แท้จริงแล้วการเปรียบเทียบเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่ที่รักลูกของตัวดั่งแก้วตาดวงใจ เมื่อไหร่ที่เรารักใครก็ย่อมอยากให้เขามีทุกอย่างดีที่สุด เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ได้รู้เห็นมาว่าคุณแม่หลายคนมักเปรียบเทียบลูกของตัวเองกับลูกคนอื่น
ธรรมชาติ ความคาดหวัง และสังคม : ตัวการเปรียบเทียบ
ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมด๊า
ธรรมดาค่ะ ที่คนเราจะเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง ไล่ไปตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้จนกระทั่วคนที่เรารัก ยิ่งคุณแม่ที่เฝ้าฟูมฟักลูกมาอย่างดีก็คงจะมีบ้างที่ (แอบ) เปรียบเทียบลูกตัวเองกับเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน แต่หัวข้อที่เปรียบเทียบนั้นเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับวัยของลูกเป็นหลักค่ะ ถ้าลุกวัยเบบี๋ที่ยังต้องดูแลเป็นพิเศษ เรื่องท็อปฮิตของคำถามเปรียบเทียบย่อมหนีไม่พ้นพัฒนาการด้านต่างๆ เช่น ทำไมลูกคนนั้นฟันขึ้นหลายซี่ ลูกเรามีฟันแค่ซี่เดียว ทำไมลูกคนนั้นคว่ำเองได้แล้วแต่ลูกเรายังคว่ำเองไม่ได้ ฯลฯ แต่ถ้าลูกเริ่มมีสังคมมากขึ้นจนเข้าสู่วัยอนุบาล หัวเรื่องของการเปรียบเทียบก็จะเปลี่ยนมาเป็นเรื่องพฤติกรรมและการเรียนเป็นหลักแล้วล่ะค่ะ
ฟังมาอย่างนี้หากจะบอกว่าเหตุของการเปรียบเทียบเกิดจากธรรมชาติ และมาจากตัวแม่ทั้งหมดก็คงจะไม่ถูกนักหรอกนะคะเพราะถ้าคนเป็นแม่ไม่ต้องมาแบกความคาดหวังจากคนรอบข้างว่าลูกต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือคอยตั้งแง่เปรียบเทียบให้เสร็จสรรพซะเลยว่าทำไมเลี้ยงลูกไม่ได้อย่างแม่คนนั้น คนเป็นแม่ก็คงไม่ค่อยกดดันมากสักเท่าไหร่
สุดท้ายสาเหตุที่สำคัญและมีผลต่อความคิดเปรียบเทียบมากที่สุดก็คือสังคมที่เราอยู่นี่แหละ เป็นตัวเร้าและกระตุ้นให้พ่อแม่ต้องต่อสู้แข่งขันกันสูงมาก จนเกิดการเปรียบเทียบไปโดยปริยาย เพราะฉะนั้นการที่เราเอาของรักของหวงของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนี่จึงเกิดได้ง่าย และกลายเป็นเรื่องปกติไปเลยล่ะค่ะคนที่ไม่เปรียบเทียบเลยสิถือว่าแปลกล่ะ
เปรียบเทียบ VS เปรียบเปรย
เอ..ทำไมลูกเรายังไม่พูดนะ แต่ลูกบ้านนั้นอายุเท่าลูกเราเขากลับพูดเป็นต่อยหอย
ทำไมแกยังไม่ยอมพูดสักที ทีลูกบ้านนั้นเขาก็อายุเท่ากันทำไมเขาพูดเก่งกว่าล่ะ
ลองพิจารณาดูให้ดี 2 ประโยคข้างบนนั้นแตกต่างกันทั้งๆ ที่เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกัน ถ้าคุณแม่เปรียบเทียบอย่างประโยคแรกที่ยกมานั้น ถือว่าคุณแม่รู้จักใช้ประโยชน์ของการเปรียบเทียบให้เป็นผลดีต่อลูกค่ะ เพราะคุณแม่ใช้เกณฑ์มาตรฐานจากคนรอบข้างที่เห็นที่จำเป็นจะต้องพัฒนาเพิ่มเติมให้ลูก พูดง่ายๆ ว่าทำไมเราฉุกใจคิดได้ว่าลูกเรามีอะไรบกพร่องหรือยังล่าช้าอยู่ค่ะ
