ละคร คุณธรรม เซลล์กระจกเงา


...ละครโทรทัศน์บ้านเราหล่อหลอมเยาวชนไปในทางที่ไม่เหมาะสม...
...ละครโทรทัศน์ไทย เต็มไปด้วยฉากที่ไม่เหมาะกับเด็ก มีแต่ตบแล้วจูบ แย่งผู้ชาย แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ฯลฯ

นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองกลุ่มหนึ่ง และกลไกภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องเด็กและเยาวชน จนกระทั่งก่อให้เกิดความพยายามในการที่จะจัดระเบียบสื่อโทรทัศน์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การจัดเรตติ้งละครนั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบสุดท้ายยังมีการถกเถียงกันอยู่

ฝ่ายผู้ปกรองและกลไกภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการกป้องเด็กและเยาวชน จนกระทั่งก่อให้เกิดความพยายามในการที่จะจัดระเบียบสื่อโทรทัศน์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การจัดเรตติ้งละครนั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีคำตบสุดท้ายยังมีการถกเถียงกันอยู่

ฝ่ายผู้ปกครองและกลไกของภาครัฐ ก็พยายามที่จะอธิบายว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่ต้องลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ และสื่อมีผลต่อคุณภาพของเยาวชนลูกหลานเราอย่างไร จึงต้องมีการจัดระเบียบให้เหมาะสม ฝ่ายผู้ผลิตรายการหรือผู้ผลิตละครก็บอกว่า ละครมันสะท้อนความจริงในสังคม เยาวชนและลูกหลานของเราจะต้องได้เรียนรู้ ต้องได้เจออะไรที่มันร้ายๆ บ้าง ชีวิตจะได้แกร่ง

ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผลมากมายที่ยกมาโต้แย้งหักล้างกันส่วนสุดท้ายใครจะแพ้ ใครจะชนะ หรือจะพบกันครึ่งทางอย่างไรคงต้องรอดู แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น ผมขอเล่าถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างละครคุณธรรม และเซลล์กระจกเงา เพื่อที่ว่าเราจะได้มีคำตอบ หรือทางออกใหม่ๆ ให้กับปัญหานี้

ท่านผู้อ่านที่ติดตามอ่าน “รักลูก” อย่างสม่ำเสมอ คงจำได้ว่าผมเคยเล่าถึงการค้นพบเซลล์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในสมองของมนุษย์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี เขาตั้งชื่อว่า “เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron)” ซึ่งทำหน้าที่ของเซลล์ชนิดนี้ หากพูดสั้นๆ ก็คือ “การลอกเลียนแบบ” พฤติกรรมของคนอื่นที่ได้พบเห็นเอามาเป็นพฤติกรรมของตัวเอง เรียกได้ว่าเห็นอะไรมาก็ลอกเลียนแบบเลยหนังสือ Scientific Amrican Mind ได้สรุปหน้าที่ของเซลล์นี้เป็นประโยคสั้นๆ ว่า “Human see, Human do” แปลเป็นไทยได้ว่า คนเราเห็นอะไรก็จะทำแบบนั้น

แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องละครและคุณธรรมที่เราพูดถึง

ก่อนตอบคำถามขออธิบายการทำงานของเซลล์ชนิดนี้ก่อนเมื่อเราเห็นการกระทำของใครก็ตามที่แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายหรือเจตนาของการกระทำของคนนั้น มันจะกระตุ้นให้เซลล์ชนิดนี้เกิดการลอกเลียนแบบ หรือทำตาม ทั้งภายในสมอง (Internal Imitation) และด้วยพฤติกรรมการแสดงออกภายนอก (External Imitation) กระบวนการเลียนแบบทั้งภายในสมอง และท่าทางที่แสดงออกนี้ จะทำให้เราสามารถเข้าใจเจตนาในการกระทำของคนๆ นั้นได้อย่างแจ่มชัด และความเข้าใจในเจตนาหรือท่าทีของผู้อื่น นี่แหละคือตัวกำหนดว่า เราควรจะมีพฤติกรรมตอบสนองต่อท่าทีนั้นๆ อย่างไร

แต่ธรรมชาติหนึ่งของมนุษย์ คือมนุษย์จะมีสัญชาตญาณของความเป็นสัตว์สังคม การปรับพฤติกรรมตนเองให้สอดคล้องกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ ดังนั้นการแสดงออกทางพฤติกรรมเพื่อตอบสนองของเรา จึงมักเป็นไปในทางที่คล้อยตามเพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ นี่คือหน้าที่ของมัน

ปัญหาอยู่ที่ว่า เซลล์กระจกเงาไม่สามารถตัดสินผิดชอบชั่วดีในพฤติกรรมที่เราเห็นได้ ไม่ว่าจะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่มันจะไม่สนใจ มันจะจัดการลอกแบบและควบคุมเราโดยอัตโนมัติหลายท่านอาจค้านว่าไม่จริง จากประสบการณ์เราน่าจะสามารถเลือกได้ว่า จะทำตามหรือปฏิเสธที่จะทำตามแบบอย่างที่พบเห็นได้ซึ่งเรื่องนี้จริง แต่นั่นไม่ใช่การทำงานของเซลล์กระจกเงา

