มหัศจรรย์แห่งภาษากับการพัฒนาสมองของลูกน้อย


พัฒนาการทางภาษา เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ ภาษาเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการอันล้ำหน้าของมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นเผ่าเดียวในโลกที่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาพูด นักวิทยาศาสตร์พบว่า พัฒนาการทางภาษาส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยรวมของเด็กภาษาช่วยเสริมสร้างความสามารถในการคิด และการแก้ปัญหา ทั้งยังช่วยในการแสดงออกทางอารมณ์ และความรู้สึกอีกด้วย

สิ่งแวดล้อมของเด็กที่เต็มไปด้วยสรรพเสียง มีจังหวะ ทำนอง มีเสียงพูดของผู้คน จะช่วยให้การทำงานของสมองเด็กเกิดการพัฒนาที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาอย่างรวดเร็ว ช่วงวัยขวบปีแรกจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองของเด็กจะสร้างรากฐานอันถาวรสำหรับการพัฒนาทางภาษาในวัยต่อๆ ไป

Betty และ Todd R. Risley นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแคนซัส ได้ทำการวิจัยเด็กๆ จาก 42 ครอบครัว ที่พ่อแม่ใช้เวลาพูดคุยอย่างอบอุ่น และมีทีท่าที่ดีต่อลูกยามเมื่อยังอยู่ในวัยทารก เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้น จะมีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่ดีกว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้พูดคุยกับลูกมากนัก ดังนั้น เด็กที่เริ่มต้นพูดได้เร็วกว่าคนอื่นๆ จะมีแนวโน้มที่มีพัฒนาการทางภาษารวดเร็ว รวมทั้งมีระดับไอคิวที่สูงกว่า ซึ่งเด็กจะสามารถพูดได้เร็วนั้นขึ้นอยุ่กับพ่อแม่การที่พ่อแม่สอนพูดและได้พูดคุยกับลูกบ่อยๆ จะช่วยให้เด็กพัฒนาทั้งภาษาพูด และระดับสติปัญญา

จาการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กกลุ่มที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่พูดคุยด้วยโดยตรง (Directed Talk) บ่อยๆ อย่างบ่อยๆ สม่ำเสมอจะเป็นเด็กที่พูดได้เร็ว เขียน และอ่านได้ดี เป็นผู้ที่มีทักษะด้านการสื่อสารดี รวมทั้งยังทำคะแนนได้ดีในโรงเรียน และยังเป็นเด็กที่มีทักษะในด้านการคิดแก้ปัญหาได้เก่งกว่ากลุ่มเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ค่อยพูดคุยกับเด็กคุณพ่อคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจึงเป็นคนสำคัญที่สุดที่จะส่งเสริมให้ลูกรักมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดี

ทารกมีความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และสามารถตอบสนองสิ่งเหล่านั้น แม้ยังพูดจาสื่อสารไม่ได้ แต่ทารกก็มีภาษาต่างๆ ทั้งเสียงร้องและภาษากาย เพื่อแสดงออกให้ผู้ใหญ่เกิดความเข้าใจทั้งนี้พบว่ากล้ามเนื้อของทารกเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน จะมีการเคลื่อนไหวตอบสนองต่อเสียงแบบอัตโนมัติแล้ว เส้นใยประสาทและระบบประสาทต่างๆ ที่เติบโตและพัฒนาในครรภ์ก็พร้อมที่จะทำงานได้ทันทีหลังคลอด ดังนั้น เด็กจึงต้องการเพียงสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้ทางภาษามากขึ้น


พัฒนาการทางด้านภาษาของเจ้าตัวน้อย

โดยแท้จริงแล้ว เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ทางภาษาติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด การเรียนรู้ภาษาของเด็กจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ หากพ่อแม่สนใจพูดคุยกับลูกให้บ่อยครั้ง ก็จะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้และช่วยให้พัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว


พัฒนาการ และความสามารถทางภาษาตามวัย ตั้งแต่แรกเกิด-6 เดือน

ช่วงวัย พัฒนาการทางภาษา
เดือนที่ 1 ทำเสียงเบาๆ ในลำคอ หรือขยับแขนขา หรือร้องไห้ด้วยเสียงต่างๆเพื่อสื่อให้รู้ว่าต้องการอะไร เมื่อได้ยินเสียงคนก็จะส่งเสียงโต้ตอบ และเริ่มจดจำเสียงของพ่อแม่
เดือนที่ 2 เลียนแบบเสียงสั้นสระสั้นๆ ได้ ส่งเสียงคูๆ และมีความสนใจกับเสียงต่างๆ
เดือนที่ 3 บางครั้งหยุดมองพ่อแม่ แล้วส่งเสียงอ้อแอ้คล้ายกำลังพูดด้วย และจะส่งเสียงแสดงความไม่พอใจ หรือทำท่าหงุดหงิดเมื่อแม่หรือคนรู้จักเดินจากไป
เดือนที่ 4 ส่งเสียงอ้อแอ้นานขึ้น ถ้าพ่อแม่เล่นโต้ตอบกับลูกอาจนานราวๆ 15-20 นาที ทารกจะชอบเล่นน้ำลาย และส่งเสียงคล้ายเสียงพูด ส่งเสียงกิ๊กกั๊กบางครั้งหัวเราะเอิ๊กอ๊ากคล้ายกับจะพูดกับพ่อแม่ด้วยระดับเสียงสูงๆ ต่ำๆ
เดือนที่ 5 ออกเสียงสระต่างๆ ได้บางครั้งคล้ายเสียงพยัญชนะ “ม” หรือ “บ” วัยนี้ชอบจ้องดูปากคน และเลียนเสียงตามเมื่อมีคนมาเล่นเสียงด้วย เริ่มจดจำชื่อ สิ่งของต่างๆ ได้ดีขึ้น
เดือนที่ 6 ส่งเสียงแบบพยัญชนะมากขึ้น เปลี่ยนระดับเสียงได้มากขึ้น สามารถควบคุมเสียงได้ดีขึ้น ส่งเสียงบอกอารมณ์ต่างๆ สนุกกับการพูดคนเดียวโดยไม่สนใจว่าใครจะฟังหรือไม่เมื่อได้ยินเสียงที่น่าสนใจจะหันไปมอง


พ่อแม่จะใช้วิธีการพูดกับลูกอย่างไรบ้าง

พ่อแม่หลายท่านมักรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกที่จะพูดกับทารกเพราะคิดว่าทารกยังไม่น่าจะรู้เรื่องอะไรแต่ความจริงแล้วสมองของเด็กทารกมีความสามารถที่จะจดจำ และรับรู้ในสิ่งต่างๆ ที่พ่อแม่พูดกับเขาได้เป็นอย่างดี และจะแสดงในสิ่งที่พวกเขาจำได้ให้พ่อแม่ทราบเมื่อเขาโตขึ้น ดังนั้น พ่อแม่ควรคุยกับลูกบ่อยๆ เวลาเล่นกับลูก


พูดกับลูกให้บ่อยที่สุด

พ่อแม่ที่พูดกับลูกจะมีโอกาสพัฒนาภาษาของลูกในช่วงวัยต้นของชีวิตได้มาก จากการวิจัยพบว่าครอบครัวที่พูดคุยกับเด็กให้ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ เด็กอาจจะมีโอกาสได้รับรู้จำนวนของเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ถึง 13 ล้านคำ ครอบครัวที่ไม่ได้พูดคุยกับลูกจะมีจำนวนของเสียงน้อยกว่ากลุ่มแรกประมาณ 8 ล้านคำ หรือน้อยกว่า 62%


ไม่เพียงแต่ปริมาณคำที่พูดให้บ่อยครั้งเท่านั้นแต่คุณภาพในสิ่งที่พูดก็มีบทบาทต่อการพัฒนาภาษาที่ดี เช่น การพูดด้วยความรัก การแสดงถึงความผูกพันการพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน การยิ้มรับพยักหน้าหรือการพูดตอบกลับด้วยการอธิบายเพิ่มเติมก็จะช่วยให้ภาษาของลูกพัฒนาเร็วยิ่งขึ้น


การพูดโต้ตอบกับลูก

การพูดโต้ตอบด้วยน้ำเสียงที่น่าสนใจ การแสดงสีหน้า หรือท่าทางกับลูก ก็จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ถึงการอ่านสีหน้า อ่านท่าทางได้อย่างเข้าใจ ซึ่งเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษาภาษาที่ดีอย่างหนึ่งแต่ถ้าปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียว เล่นคนเดียว เมื่อโตขึ้นลูกดูแต่ทีวี หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการสื่อสารในด้านเดียว โดยไม่มีการโต้ตอบกลับก็จะกลายเป็นผลเสียต่อการพัฒนาภาษาและสติปัญญาของลูกในภายหลังได้


