ดนตรี ความงาม ความดี และเซลล์กระจกเงา


ดนตรีที่ดีสามารถนำพาเด็กเข้าไปสู่สิ่งที่เรียกว่าสุนทรียภาพความงามซึ่งในที่สุดก็จะเชื่อมเข้าไปสู่ความดีได้และการปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรมโดยอาศัยหลักเรื่องของเหตุและผลก็จะสามารถบังเกิดผลได้

“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์
หรืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี
และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกเช่นกล่าวมานี่”

พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จาดเรื่อง เวนิส วานิช


บทพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปราชญ์ในสมัยก่อนมองว่า ดนตรีคือ เครื่องมือหล่อหลอมจิตใจมนุษย์ให้งดงาม ดนตรีคือวิชาที่คนชั้นสูงและปราชญ์จะต้องเรียนรู้เพื่อ “เพาะบ่ม” ตนเองให้เป็นคนที่สมบูรณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดนตรีกลับด้อยค่าลงถูกใช้เป็นเพียงแค่เครื่องบำเรออารมณ์ของมนุษย์ เป็นอาชีพของคนเต้นกินรำกิน ไม่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสังคม

ในอีกทางหนึ่งดนตรีก็กลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจ ที่ใช้เพื่อมอมเมาประชาชน ไม่ว่าจะใช้ในการโฆษณาสินค้าหรือสินค้าในธุรกิจบันเทิงที่มุ่งเพียงการขายความสนุกสนาน โดยไม่คำนึงถึงความงอกงามในจิตใจหรือจิตวิญญาณของมนุษย์เลย

อย่างไรก็ตาม หากจะมองอย่างพิจารณาในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็แสดงว่า แท้จริงดนตรีนั้นยังคงมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์อยู่ เพราะยังทำให้คนซื้อสินค้า ทำให้ธุรกิจบันเทิงเติบโตในแง่ของการทำหน้าที่หล่อหลอมชีวิตและจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ได้ถูกมองข้ามไปแค่นั้นเอง

เพราะอะไร จึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น???

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ง เพราะเมื่อวิทยาศาสตร์มีอิทธิพลมากขึ้น คนก็เริ่มมีกระบวนทัศน์ในการคิดแบบวิทยาศาสตร์มากขึ้น อะไรก็ตามที่ไม่สามารถตอบได้แบบวิทยาศาสตร์ก็จะถูกมองข้ามไป และบังเอิญในอดีตที่ผ่านมาดนตรีไม่เคยถูกพิสูจน์ตามหลักแบบวิทยาศาสตร์เลย ดังนั้น ความเชื่อถือในดนตรีจึงลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะในแง่ของการพิจารณาคุณค่าความเป็นมนุษย์

อีกประการหนึ่ง น่าจะเป็นจากค่านิยมหรือขนบประเพณีของสังคมไทยเราเอง สังคมไทยไม่เคยมองดนตรีว่าเป็นองค์ประกอบที่ช่วยทำให้ชีวิตมีสีสันขึ้นเท่านั้น ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีดนตรีก็ได้หรือจะมีก็ได้ จะเห็นได้จากชีวิตของคนไทย การละเล่นดนตรีจะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาว่างงานหรือเวลาเฉลิมฉลองอะไรสักอย่าง และเป็นไปเพื่อความครึกครื้นหรือผ่อนคลายเท่านั้น คนเล่นดนตรีไม่ได้ยึดเป็นเรื่องจริงจังหรือเป็นงานหลัก การเล่นดนตรีเป็นเพียงงานเสริมจากอาชีพหลักเท่านั้น ดนตรีไม่เคยถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือในการยกระดับจิตใจอย่างชัดเจน การสอนดนตรีก็มักจะเน้นไปที่การฝึกฝนเพื่อให้เป็นนักดนตรี มากกว่าการสอนให้รู้จักใช้ดนตรีเพื่อการพัฒนาตนเอง