การที่เราเลือกจะทำตามบางเรื่อง หรือปฏิเสธบางเรื่องได้นั้นเป็นการทำงานของเซลล์สมองส่วนนั้น (prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่ในการใช้เหตุผลและตัดสินใจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อเซลล์กระจกเงาอีกทีหนึ่ง แต่สมองส่วนนี้จะเติบโตและทำงานได้อย่างเต็มที่ ก็ล่วงเข้าอายุ 20 ปีไปแล้ว ก็หมายความว่าในวัยเด็กนั้นเซลล์กระจกเงาจะมีอิทธิพลต่อการลอกเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ อย่างเต็มที่นั่นเอง

ทีนี้ขอพูดถึงเรื่องละคร เพื่อที่จะได้ย้อนไปโยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันระหว่าง ละครคุณธรรม และเซลล์กระจกเงาให้ชักอีกที

บังเอิญได้อ่านหนังสือ “ละครคุณธรรม” ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาแผ่นดินเชิงคุณธรรม โดย อาจารย์ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง แห่งคณะละครมรดกใหม่ ซึ่งน่าสนใจมาก ทำให้มองเห็นว่าละครเกี่ยวข้องกับเซลล์กระจกเงาของเราอย่างไร

อาจารย์ชลประคัลภ์เขียนเอาไว้ว่า ละครก็คือการเล่าเรื่องราวข้อเท็จจริง หรือความรู้ให้ผู้อื่น (ซึ่งก็คือผู้ดูละคร) ได้รับรู้ โดยการเล่าเรื่องราวเหล่านี้ เป็นการเล่าผ่านการแสดงของตัวละครหรือนักแสดง ด้วยการแสดงออกทั้งทางกายกรรมและวจีกรรมเพื่อน้อมนำให้ผู้ดูเห็นถึงมโนกรรม หรือความตั้งใจของนักแสดงว่าต้องการจะบอกเล่าความจริง ความรู้ หรือข้อมูลอะไรให้ได้รับรู้

ทีนี้เรามาลองวิเคราะห์ละครตามที่อาจารย์ชลประคัลภ์ได้อธิบายไว้ นั่นก็คือ ตัวละครมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงเจตนาและเมื่อพฤติกรรมนั้นมีเจตนามันจึงไปกระตุ้นให้เซลล์กระจกเงาของคนดูทำงาน เพื่อวิเคราะห์และตีความเจตนานั้นๆ แล้วสั่งการให้เกิดพฤติกรรมการตอบสนองที่เหมาะสมต่อไป

นี่คือคำอธิบายว่า ทำไมเราดูละครแล้วเราถึงต้องร้องไห้ ดีใจ เสียใจ ไปกับตัวละคร หรือที่ภาษาชาวบ้านเขาบอกว่า “อิน” กับเนื้อหาของละคร แต่ภาษาวิทยาศาสตร์เขาบอกว่า เซลล์กระจกเงาของเรากำลังทำงาน ความเข้าใจและอินไปกับละครนี่แหละ คือ ตัวหล่อหลอมโลกทัศน์ของเราเกี่ยวกับเรื่องราวนั้นๆ และสุดท้ายก็จะมีผลต่อพฤติกรรมของเรา ขึ้นอยู่ว่า สมองส่วนเหตุผล และความรู้ผิดชอบของเราจะทำงานได้ดีแค่ไหน

ถึงบรรทัดนี้คุณผู้อ่านคงพอมองเห็นแล้วว่า ละครนั้นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมหรือนิสัยของเราผ่านทางเซลล์กระจกเงามากน้อยเพียงไร สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆ ที่สมองเติบโตเต็มที่แล้ว ละครจะนำเสนออย่างไรก็คงไม่มีผลอะไรมากนัก เพราะสมองส่วนคิดทำงานได้เต็มที่แล้ว แต่สำหรับเด็กๆ ถ้าได้ดูละครดี พวกเขาก็จะซึมซับเรื่องดีๆ แต่ถ้าละครนั้นเต็มไปด้วยความเลวร้าย ลูกหลานของเราคงจะยังไม่แกร่งเพียงพอสำหรับความชั่วร้ายหรอกครับแต่เขาจะหยาบกร้านและชาชินไปกับมันเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะสมองส่วนคิดเขายังไม่ทำลาน มันจึงจะซึมซับทุกอย่างเข้าไปหมด

ละครนั้นหล่อหลอมคุณธรรมให้กับลูกหลานเราก็ได้ ปลูกฝังความเลวร้ายให้กับพวกเขาก็ไดเช่นกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอของละครนั้นๆ แล้วในฐานะคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครอง พวกเราจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้


(update 29 พฤศจิกายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่297 ตุลาคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600