ภูมิคุ้มกันดี…ลูกไม่มีโรค


แม้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านจะตั้งใจดูแลลูกน้อยชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ไม่ยอมให้เชื้อโรคมากล้ำกลายลูกแล้งก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ลูกน้อยต้องเผชิญกับเชื้อโรคมากมายที่เรามองไม่เห็น ซึ่งหากลูกมีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ดีลูกก็จะไม่เจ็บป่วยค่ะ

แม้ธรรมชาติจะสร้างป้อมปราการที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ อาทิ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา พยาธิ ฯลฯ ที่อยู่รอบตัวเราขึ้นมาหลายด่าน ทั้งผิวหนัง ขน น้ำมูก น้ำลาย ขี้ตา กรดในกระเพาะแต่หากเชื้อโรคนั้นๆ มีขนาดเล็กและมีปริมาณมากพอ ก็สามารถทำให้ลูกเจ็บป่วยได้ก็คือ ภูมิคุ้มกัน ค่ะ


ภูมิคุ้มกันมากจากไหน

ภูมิคุ้มกันได้มาจาก 2 ทาง ได้แก่
1. ร่างกายสร้างขึ้น เช่น เมื่อลูกได้รับเชื้อหรือได้รับวัคซีนที่มีองค์ประกอบของเชื้อ ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อสร้างภูมิต้านทานขึ้นเพื่อป้องกันโรคนั้นๆ ทั้งนี้ภูมิต้านทานบางชนิดที่ร่างกายสร้างขึ้น อาจสามารถป้องกันเชื้อบางชนิดได้ตลอดชีวิต แต่ภูมิต้านทานต่อเชื้อบางอย่างที่ร่างกายเคยสร้างขึ้นก็อาจหายไป เนื่องจากลูกไม่ได้เป็นโรคนั้นๆ อีก

2. รับจากภายนอก เช่น จากแม่สู่ลูกทางรกในช่วงตั้งท้องซึ่งจะอยู่ในตัวเด็กประมาณช่วง 6 เดือนแรก หรือรับจากน้ำนมแม่ ดังนั้นเมื่อลูกกินนมแม่ก็จะได้รับภูมิคุ้มกันไปด้วยค่ะ
นอกจากนั้นยังอาจจะได้รับจากการให้องค์ประกอบของเลือดหรือภูมิต้านทานจากภายนอกในกรณีเร่งด่วน เช่น ลูกถูกสุนัขกัดเป็นแผลขนาดใหญ่ มีเลือดออกมาก นอกจากคุณหมอจะฉีดวัคซีนให้แล้ว บางรายยังต้องให้ภูมิต้านทานเสริม เพื่อไปสกัดกั้นเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาท เป็นต้น ภูมิต้านทานที่ได้รับจากภายนอกจะอยู่ได้เพียงไม่นาน ร่างกายก็จะกำจัดออกไป และไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้เองค่ะ


ภูมิคุ้มกันมีกี่แบบ

ภูมิคุ้มกันแบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ ซึ่งจะทำงานประสานกันอย่างซับซ้อนเพื่อกำจัดเชื้อโรค ได้แก่
1. ภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองแบบไม่เจาะจง คือ ภูมิคุ้มกันที่จะตอบสนองต่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกายอย่างไม่เฉพาะเจาะจงและจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว ได้แก่ เซลล์เยื่อบุผิว น้ำคัดหลั่งต่างๆ (เช่น น้ำมูก น้ำลาย) ขนพัดโบก (เช่น ขนที่อยู่ในปอดและหลอดลม ทำหน้าที่ขับสิ่งแปลกปลอมออกมาเป็นเสมหะ) โปรตีนที่ละลายอยู่ในเลือด รวมทั้งเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่จับกินเชื้อโรค

การตอบสนองด้วยภูมิคุ้มกันเช่นนี้อาจกำจัดเชื้อได้บางชนิดแต่บางชนิดก็กำจัดได้ไม่ดีต้องอาศัยภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองแบบเฉพาะเจาะจงช่วย

2. ภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองแบบเฉพาะเจาะจง คือ ตอบสนองแบบเฉพาะเจาะจงต่อสิ่งกระตุ้นที่ร่างกายเคยพบเจอมาก่อน ได้แก่ เม็ดเลือดขาวชนิดบีและทีเซลล์ ซึ่งจะเกิดเป็นภูมิคุ้มกันได้เมื่อมีการพบแอนติเจน (ส่วนประกอบของเชื้อที่สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานได้) หรือสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาภายในร่างกายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยเม็ดเลือดกลุ่มนี้จะจดจำและตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมดังกล่าวผ่านเข้าสู่ร่างกายอีกในครั้งต่อไป
เซลล์เม็ดขาวชนิดต่างๆ จะสร้างมาจากไขกระดูก ม้าม ต่อมไทมัส และส่งออกมาเป็นด่านจับเชื้อโรคอยู่ในระบบน้ำเหลือง เช่น ต่อมน้ำเหลืองต่างๆ ทั่วร่างกาย นอกจากนี้โปรตีนบางชนิดที่ช่วยในการกำจัดเชื้อโรค ก็ถูกสร้างมาจากเซลล์ตับ และเซลล์เม็ดเลือดต่างๆ เป็นต้น


ภูมิคุ้มกัน สำคัญกับเด็กวัยไหน

ภูมิคุ้มกันสำคัญกับทุกเพศทุกวัยค่ะ แต่กลุ่มที่มักมีภูมิต้านทานต่ำกว่ากลุ่มอื่นคือ เด็กเล็กและผู้สูงอายุ เด็กเล็กป่วยเนื่องจากยังไม่มีภูมิต้านทาต่อโรคมากนัก คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นว่าลูกมักเริ่มป่วยบ่อยในช่วงอายุตั้งแต่ 6-9 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิต้านทานจากแม่ที่ผ่านมาทางรกหมดไป

อีกช่วงหนึ่งที่เด็กมักป่วยบ่อยคือวัยเริ่มเข้าโรงเรียน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กหลายคน หรือเด็กที่เข้าสถานเลี้ยงเด็กกลางวันเพราะมีโอกาสสัมผัสเชื้อได้มาก ส่วนในเด็กโตนั้น ตามปกติแล้วโอกาสป่วยจะลดลง ยกเว้นกรณีที่เด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังก็ยังสามารถป่วยได้บ่อยๆ ค่ะ


ภูมิคุ้มกันของลูกปกติไหม

ข้อสังเกตที่แสดงว่าภูมิคุ้มกันของลูกผิดปกติ เช่น ปอดบวมมากกว่า 2 ครั้งใน 1 ปี มีหูน้ำหนวกมากกว่า 8 ครั้งใน 1 ปี มีเชื้อราในปากเรื้อรังนานกว่า 2 เดือน มีการติดเชื้อที่รุนแรงมาก เช่น เยื้อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง เป็นโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการขาดสารอาหารก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หลายโรคก็รักษาไม่หายขาด ต้องกินยาหรือให้องค์ประกอบของเลือดเป็นครั้งคราวไปตลอด


เสริมภูมิกันให้ลูกได้อย่างไร

คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้ง่ายๆ ดังนี้
  • ให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน

  • ให้วัคซีนภาคบังคับตามกำหนด และเลือกให้วัคซีนทางเลือกอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ โรคเลือดเป็นต้น

  • กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่ โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินเอ ธาตุเหล็ก สังกะสี กรดไขมันต่างๆ เพราะถ้าขาดอาหารหรือแร่ธาตุต่างๆ จะทำให้ลูกป่วยบ่อย

  • สอนลูกให้รู้จักวิธีป้องกันโรคง่ายๆ เช่น ปิดปาก ปิดจมูก ด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูเวลาไอ จาม ล้างมือก่อน-หลัง กินอาหารทุกครั้ง และเข้าห้องน้ำ กินอาหารที่ปรุงสุกเสมอ ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ถ้าในบ้านมีเด็กหลายคน หากมีคนใดป่วยอาจต้องมีการแยกห้องนอน ของเล่นต่างๆ ก็ควรทำความสะอาดหลังเล่นด้วยค่ะ
ด้วยภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงบวกกับความรักและความเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่ เชื่อแน่ค่ะว่าลูกน้อยของคุณย่อมต้องเติบโตขึ้นด้วยสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง.


(update 15 สิงหาคม 2007 )
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 294 กรกฎาคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600