ขณะเดียวกันประโยคเปรียบเทียบแบบที่สองนั้นเป็นการเปรียบเปรยมากกว่าเปรียบเทียบเพื่อมุ่งหวังประโยชน์ค่ะ เมื่อไหร่ที่คุณแม่ออกมายืนตะโกนเปรียบเทียบกับลูกทำนองนี้แทนที่จะได้ประโยชน์กลับทำให้ทั้งลูกและคุรแม่รู้สึกเจ็บปวด มีปมด้อย และย่อมส่งผลร้ายต่อความรู้สึกแบบเต็มๆ เชียวล่ะ
เปรียบเทียบแบบผิดๆ กระทบชีวิตระยะยาว
คงจะเห็นแล้วนะคะว่า การเปรียบเทียบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงให้เกิดขึ้นได้ยาก จึงอยากบอกคุณแม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เปรียบเทียบลูกอย่างไม่ยั้งคิด คนที่จะได้รับผลกระทบมีอยู่ 2 คนค่ะ คนแรกคือตัวแม่เอง ความรู้สึกแย่ของตัสเราเองที่เหมือนมีการแข่งขันและก็มองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา จะทำให้เราเป็นทุกข์ ไม่มีความสุขในการดูแลลูกเลย ผลเสียอันดับแรกเกิดกับชีวิตเราเต็มๆ ค่ะ
อีกคนที่ต้องรับผลกระทบคงหนีไม่พ้นลูก ไม่มีใครหรอกค่ะที่เห็นว่าพ่อแม่เปรียบเทียบเรากับคนอื่นแล้วจะรู้สึกว่าคนนั้นดีจังเลย แต่เราจะรู้สึกโกรธ รู้สึกน้อยใจในความเป็นตัวเอง ลูกก็จะลดทอนคุณค่าตัวเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ กลายเป็นคนปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้ยาก รวมถึงเป็นเด็กมองโลกในแง่ร้าย ทั้งที่จริงแล้วทุกคนเป็นเด็กมีศักยภาพในตัวเอง มีทิศทางในการเติบโต เพื่อเป็นตัวเขาเองได้อย่างงดงามอยู่แล้วค่ะ
เทคนิคการสื่อสาร : หัวใจสำคัญของการเปรียบเทียบ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณแม่คงจะเกิดคำถามขึ้นในใจใช่ไหมล่ะคะว่า ตกลงฉันควรจะเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่นไหมนี่ ? ต้องยอมรับค่ะว่าการพูดจาเปรียบเทียบมีผลทั้งดีและไม่ดีหากจะให้คุณแม่หยุดเปรียบเทียบไปเลยก็คลุมเคลือเพราะเหมือนจะไม่มีมาตรฐานในการช่วยมองบางอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าคุณแม่จะเปรียบเทียบแล้วอยากจะให้ตระหนักเรื่องต่อไปนี้ให้มากค่ะ
- คุณแม่ควรใช้ตัวอย่างเด็กคนอื่นที่เราเห็นเป็นแนวทางในใจเพื่อมีเกณฑ์เอาไว้ชี้วัด ซึ่งจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการมาคิดค้นหาวิธีการพัฒนาลูกของเราค่ะ
- ไม่ควรพูดจาภาษา I Message ที่บอกความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว เช่น แม่อยากให้ลูกเรียนเก่งๆ เหมือนลูกบ้านนั้น เป็นต้น
- มีเทคนิคการสื่อสารอย่างละมุนละม่อม ใช้เทคนิคการชี้ชวนจะดีกว่าการเปรียบเปรย เช่น แม่ว่าหนูน่าจะปั่นจักรยานได้นะ เสาร์นี้เราไปฝึกที่สวนรถไปดีไหมคะ?
การเปรียบเทียบย่อมมาพร้อมๆ กับความคาดหวังของคุณพ่อคุณแม่ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ก็ขอให้เตือนสติตนเองเสมอๆ ว่าระหว่างการคาดหวังและทำเพื่อลูก กับการาดหวังและทำเพื่อความต้องการของพ่อแม่เอง มีเพียงเส้นบางๆ คั่นอยู่นิดเดียวนะคะ
(update 20 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.141 July 2007]
|