ธรรมชาติการเรียนรู้ภาษาของทารก
การเรียนรู้ภาษาของเด็กอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งมาดูกันว่าเด็กเรียนรู้ภาษากันอย่างไรและพ่อแม่จะช่วยให้ลูกพัฒนาภาษาได้อย่างไรบ้าง
หนูน้องเพจ อาร์ไบเตอร์ คลอดก่อนกำหนดมีน้ำหนักแรกเกิดเพียง 1 กิโลกว่าๆ เท่านั้น เธอได้รับฉายาว่า ฮูดินีน้อย เพราะในเวลาเพียงหนึ่งวันครึ่งหลังจากเกิด หนูน้อยดึงสายช่วยหายใจออกจากปากตัวเองและหายใจเองได้ ขณะนอนในตู้อบเธอยังสามารถดิ้นไปดิ้นมาจนขาโผล่ออกมานอกประตูตู้อบ หลังจากกลับบ้านได้ 6 อาทิตย์ พ่อแม่สังเกตว่าหนูน้อยไม่มีอาการแสดงการรับรู้เสียงดังๆ เลย ในตอนนั้น หมอบอกกับพ่อแม่ของเพจว่าไม่เป็นเรื่องน่าวิตกกังวล ต่อมาเมื่อเพจอายุได้ 10 อาทิตย์ พ่อแม่พาเพจไปทดสอบการได้ยิน จึงค้นพบว่าหูทั้งสองข้างจองหนูน้อยแทบจะหนวกเลยทีเดียว หลายคนบอกกับพ่อแม่ของเพจว่าไม่ต้องห่วงเพราะพวกเขาได้ทราบปัญหาตั้งแต่ลูกยังเล็ก ทำให้รักษาได้ทันและจะไม่มีผลกระทบกับพัฒนาการของเด็กในระยะยาวแต่ในความเป็นจริงแล้ว หนูน้อยเพจได้พลาดช่วงของการพัฒนาทางการพูดและภาษาที่สำคัญมากในตอนนี้ด้วยเครื่องช่วยฟังและการรักษาบำบัดทางการพูด เพจอายุ 6 ขวบ สามารถนับหนึ่งถึงสิบได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถทางภาษาของเธอเปรียบได้กับเด็กอายุ 2 ขวบเท่านั้น
ความสามารถในการเรียนรู้ภาษาเป็นความสามารถที่อัศจรรย์ แต่จากกรณีของหนูน้อยเพจ พัฒนาการในการเรียนรู้ภาษานั้นไม่ราบรื่นเสมอไปสำหรับเด็กทุกคน
เด็กเรียนภาษาอย่างไร
ความสามารถในการเรียนรู้ภาษาเป็นความสามารถที่อัศจรรย์มากสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถของเด็กทารกในการเรียนภาษา เด็กทารกสามารถเชื่อมโยงความหมายกับคำได้ตั้งแต่ยังใส่ผ้าอ้อมอยู่ สามารถเรียนรู้หลักไวยากรณ์ภาษาได้ก่อนที่จะใช้ส้อมเป็นและเด็กอายุ 3 ขวบ สามารถสร้างประโยคของตนเองจากคำศัพท์ต่างๆ ที่เขารู้ได้
การเรียนรู้ภาษาของเด็กเริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด แม่ๆ หลายคนสังเกตได้ว่าเด็กจะมีการดิ้นที่รุนแรงขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเพลงหรือเสียงดัง เมื่ออายุได้ 6-12 เดือน เด็กทารกจะชอบออกเสียง อะ อา มะ มา พา พา โดยไม่มีความหมาย แม้ว่าเด็กจะยังไม่รู้ความหมายของคำต่างๆ ที่ออกเสียงแต่การออกเสียงเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการฝึกพูดเสียงต่างๆ ที่จะเป็นส่วนประกอบของคำพูดที่เขาจะพูดดังต่อไป