จากเหตุผลทั้งสองนี้ จึงทำให้ดนตรีไม่สามารถโผล่ขึ้นมาเป็นองค์ประกอบสำคัญและมีคุณค่าพอในชีวิตคนไทย ทั้งๆ ที่ปราชญ์ตั้งแต่โบราณของเราคนแล้วคนเล่าต่างก็พูดถึงคุณค่าของดนตรีและดนตรีก็เป็นสิ่งแวดล้อมที่เราสัมผัสอยู่ในชีวิตของเราทุกวัน

ไม่นานมานี้ มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพาร์มา ประเทศอิตาลี ได้ค้นพบกลุ่มเซลล์กลุ่มหนึ่งในสมองของลิงโดยบังเอิญ เขาตั้งชื่อมันว่า “เซลล์กระจกเงา” (Mirror Neuron) เขาพบโดยการทดลองให้ลิงสังเกตท่าทางของมนุษย์ เพื่อดูว่าเมื่อลิงทำเลียนแบบท่าทางของมนุษย์ เซลล์ในสมองของลิงส่วนไหนบ้างที่จะทำงาน แต่เรากลับพบว่า แม้ลิงจะไม่ได้เคลื่อนไหวหรือเลียนแบบท่าทางของมนุษย์เลย เพียงแต่แค่มันนั่งมองเฉยๆ เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของอวัยวะ ซึ่งสอดคล้องกับท่าทางของมนุษย์ก็ยังคงทำงานอยู่ ราวกับว่าลิงตัวนั้นได้เคลื่อนไหวเพื่อเลียนแบบกิริยาของมนุษย์ เขาเลยตั้งชื่อมันว่า “เซลล์กระจกเงา” หรือ Mirror Neuron เพราะมันสะท้อนภาพการเคลื่อนไหวทุกอย่างของมนุษย์เข้าไป ราวกับว่ามันได้ทำตัวเป็นกระจกเงาเพื่อสะท้อนภาพที่มองเห็นนั่นเอง

การค้นพบครั้งนี้นำไปสู่ความสงสัยว่า ในมนุษย์จะมีปฏิกิริยาแบบนี้หรือไม่ จึงมีการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมกันมากมายทั้งในยุโรปและอเมริกา แล้วก็พบว่าเซลล์แบบนี้มีในสมองของมนุษย์เซลล์เหล่านี้นี่แหละ คือต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์ที่เกิดมาแล้วมีบุคลิก หรือนิสัยใจคอเหมือนกับคนอื่นๆ ในสังคม แล้วซึมซับเข้าไปเพื่อหล่อหลอมให้คนเป็นแบบนั้นแบบนี้ ตามแต่ผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเราจะกำหนด

เซลล์เหล่านี้ คือสิ่งที่ช่วยอธิบายทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกของมนุษย์ที่เราใช้อยู่เกือบทุกทฤษฎี ให้มีความแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นไปอีก หรือหากจะกล่าวสั้นๆ ก็คือ “สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไรเซลล์กระจกเงาก็จะทำหน้าที่หล่อหลอมมนุษย์ให้เป็นไปตามที่สิ่งแวดล้อมกำหนด” นั่นเอง

ดร. ชินอิชิ ซูซูกิ (Shinichi Suzuki) ครูสอนดนตรีชาวญี่ปุ่นได้กล่าวไว้ในหนังสือ Nurture with love ว่า “มนุษย์คือผลิตผลของสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ดีและงดงามย่อมหล่อหลอมให้มนุษย์เติบโตเป็นคนที่ดีและงดงาม” และ “ดนตรีที่งดงามคือสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งจะหล่อหลอมให้มนุษย์มีจิตใจงดงามตามไปด้วย (Beautiful sound makes beautiful heart.)” ดร.ซูซูกิ เขียนหนังสือเล่มนี้จากประสบการณ์อันยาวนานในการสอนดนตรีเด็กนับพันๆ หมื่นๆ ทั้งในญี่ปุ่น และในอเมริกา แล้วเฝ้าติดตามสังเกตการเจริญเติบโตของเด็กที่เป็นลูกศิษย์ทุกคน สุนทรียภาพความงดงามที่เด็กๆ ได้รับจากสิ่งแวดล้อมทางดนตรี ส่งผลให้เด็กเหล่านี้ล้วนเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคม

จากประสบการณ์ดังกล่าวของ ดร.ซูซูกิ หากเรามองด้วยกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัดแล้ว เราอาจจะไม่ได้บทเรียนอะไรเลยจากประสบการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ แต่หากเรามองด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งจะค้นพบใหม่ คือมองในเรื่องเซลล์กระจกเงาหรือ Mirror Neuron สิ่งที่ดร. ซูซูกิค้นพบนั้นก็ดูจะมีน้ำหนักขึ้นมาโดยทันที

จะว่าไปแล้วดนตรีก็คือภาษาชนิดหนึ่ง ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด หรือข้อมูลระหว่างมนุษย์ได้ ดนตรีที่ละเมียดละไมและงดงาม ทำให้เรารับรู้ถึงความงดงามได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า สุนทรียภาพของความงามที่เราสัมผัสได้จากดนตรี ดนตรีที่หยาบกระด้างก้าวร้าวก็สัมผัสได้เช่นกัน

ความงาม ความละเมียดละไมที่เราได้สัมผัสจากดนตรี จะทำให้เซลล์กระจกเงาของเราซึมซับสัมผัสเข้าไป แล้วหล่อหลอมให้เรามีความงามความละเมียดละไมในตนเอง ความเป็นคนที่มองเห็นความงามในสิ่งต่างๆ รอบตัวจะทำให้เรารักและหวงแหนสิ่งนั้น นี่คือจุดเริ่มต้นของความดี ความดีที่เกิดจากสุนทรียภาพซึ่งจะเจริญงอกงามเป็นความดี เป็นคุณธรรมของมนุษย์ต่อไป

ผมคิดว่า นี่ล่ะคือเหตุผลที่จะมาอธิบายของพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ซึ่งผมได้กล่าวถึงในตอนต้นบทความว่าคนที่ไม่มีดนตรีในหัวใจย่อมไม่มีความงามในจิตใจ และไร้ซึ่งความดีงามนั่นเอง

บ้านเราตอนนี้กำลังเผชิญกับปัญหาพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนเยอะเหลือเกิน เด็กและเยาวชนของเราก้าวร้าว ขาดคุณธรรมมากขึ้น หยาบกระด้าง บางครั้งถึงกับเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ไปเลยก็มี สามารถทำสิ่งที่ก้าวล่วงต่อกฏหมายขนบธรรมเนียมประเพณีได้โดยไม่รู้สึกสะทกสะท้อนหรือละอายต่อบาปกรรมใดๆ เราได้แต่พยายามอบรมพวกเขาด้วยหลักแห่งความจริง หลักของเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ จงทำดี เด็กดีต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ว่านอนสอนง่าย อยู่ในระเบียบวินัย

ในขณะที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เต็มไปด้วยความเลวร้ายที่กระตุ้นให้เซลล์กระจกเงาของพวกเขาซึมซับเข้าไปอยู่ตลอดเวลาโดยเราลืมไปว่า สมองของเด็กในส่วนตัดสินผิดชอบชั่วดี การใช้เหตุผล ยังไม่เติบโตพอที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่ สมองของเด็กจะทำงานด้วยอารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก อะไรสนุกๆ อะไรที่ประทับใจ เซลล์กระจกเงาก็จะซึมซับสิ่งเหล่านั้นเข้าไป การสอนด้วยเหตุผลอย่างเดียวจึงไม่ได้ผล ต้องสอนด้วยสิ่งที่สามารถเข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ด้วย

ดนตรีคืออีกหนทางหนึ่งที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือได้ ดนตรีที่ดีสามารถนำพาเด็กเข้าไปสู่สิ่งที่เรียกว่าสุนทรียภาพ ความงามและในที่สุดก็จะเชื่อมเข้าไปสู่ความดีความดีได้ และการปลูกฝังเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม โดยอาศัยหลักของเหตุและผลก็จะสามารถบังเกิดผลได้

ถึงเวลาที่เราจะต้องหันกลับมามองคุณค่าของดนตรีใหม่มองอย่างเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ มองอย่างเห็นคุณค่าในการเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในชีวิต และหาทางที่จะใช้ประโยชน์จากดนตรีในการพัฒนาคุณค่าของเรา


(update 20 มกราคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 286 พฤศจิกายน 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600