ทำอย่างไรลูกถึงจะเรียนเก่ง มีสมาธิและความจำดี ?
นี่คือ โจทย์สุดฮิตของพ่อแม่ทุกคนครับ แล้วต่างก็แสวงหาวิธีทำให้ลูกมีสมาธิ เรียนเก่ง ความจำดี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล แต่บางครั้งก็เล่นเอาลูกย่ำแย่ไปเหมือนกัน เพราะสำลักวิธีการทั้งหลายที่พ่อแม่สรรหามาให้ ฉบับนี้เรามาคุยกันในเรื่องนี้ดีกว่าครับ คุณพ่อคุณแม่จะได้เข้าใจและใช้เป็นข้อมูล เป็นแนวทาง หรือประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกวิธีการไหนดี
สมาธิ การเรียนรู้ และความจำ
สมาธิ การเรียนรู้ และความจำ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน ถ้ามีสมาธิจะทำให้เกิดคุณภาพในการเรียนรู้ ซึ่งจะส่งผลต่อความเข้าใจความรู้และความจำ แล้วจะสร้างสมาธิได้อย่างไร
Robert Sylvester นักวิชาการด้านการเรียนรู้คนหนึ่ง กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า อารมณ์ทำให้เกิดความสนใจ และความสนใจทำให้เกิดการเรียนรู้ (Emotion drives attention, attention drive learning) หากจะขยายความต่อก็คือ ความรู้สึกหรือความประทับใจต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนทำให้เกิดความสนใจที่จะรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นมากขึ้น หากความสนใจมีพลังมากพอรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นมากขึ้น หากความสนใจมีพลังมากพอยาวนานพอ ก็จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ตามมา ความสนใจที่จดจ่อยาวนานต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งนี้เราเรียกว่า สมาธิ ครับ
ปัญหาคือ อะไรคือตัวการที่ทำให้เราเกิดความประทับใจ หันมาสนใจรายละเอียดเรื่องนั้นๆ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมด ในทางจิตวิทยาพบว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของมนุษย์ได้มีอยู่ 3-4 ลักษณะ ได้แก่ อะไรที่ใหม่ๆ อะไรที่มีการเคลื่อนไหวอะไรที่มีแสงวูบวาบฉูดฉาด รวมทั้งอะไรที่แรงๆ เช่น กลิ่นแรงๆ เสียงดังๆ เป็นต้น
สิ่งเร้าที่มีคุณสมบัติแบบนี้จะดึงความสนใจของคนได้ดี ดังนั้นเราจะเห็นว่าบรรดาสื่อโฆษณาทั้งหลายพยายามทำให้สื่อดึงความสนใจของคน แต่คุณสมบัติของสิ่งเร้าหรือสื่อแบบนี้ดึงความสนใจของเราได้ชั่วคราว ถ้าหากเนื้อหาหรือเรื่องราวที่อยู่ภายในไม่มีความหมายหรือไม่มีความเกี่ยวข้องกับเราเลย ฉะนั้นความหมายของสิ่งต่างๆ รอบตัวที่มีต่อตัวเราจึงเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสมาธิ การเรียนรู้ และความจำ ที่สำคัญที่สุดและมีอิทธิพลทำให้เกิดการเรียนรู้และสมาธิได้มากที่สุด
ประยุกต์ใช้เพื่อลูกเรียนรู้
คำถามคือเราจะประยุกต์ความรู้นี้กับการเรียนรู้ของลูกได้อย่างไร
สำหรับเด็กเรานำความรู้นี้ไปใช้ได้ง่ายมาก เพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมชาติที่สำคัญของเด็กพวกเขาเพิ่งจะลืมตาดูโลกอะไรที่อยู่รอบๆ ตัวดูน่าสนใจ มีความหมาย น่าเรียนรู้ น่าสำรวจตรวจตราไปหมดเสียทุกอย่าง โดยทั่วไปสิ่งที่มีความหมายสำหรับเด็กคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวนั่นเอง คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตดูว่าอะไรมีความหมายกับเขามากที่สุด เลือกมา 1 อย่างครับ เป็นอันว่าตอนนี้เราได้จุดที่จะเปิดไปสู่การเรียนรู้ และการพัฒนาสมาธิ รวมทั้งความจำของเขาแล้ว