เมื่ออายุครบ 1 ปี เด็กส่วนใหญ่เรียนรู้คำศัพท์เรียกของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เด็กเริ่มเรียนรู้ภาษาโดยใช้สมมติฐานที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (innate biases) โดยใช้สมมติฐานว่าคำศัพท์เรียกของสิ่งๆ หนึ่งนั้นโดยรวมไม่ใช้ชิ้นส่วนย่อยในตัวมัน (หมาหมายถึงหมา ไม่ใช้หางของมัน) และคำศัพท์เรียกของสิ่งๆ หนึ่งหมายความรวมถึงสิ่งของในประเภทนั้นทั้งหมดไม่ใช่ชื่อเฉพาะ (หมาหมายถึงหมาทั้งหมดไม่ใช่หมาตัวเดียวที่เคยเห็น) และคำศัพท์เพียงคำเดียวก็เพียงพอสำหรับสิ่งของประเภทหนึ่งๆ (ถ้าเป็นหมา ไม่ได้เป็นวัว)
นอกจากจะเชื่อมโยงคำกับความหมายแล้ว การศึกษาของแกรี่ มาร์คัส นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กค้นพบว่า เด็กยังทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักไวยากรณ์โดยศึกษาจากแบบแผนของภาษาที่เขาได้ยิน ที่เป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมเด็กอายุ 3 ขวบ จึงสามารถผูกประโยคของตนเองขึ้นมาได้จากคำศัพท์ต่างๆ ที่เขาเรียนรู้ได้
ความผิดปกติของการพัฒนาการทางภาษา
ความสามารถในการเรียนรู้ภาษานั้นไม่ราบรื่นสำหรับเด็กทุกคน ปัญหาที่มีตั้งแต่กำเนิด อาทิ ออทิสซึ่ม ปัญหาการได้ยิน สมองผิดปกติทำให้การเรียนรู้ภาษาไม่เป็นไปตามปกติอย่างไรก็ตามปัญหาการเรียนรู้ภาษาสามารถป้องกันได้ เช่น ถ้าปัญหาการได้ยินได้รับการรักษาตั้งแต่ช่วง 6 เดือนแรก เด็กสามารถมีพัฒนาการทางภาษาที่ปกติในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาการเรียนที่สำคัญในการเรียนรู้ภาษานั้นเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก การล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจมีผลกระทบอย่างมากในระยะยาว
คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเพื่อติดตามว่าลูกมีพัฒนาการทางภาษาที่เหมาะสมกับวัยหรือไม่ด้วยการสังเกตพัฒนาการของลูกในแต่ละช่วงวัย เด็กที่อาจมีปัญหาในการพัฒนาการด้านภาษา หากมีพฤติกรรมดังกล่าว :
0-12 เดือน : ไม่ตอบรับกับเสียงหรือไม่ออกเสียงใดๆ
12-24 เดือน :
- อายุ 12 เดือน ไม่ใช้ท่าทาง เช่น โบกมือลา หรือยกมือไหว้
- อายุ 18 เดือน ชอบใช้ท่าทางในการสื่อสารมากกว่าการพูด
- อายุ 24 เดือน ไม่สามารถพูดเลียนเสียงต่างๆ ได้
เด็กอายุมากกว่า 2 ปี ควรได้รับการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเด็กมีการพัฒนาการดังนี้
- เลียนแบบการพูดหรือการกระทำได้แต่ไม่สามารถพูดเป็นคำหรือวลีได้เอง
- พูดเสียงหรือคำซ้ำๆ และใช้ภาษาพูดได้เพียงการสื่อสารความต้องการของเขาเท่านั้น
- ไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้
- มีลักษณะเสียงผิดปกติ เช่น เสียงแหบหรือเสียงขึ้นจมูก
- การพูดยากที่จะเข้าใจ ในเกณฑ์ปกติเด็กอายุ 2 ขวบ พ่อแม่ และพี่เลี้ยงควรจะสามารถเข้าใจประมาณ 50% ของการพูดสื่อสารของเขา อายุ 3 ปี ประมาณ 75% และเมื่อเด็กอายุ 4 ปีเกือบ 100% รวมทั้งคนแปลกหน้าก็ควรจะเข้าใจเด็กด้วย
อะไรเป็นสาเหตุของการล่าช้าของการพัฒนาทางภาษา