การพูดคุยช่วยเพิ่มคำศัพท์ให้ทารก

Janellen Huttenlocher ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ทำการศึกษาถึงสภาพแวดล้อมว่า มีผลต่อการพัฒนาคำศัพท์ต่างๆ ของทารก ความรู้ในการสร้างประโยคคำพูด และความฉลาดของทารกด้วยการศึกษาเด็กอายุ 16-26 เดือน จำนวน 22 คน พบว่า ความสามารถในการทำความเข้าใจคำศัพท์ได้อย่างรวดเร็วและความเฉลียวฉลาดของเด็กนั้น เป็นเพราะพ่อแม่ และคนในครอบครัวได้พูดคุยกับลูกบ่อยๆ


ทารกแสดงกิริยาในทารก (Body Sign) สื่อความหมายอะไร

เมื่อยังอยู่ในช่วงวัยทารก พัฒนาการทางร่างกายของลูกน้อยยังไม่พร้อมที่จะสื่อสารพ่อแม่ด้วยการพูด เส้นเสียงของเด็กจะพัฒนาพร้อมการขยับปาก ลิ้น ที่ใช้ในการพูดราวอายุ 16 เดือน หรือนานกว่านั้นโดยปกติแล้วเด็กจะไม่เริ่มพูดคำสองหรือสามพยางค์ จนกว่าจะอายุ 18 หรือ 21 เดือน แต่ช่วงเดือนแรกๆ ในชีวิตลูกนี้เอง เป็นช่วงที่มีความหมายอย่างยิ่งระหว่างพ่อแม่ลูกในการสื่อสัมพันธ์กัน

นักวิจัยด้านพฤติกรรมทารกระดับแนวหน้ากล่าวว่ามีการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ นั้น เป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการของทารก หากพ่อแม่เลี้ยงดูลูกโดยไม่พูดคุย หรือไม่พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ลูกกำลังจะสื่อสารก็จะเป็นการสกัดกั้นกระบวนการเรียนรู้ การพูด และการใช้ภาษาของทารกมากที่สุด

พ่อแม่สามารถกระตุ้นกระบวนการเรียนรู้ของลูก ด้วยการให้ลูกน้อยวัยทารกเรียนรู้การส่งสัญญาณสื่อสารระหว่างกัน ตั้งแต่ก่อนถึงวัยที่ลูกจะสามารถพูดได้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การรับรู้ข้อมูลของคนเรานั้นผ่านการมองเห็นถึง 90% ซึ่งหมายความว่า การมีหูตาที่ไวเป็นสิ่งสำคัญมากในพัฒนาการโดยรวมทั้งหมดของเรา

Dr.Eugne Johnson นักจิตวิทยาเด็กกล่าวว่า ในวัย 4 เดือนแรกเด็กสามารถจำเสียงและสิ่งของต่างๆ ได้ดี พอๆ กับการสำรวจดูส่วนต่างๆ ของร่างกาย พอ 8 เดือน เด็กสามารถเล่นกับคนอื่นๆ และเริ่มเลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่ ซึ่งเวลานี้เด็กพร้อมที่จะจะเรียนรู้สัญญาณมือต่างๆ แล้ว

การทำงานประสานกันระหว่างการมองเห็นกับกล้ามเนื้อ จะเริ่มต้นเร็วกว่าการพูดเพราะฉะนั้นเราจึงสามารถหัดให้ลูกใช้มือในการส่งสัญญาณก่อนใช้คำพูดสื่อสารกับทารกก่อนถึงวัย 1 ขวบ มีความสามารถในการใช้สัญญาณหลายๆ แบบเพื่อสื่อสารกับพ่อแม่ สัญญาณมือใช้ง่ายกับเด็กทารก เพราะมือสามารถแสดงรูปร่างแทนสิ่งของ หรือเลียนแบบการกระทำต่างๆ เด็กสามารถทำความรู้จัก และจดจำได้ง่าย