ขั้นต่อไปคือ ทำให้ความสนใจนั้นแรงขึ้น ยาวนานขึ้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นธรรมชาติของพวกเขาให้ทำงานมากขึ้น วิธีการคือ ตั้งคำถาม ท้าทายให้แสวงหาคำตอบ หรือแม้แต่กระตุ้นให้เกิดความสงสัย ยิ่งเป็นคำถามปลายเปิด คำถามที่เจาะไปได้เรื่อยๆ ไม่มีจุดจบ ยิ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กๆ เราไม่เน้นคุณภาพของคำถามว่าจะมีเหตุผลหรือไม่ เพราะเรากำลังกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขา
แต่การสงสัยยังไม่ก่อให้เกิดสมาธิหรือการเรียนรู้ เมื่อลูกเกิดความสงสัย อย่าตอบคำถามโดยทันที สิ่งที่เราควรต้องทำคือเอื้ออำนวยและชวนให้ลูกแสวงหาคำตอบ เช่น ค้นคว้าจากหนังสือ อินเตอร์เน็ต พาไปศึกษารายละเอียดตามพิพิธภัณฑ์ หรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เด็กจะสนุกกับการแสวงหารายละเอียดนี่แหละครับ คือจุดเริ่มต้นของการทำให้ความสนใจยาวออกไป ซึ่งก็คือสมาธิที่จะเกิดขึ้นนั่นเองครับ
มาถึงขั้นตอนการสรุปความรู้ที่ได้จากการแสวงหา สิ่งที่พ่อแม่จะต้องทำก็คือ ให้ลูกสรุปสิ่งที่ได้มาด้วยตัวของเขาเอง อาจจะใช้การบันทึก การวาดเป็นรูป การทำเป็นเครื่องหมาย หรือแม้แต่การเล่าให้ฟังด้วยคำพุดของเขาเอง จะทำให้เด็กจำได้ดีกว่าไม่ต้องกลัวว่าลูกจะเรียนรู้ไปผิดๆ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นครับ
ถ้าสิ่งที่เขาสรุปมาผิด เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการตั้งคำถามกับคำตอบที่เขาได้ เช่น ยังมีคำตอบอื่นอีกหรือไม่ ถ้าการตั้งคำถามของเราท้าทายและน่าสนใจ เด็กจะแสวงหาคำตอบใหม่อีกเอง การเรียนรู้ที่ดีของเด็ก กระบวนการสำคัญกว่าคำตอบ เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ตลอดไป
ก่อนจะจบ ขอทบทวนให้สักนิดครับว่า การสร้างสมาธิและคุณภาพการเรียนรู้และความเข้าใจให้ลูกของเรานั้น ต้องเริ่มจากสิ่งที่เด็กสนใจหรือประทับใจ แล้วทำให้เกิดคำถามกับสิ่งนั่น สนับสนุนให้เกิดการหาคำตอบอย่างไม่สิ้นสุดแล้วให้เขาสรุปผลที่ได้ด้วยตัวเขาเอง หากคำตอบหรือความรู้ที่ได้มายังไม่ถูกต้อง ก็สร้างวิธีการสอบทานคำตอบนั่น ด้วยการสร้างคำถามต่อคำตอบ
คิดว่าคุณพ่อคุณแม่ที่ได้อ่าน คงจะเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้หากต้องการรายละเอียดมากกว่านี้จะอ่านในหนังสือ DLP สูตร D สร้างลูกเก่ง หนังสือเครือรักลูก ที่ผมและ คุณเกษม ตั้งทรงศักดิ์ จากพิพิษภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร ช่วยกันเขียนขึ้น
ขอเอาใจช่วยคุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่กำลังพยายามสร้างสมาธิและกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพใหั้กบลูกๆ ครับ
(update 7 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 293 มิถุนายน 2550 ]
|