เด็กจำนวนมากที่การพัฒนาการด้านภาษาช้ามีปัญหาการสื่อสารที่ขาดประสิทธิภาพของสมองส่วนที่รับผิดชอบการออกเสียงพูด เด็กมีปัญหาในการใช้ริมฝีปาก ลิ้นและขากรรไกรในการออกเสียงพูดการพูดอาจเป็นปัญหาอย่างเดียวหรือเด็กอาจมีปัยหาในการกินอาหารด้วย
ปัญหาในการได้ยินเป็นอีกปัญหาที่พบได้มากในเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการด้านภาษา ดังนั้นเด็กที่มีปัยหาด้านภาษาควรได้รับการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยิน (audiologist) เด็กที่มีปัญหาด้านการได้ยินจะมีปัญหาในการเข้าใจการเลียนแบบ การพูดและการใช้ภาษา
หูอักเสบ โดยเฉพาะหูอักเสบเรื้อรัง มีผลต่อความสามารถในการได้ยิน หูอักเสบที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมจะไม่มีผลกระทบต่อความสามารถในการได้ยิน
ปัญหาทางภาษาสามารถแก้ไขได้ถ้าค้นพบได้เร็ว และถ้าพ่อแม่ทราบสาเหตุของปัญหาของการพัฒนาทางภาษา ก็จะสามารถเรียนรู้วิธีที่จะกระตุ้นพัฒนาการของเขาได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่พ่อแม่ต้องเฝ้าสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างเอาใจใส่และใกล้ชิด
กิจกรรมในกระตุ้นพัฒนาการทางด้านภาษา
เช่นเดียวกับพัฒนาการด้านอื่นๆ การพัฒนาด้านภาษาได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยทางธรรมชาติและทางสภาพแวดล้อมกรรมพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดพัฒนาการของเด็กในด้านภาษา และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนา กิจกรรมง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำกับลูกได้เพื่อเสริมพัฒนาการด้านภาษา คือ
แรกเกิดถึง 2 ปี
- กระตุ้นให้ลูกออกเสียงง่ายๆ เช่น มะ มา ดา บา
- เน้นการกระตุ้นโดยการมองตาลูกตลอดเวลาที่คุยกับลูก ตอบรับการพูดของลูกด้วยการชมเชยและเลียนเสียงคำพูดของลูก เน้นการพูดเสียงสูงต่ำระดับต่างๆ เช่น ขึ้นเสียงสูงเมื่อถามคำถาม
- เลียนเสียงหัวเราะและสีหน้าท่าทางของลูก
- สอนให้ลูกเลียนแบบท่าทางของพ่อแม่ เช่น ปรบมือ ส่งจูบ ยกมือไหว้ เล่นเกมตบแปะ ร้องเพลงจับปูดำ เพลงแมงมุม
- คุยกับลูกในขณะที่อาบน้ำ ป้อนข้าว แต่งตัว ทำตัวเป็นคุณแม่นักพากษ์ อธิบายว่าแม่กำลังทำอะไรอยู่ และจะทำอะไรต่อไป จะไปไหน จะทำอะไร จะเจอใคร
- ให้ลูกเรียนรู้สีต่างๆ
- ให้ลูกหัดนับเลข
- ใช้ท่าทางสื่อความหมาย เช่น โบกมือลา ยกมือไหว้
- สอนลูกเกี่ยวกับเสียงต่างๆ เพื่อฝึกให้ลูกได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเสียงกับความหมาย เช่น หมาเห่าโฮ่ง โฮ่ง นกร้อง จิ๊บ จิ๊บ
- ตอบรับเมื่อลูกพยายามสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่
- เมื่อลูกพูด เพิ่มคำให้กับสิ่งที่ลูกพูด เช่น ลูกพูด ว่า ไป ไป ถามต่อว่าไปไหน ไปข้างล่าง ?
- อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เลือกหนังสือที่ทนมือ มีรูปภาพใหญ่สีสันสดใส ไม่มีรายละเอียดมากเกินไป ให้ลูกช่วยอ่านโดยการให้ลุกบอกชื่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหนังสือที่เขารู้ เช่น ชี้รูปสัตว์ต่างๆ ให้เขาช่วยบอกชื่อ
2-4 ปี
- ใช้ภาษาการพูดที่ถูกต้อง ชัดเจนและง่ายสำหรับเด็กพูดตาม
- พูดตามที่ลูกพูดและแสดงว่าพ่อแม่เข้าใจที่เขาพูด เช่น ถ้าลูกพูดว่าต้องการน้ำ อาจพูดเสริมว่าน้ำอะไร น้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้
- ใช้คำศัพท์เด็กเฉพาะเวลาต้องการสื่อสารสิ่งที่สำคัญ โดนพูดเสริมคำพูดปกติเพื่อให้เด็กรู้คำพูดที่เหมาะสม เช่น ถึงเวลาหม่ำ หม่ำแล้ว ถึงเวลากินข้าวกันแล้วค่ะ
- ฝึกให้ลูกเข้าใจการถามตอบ โดยการเล่นเกมตอบคำถามใช่ไม่ใช่ เช่น ถามคำถาม หนูเป็นเด็กผู้ชายหรือเปล่า หนูชื่อปันหรือเปล่า หมูบินได้ใช่ไหม และลองให้เด็กหัดตั้งคำถามบ้าง หรือถามคำถามที่ต้องเลือก เช่น อยากกินข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว อยากใส่เสื้อสีขาวหรือแดง
- เพิ่มคำศัพท์ให้ลูก ด้วยการเล่นเกมบอกชื่อของอวัยวะต่างๆ ในตัว
- ร้องเพลงที่มีเนื้อเพลงง่ายๆ และคล้องจอง เช่น จับปูดำขย้ำปูนาหรือ ดอกสร้อยสุภาษิตต่างๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และแบบแผนของภาษา
- ให้เด็กดูรูปครอบครัวคนรู้จัก และบอกชื่อคนหรือเล่าเรื่องเกี่ยวกับคนๆ นั้น
4-6 ปี
- เมื่อลุกพูดให้ความสนใจกับการพูดของเขาอย่างเต็มที่
- ก่อนที่จะพูดกับลูกต้องให้แน่ใจว่าพ่อแม่ได้รับความสนใจจากเขา
- กระตุ้น และชมเชยเมื่อลูกพยายามพูดสิ่งที่เขาต้องการ แสดงให้เขาเห็นว่าพ่อแม่เข้าใจสิ่งที่พูดโดยการทำตามสิ่งที่เขาขอ (ถ้าเป็นไปได้)
- หยุดพูดหลังจากการพูดแต่ละประโยคเพื่อให้โอกาสลูกในการร่วมการสนทนากับพ่อแม่
- สอนคำศัพท์ใหม่ๆ ให้ตลอดเวลา บอกคำศัพท์และบอกความหมาย เช่น แม่คิดว่าแม่จะขับยานพาหนะไปซื้อของ แม่เหนื่อยเกินกว่าจะเดินไป
- สอนเด็กเกี่ยวกับคำศัพท์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางมิติ (spatial relationships) อันแรก อันกลาง อันสุดท้าย ซ้าย ขวา และคำศัพท์ที่ตรงกันข้ามกัน บนและล่าง เปิดและปิด มืดและสว่าง
- บอกคำใบ้ให้ลูกทายคำ เราใช้มันถูบ้าน (ไม้กวาด) มันเย็น และแข้งเราใช้ใส่ในน้ำทำให้เย็น (น้ำแข็ง)
- ให้คำสั่ง 2-3 ขั้นตอน เช่น ไปที่ห้อง และเอาหนังสือ ไปเก็บในกระเป๋าเดินทาง
- ฝึกให้เด็กบอกวิธีทำสิ่งของต่างๆ เช่น วิธีปั้นดินน้ำมัน วิธีชงนม
- เวลาซื้อของในร้าน คุยกับลูกว่าจะซื้ออะไรบ้างจำนวนเท่าไร จะทำอะไรเป็นอาหารเย็น พูดถึงลักษณะของที่ซื้อ ขนาด (ใหญ่หรือเล็ก) รูปทรง (กลม สี่เหลี่ยม) น้ำหนัก (เบาหรือหนัก)
คุณพ่อคุณแม่ลองนำวิธีต่างๆ เหล่านี้ไปใช้ดูนะคะ ในที่สุดแล้วการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดและเอาใจใส่ของพ่อแม่เป็นวัคซีนป้องกันสิ่งผิดปกติต่างๆ ให้ลูกได้ดีที่สุดนั่นเองค่ะ
(update 4 กันยายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.168 July 2007]
|