การแสดงความหมายด้วยภาษาท่าทางไม่ขัดขวางพัฒนาการด้านการพูด

Dr.Linda Acredolo และ Susan Goodwyn แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า เด็กที่ใช้สัญญาณภาษากิริยาท่าทาง หรือภาษามือตั้งแต่เด็กนั้น พร้อมจะเรียนรู้ภาษาพูดมากกว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้งานวิจัยของทั้งคู่บ่งชี้อีกว่า เด็กที่ใช้สัญยาณมือจะมีความฉลาด ที่พ่อแม่ควรมอบให้กับทารกอย่างยิ่ง ให้เวลาทำความคุ้นเคยกับเสียงร้องของลูก ไม่นานพ่อแม่ก็จะทราบได้ว่า เสียงร้องของลูกน้อยมีความหมายแตกต่างกันอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ต่อพัฒนาการด้านภาษาของลูกน้อย จากการศึกษาวิจัยของ จอห์น เคนเนลล์ (John Kennell) และมาร์แชล เคลาส์ (Marshall Klaus) พบว่า เด็กที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่ หรือคนเลี้ยงดู โดยมีพ่อแม่พูดคุยกับเด็กตลอดเวลาที่อยู่ใกล้ชิดกัน จะช่วยพัฒนาสติปัญญา และทักษาทางภาษาในการพูดและการเขียนเรียนรู้คำศัพท์มากกว่าเด็กที่ไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่

เสียงเพลงที่ลูกร้องกล่อมให้ลูกนอน เสียงพูดคุยกับทารกอย่างอ่อนโยน เสียงหัวเราะหยอกเย้าระหว่างพ่อแม่ลูกจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการสื่อสารของลูก กระตุ้นให้สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภาษาให้เกิดการทำงาน ซึ่งเป็นการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมสำหรับการพูดหรือการใช้ภาษาพูด

แอนน์ เฟอร์นาลด์ (Ann Fernald) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stand University) ได้ทำการศึกษาและพบว่า เมื่อพ่อแม่เล่นกับลูก มักจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ลูก และพูดคุยกับลูกด้วยคำพูดสั้นๆ ท่าทาง สำเนียง และน้ำเสียงที่น่าสนใจของผู้เป็นพ่อแม่จะทำให้หัวใจของเด็กเต้นเร็วขึ้น และการพูดจาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้เอง ทำให้สมองของเด็กเกิดการสร้างเส้นใยประสาท เพื่อตอบสนองการพูดจาสื่อสารนั้น


ประโยชน์ของการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การอ่านออกเสียงมีความสำคัญมากเท่าๆ กับการพูดคุยกับลูก เพราะการอ่านจะมีโครงสร้างของรูปประโยคต่างๆ ที่เราใช้ในการสื่อสาร โดยจะช่วยให้ลูกรู้จักการสังเกตและการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาที่มีรูปแบบถูกต้อง หนังสือที่จะอ่านให้ลูกฟังควรเป็นหนังสือที่มีโคลง กลอน มีคำสัมผัสอย่างมีจังหวะ และมีภาพสีสันสดใส เพราะจะทำให้ลูกฟังได้อย่างเข้าใจ ซึ่งเรื่องการอ่านหนังสือนี้พ่อแม่จะต้องทำเป็นนิสัย เพราะจากการสำรวจวิจัยปัจจุบันพบว่า ยังมีพ่อแม่จำนวนน้อยที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังอย่างสม่ำเสมอ

“หนังสือมีส่วนช่วยพัฒนาสมองของเด็ก การอ่านหนังสือของเด็กๆ ก็เป็นเช่นเดียวกับการพูด คือ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนแต่ต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสม เราอาจจะไม่เชื่อว่าเด็กก็เรียนรู้จากการอ่านหนังสือให้ฟังตั้งแต่ยังเป็นทารกในท้องแม่”


เมื่อไหร่ควรเริ่มอ่านให้ฟัง

จากการเก็บข้อมูลสถิติพบว่า มีเด็กทารกและวัยเด็กเล็กเพียงครึ่งเดียว ที่พ่อแม่เริ่มต้นการอ่านให้ลูกฟัง และในจำนวนเพียงครึ่งเดียวของพ่อแม่นั้น ก็ยังส่งเสริมการอ่านให้ลูกได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรหันมาให้ความทใส่ใจในเรื่องการส่งเสริมการอ่านให้มากตั้งแต่ลูกยังเล็ก ก่อนอายุ 3 เดือน หรืออ่านให้ลูกฟังให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จะมีประโยชน์ต่อลูกมากมาย โดยจะเป็นพื้นฐานนิสัยการอ่านที่ดีให้กับลูกในอนาคตด้วย

