งหลังจากเจ็ดวันให้หลัง
- การศึกษาเด็กก่อนวัยเรียนที่ฝึกเล่นเปียโน กลุ่มที่ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ และกลุ่มที่ไม่ได้ฝึกฝนใดๆ พบว่าระหว่างวิจัยเด็กที่เล่นเปียโนเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีความสามารถเข้าใจเหตุผลของความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วเพิ่มขึ้นถึง 37%
- การศึกษากลุ่มเด็กอนุบาลพบว่าความสามารถในการจำแนกความสูงต่ำของเสียง สัมพันธ์กับทักษะการเรียนรู้ด้านการอ่านหนังสือ ดดยส่งผลให้เด็กสามารถเรียนรู้ในการเปล่งเสียงได้เร็วยิ่งขึ้น
(update 19 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.160 November 2006]
|