นอกจากนี้ขณะที่อ่านหนังสือกับลูก ยังเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจซึ่งเป็นการสร้างความใกล้ชิด ช่วยสร้างความคุ้นเคยกับหนังสือหรือหนังสือกลายเป็นของเล่นที่เด็กรักนอกจากนี้ ประสบการณ์การอ่านหนังสือ หรือการเล่านิทานก่อนนอน ยังเป็นการสร้างความทรงจำที่ดีเมื่อเด็กโตขึ้น และสิ่งดีๆ ที่น่าประทับใจจากการอ่านในวัยนี้ก็ถูกถ่ายทอดยังรุ่นต่อๆ ไปได้อีกด้วย

การอ่านตั้งแต่เล็กนี้เป็นการเตรียมตัวลูกให้อ่านได้ดีเมื่อลูกถึงวัยหัดอ่านหนังสือในราวๆ อายุ 6 ขวบ จากคำศัพท์เป็นพันๆ คำที่ลูกเคยได้ยินมาเมื่อครั้งยังเป็นทารกน้อยลูกจะรู้จักและเข้าใจคำต่างๆ และเมื่อโตขึ้นลูกพบคำศัพท์ที่ไม่รู้จักในหนังสือ เมื่อเด็กได้รับการสอนให้อ่าน จะเรียกความจำในวันก่อนๆ ที่รับรู้คำต่างๆ เหล่านี้ได้ลูกจะเข้าใจตัวหนังสือได้ง่ายขึ้น และการได้ยินแม่อ่านเรื่องราวจากหนังสือให้ฟังก็จะช่วยให้ลูกชอบการอ่านหนังสือเมื่อเติบโตขึ้น


เพื่อให้ลูกก้าวไปสู่ความสำเร็จ คุณแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เพราะการอ่านหนังสือมีประโยชน์ต่างๆ ดังนี้

  • ช่วยให้พ่อแม่ลูกได้ใกล้ชิดกันจากการนั่งอ่านหนังสือบนตัก เกิดความรู้สึกผูกพันแน่นแฟ้น
  • เพิ่มสมาธิความสนใจ
  • เข้าใจวิธีการอ่าน เช่น อ่านจากบนลงล่างและจากซ้ายไปขวา
  • ช่วยให้เด็กมีความรู้สึกไวต่อการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว
  • ช่วยพัฒนาทักษะภาษาด้านไวยากรณ์
  • ช่วยสร้างความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการในการอ่าน
  • สร้างนิสัยรักการอ่าน
เมื่อเปรียบเทียบเด็ก 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ 1 เด็กที่พ้อแม่เริ่มอ่านหนังสือให้ฟังตั้งแต่อายุ 9 เดือน กลุ่มที่ 2 เด็กที่ไม่ได้มีประสบการณ์กับหนังสือในช่วงวัยนั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงวัย 5 ขวบ ได้ทำการทดสอบขั้นพื้นฐาน 3 วิชา คือ วิชาการพูดและการฟัง วิชาการอ่านและวิชาการเขียน ซึ่งผลการวิจัยได้บทสรุปที่ชัดเจนว่า กลุ่มเด็กที่เริ่มต้นเรียนรู้หนังสือตั้งแต่อายุ 9 เดือน ทำคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า

เมื่อทำการทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ต่อไปอีกพบว่า เด็กกลุ่มที่ 1 คือ เด็กกลุ่มที่พ่อแม่เริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ 9 เดือน ยังสามารถทำคะแนนเฉลี่ยวิชาคณิตศาสตร์ได้มากกว่า


ช่วยหนูเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางภาษา (Language Buiding Activity)

หากเด็กได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่พ่อและแม่พูดคุยกับเขาอยู่เสมอแม้ในสายตาของผู้ใหญ่จะเข้าใจว่าเด็กยังไม่รู้เรื่องที่เราคุยกับเขาแต่ทารกเล็กๆ ก็มีศักยภาพในการเรียนรู้และรับรู้อย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นข้อมูลทางทักษะภาษาพูดหรือภาษากายที่เราสื่อสารกับลูกนั้นเขาได้รับอยู่ตลอดเวลา ลูกก็จะเก็บข้อมูลที่ได้เหล่านี้ไว้ในสมองทุกระยะ

เด็กทารกมีความสนใจค่อนข้างสั้น เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือวัยนี้จึงต้องเป็นการอ่านช่วงสั้นๆ คือ ประมาณ 3 นาที และจึงค่อยๆ เพิ่มเวลาให้มากขึ้นในวัยต่อๆ มา ซึ่งในแต่ละวันก็ควรจะอ่านหนังสือกับลูกให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะมีโอกาสทำได้ ให้ถือเป็นกิจกรรมหลักในช่วงเวลาว่างจากกิจกรรมประจำวัน

เมื่อเราเอ่ยชื่อสิ่งของหรือชื่อคนที่เด็กรู้จักและคุ้นเคย เด็กจะพยายามมองหาสิ่งของนั้นหรือคนๆ นั้น การเอ่ยชื่อของเราจะเป็นการช่วยกระตุ้นเครือข่ายเซลล์ประสาทของเด็กให้เกิดการค้นหาข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในสมองตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นการเรียกความจำของสมองขึ้นมาใช้ และนี่คือสิ่งสำคัญหนึ่งในการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็ก


กิจกรรมสร้างความสามารถทางภาษา
  • พูดคุยกับลูก เช่น เรียกชื่อลูก สัมผัสกับลูกในขณะที่พูดคุย และแสดงท่าทางต่างๆ

  • ถามคำถามต่างๆ ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำกิจกรรมนี้กับลูก กระตุ้นให้ลูกคิดตั้งแต่ยังเล็ก เช่น “เอ่ วันนี้กินอะไรดีน้า” หรือ “ร้องไห้ทำไมจ๊ะ”

  • บอกลูกว่าจะวางแผนทำอะไรต่อไป เช่น เดี๋ยวเราเอาตระกร้าผ้าไปซักกันนะจ๊ะ หรือพูดกับลูก (พากย์) ในกิจวัตรประจำวันที่ทำกับลูก เช่น ยกแขน ใส่เสื้อ ติดกระดุม หรือยกขา ใส่รองเท้า ไปเที่ยว

  • แสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ กับลูก เช่น “วันนี้แดดแรง ร้อนจังนะ” หรือ “อุ้ยหนาวจัง”

  • เวลาอุ้มลูกให้ยืดตัวหรือเคลื่อนไหวไปมาอย่างเป็นจังหวะ

  • พอลูกเริ่มส่งเสียงอืออา เราควรตอบสนองด้วยการพูดเพื่อทำความเข้าใจกับลูก เช่น “หนูหิวแล้วใช่ไหมเอ่ย” หรือ “จะให้แม่อุ้มไปเดินเล่นหรือจ๊ะ”

  • เริ่มให้ลูกรู้จักหนังสือตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยให้หยิบจับพลิกหนังสือ หรือถ้าลูกจะกัดเคี้ยวหนังสือ โยนทิ้ง หรือเอาหนังสือไปกอดนอน ก็ปล่อยให้ลูกทำไป เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับหนังสือมากขึ้น

  • พยายามอธิบายหรือเรียกชื่อของสิ่งของ เช่น เวลาชี้ไปที่ต้นไม้ ก็ให้เสริมรายละเอียดว่า “ต้นไม้ไงจ๊ะ ต้นไม้ให้ร่มเงากับเราด้วยนะ”

  • สร้างกิจวัตรประจำวันในการอ่าน โดยอ่านหนังสือขณะอาบน้ำให้ลูก อ่านหนังสือก่อนเข้านอน หรืออ่านหนังสือก่อนกินข้าวให้เป็นเวลา

  • การอ่าน ไม่ได้หมายถึงเฉพาะในหนังสือเพียงอย่างเดียวแม้แต่ป้ายข้างถนน ป้ายโฆษณาข้างขวดหรือการ์ดต่างๆ ก็สามารถอ่านได้โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการอ่านจากป้ายต่างๆ เหล่านั้น
  • “เด็กในวัยทารกรู้จักตัวเองและโลกรอบตัวมากกว่าที่เราคิดแม้วัยนี้ลูกยังพูดไม่ได้ แต่ถ้าเรามีโอกาสรู้ว่าลูกต้องการจะบอกถ้อยคำใดกับเรามากไปกว่าการร้องไห้หรือส่งเสียงอืออา หรือแสดงอาการต่างๆ คงจะดีไม่น้อยเราและลูกจะเกิดความเข้าใจกันได้มากขึ้น พ่อแม่จะปลื้มปิติเพียงใดที่เห็นลูกอ่านคำต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง”


    (update 19 ตุลาคม 2007)
    [ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.169 August 2007]


    [ BACK TO LIST]

    main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

    มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
    Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600