Situation
ลูกสาวตอนนี้วัย 2 ปี 9 เดือน เป็นเด็กที่แข็งแรงมาก ฉลาด น่ารัก พูดเพราะ มารยาทดี พูดขอโทษก็เป็น บางครั้งพูดในสิ่งที่ดิฉันพูดไม่ถึง เช่น ตอนที่ดิฉันตรวจพบว่ากำลังมีน้องในท้องอีกคน (ทดสอบเองที่บ้าน) ตอนนั้นลูกสาวอายุ 2 ปี 4 เดือน ดิฉันก็บอกกับลูกสาวว่าหนูจะมีน้องนะ หนูอยากได้น้องผู้หญิงหรือผู้ชาย ลูกสาวก็ตอบว่า หญิงชายได้ทั้งนั้น นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้คนเป็นแม่งงเป็นไก่ตาแตก เพราะจะว่าลูกไปได้ยินมาจากที่อื่นก็ไม่ใช่
และอีกอย่างหนึ่งตอนนี้ลูกสามารถเขียน ก.ไก่ และ A โดยไม่ต้องมีจุดให้เขียนตามได้ด้วยตัวเองมันไม่สวยเหมือนผู้ใหญ่เขียนหรอกค่ะ แต่ก็ใช้ได้เลยล่ะ ดิฉันสงสัยว่าลูกจะเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษจึงอยากได้รับคำปรึกษาจากอาจารย์ ว่าควรส่งลูกไปทดสอบที่สถาบันทดสอบเด็กอัจฉริยะดีหรือไม่
คุณแม่จากทางบ้าน
Solution
ต้องขอชมที่คุณแม่ช่างสังเกตพัฒนาการของลูกดี แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะมองลูกด้วยสายตาแห่งความรัก การที่ลูกมีลักษณะโดดเด่นในหลายๆ เรื่องก็เป็นไปได้ว่าเขามีพัฒนาการเร็ว แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าลูกเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือไม่
อย่างไรก็ดี เป็นสัญญาณที่ดีว่าลูกของคุณแม่มีพัฒนาการดีและมีพัฒนาการเร็ว โดยเฉพาะมีพัฒนาการทางภาษาดี แล้วยังเป็นเด็กที่สามารถสรุปเรื่องราวต่างๆ ได้เร็ว การที่เราบอกว่าตอบอะไรมาโดยที่ไม่ได้สอน อาจเป็นเพราะว่าเด็กเขาบังเอิญได้ยินจากที่ไหนก็แล้วแต่ แต่เขาเป็นคนที่มีเครื่องรับดีเขาก็รับได้ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยคำตอบคำเดียวเราคงสรุปอะไรไม่ได้
ทั้งนี้การวัดความเก่งหรือฉลาดของเด็กในสังคมเราตอนนี้ไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องไอคิว เราจะดูเรื่องความสามารถพิเศษรอบด้านตามลักษณะทฤษฎีพหุปัญญา ของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ประกอบไปด้วยปัญญา 8 ด้าน ได้แก่
1. ปัญญาด้านภาษา หมายถึง ความสามารถในการคิดเป็นภาษาพูดและการใช้ภาษาเพื่อแสดงออกและมีความชื่นชอบในความหมายที่สลับซับซ้อนของภาษา
2. ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ ปัญญาด้านนี้ช่วยให้สามารถคิดตัวเลข คิดปริมาณ พิจารณา ข้อสันนิษฐานและสมมติฐานต่างๆ และสามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์ที่สลับซับซ้อนได้
3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ ช่วยปลูกฝังความสามารถในการคิดเป็นสามมิติ (กว้าง ไกล และลึก) สามารถสร้างภาพ เปลี่ยนภาพ หรือปรับภาพได้ ทำให้สามารถพาตนเองและวัตถุต่างๆ ผ่านไปในระยะทางหรือที่ว่างได้ และสามารถสร้างหรือถอดรหัสหรือแปลความ ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในรูปของงานขีดเขียน (งานกราฟฟิก) ได้
4. ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ช่วยให้การจับต้อง หรือจัดการกับวัตถุและทักษะต่างๆ ทางกายภาพที่ละเอียดอ่อนได้
5. ปัญญาด้านดนตรี ช่วยให้มีความรู้สึกไวเกี่ยวกับเสียงสูงต่ำ ทำนองเพลง จังหวะดนตรี และน้ำเสียง
6. ปัญญาด้านเข้าใจผู้อื่น หมายถึงความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดี
7. ปัญญาด้านเข้าใจตนเอง หมายถึงความสามารถในการรู้จักตนเอง หรือความสามารถในการสร้างและรับรู้ตนเองอย่างถูกต้อง และใช้ความรู้นี้การวางแผนและชี้นำชีวิตตนเอง
8. ปัญญาด้านรอบรู้ธรรมชาติ หมายถึงความสามารถในการสังเกตรูปแบบการเป็นอยู่ของธรรมชาติสามารถกำหนดและจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ เข้าใจระบบที่เป็นธรรมชาติและระบบที่มนุษย์ทำขึ้น
คุณแม่สามารถใช้หลักเกณฑ์ข้างต้นสังเกตลูกได้คร่าวๆ ว่าลูกตัวเองมีพัฒนาการในด้านนั้นๆ เกินเด็กในวัยเดียวกันหรือเปล่า แล้วถ้าเขามีพัฒนาการเกินกว่าวัยก็มีแนวโน้มว่าเขาอาจเป็นเด็กที่เก่งทางด้านนั่นได้ค่ะ
การวัดระดับสติปัญญาด้วยไอคิวนั้นเป็นเพียงการคัดกรองหยาบๆ ว่า เด็กมีสติปัญญาอย่างไรอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือสูงกว่าปกติ หรือน้อยกว่าปกติ แต่ถ้าเราใช้ทฤษฎีพหุปัญญาเป็นเกณฑ์วัด ถ้าสมมติเราพบว่าลูกมีพัฒนาการเกินกว่าเพื่อนวัยเดียวกันในด้านนั้นด้านนี้ คุณแม่ก็ส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านนั้นของเขาได้อย่างถูกช่องทาง และถ้าเขามีพัฒนาการในหลายๆ ด้านสูงกว่าวัย ก็เป็นไปได้ว่าเขาเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
ทั้งนี้ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษจะเห็นแววในช่วงอายุประมาณเท่าไหร่สมมติว่าเด็กเล็กๆ พูดง่าย อารมณ์ดี ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี เขาก็จะพัฒนาการทางด้านสังคม อารมณ์พื้นฐานก็จะดี มีปฏิสัมพัน เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เพื่อนก็จะยอมรับแล้วก็จะชักให้มาเป็นผู้นำของกลุ่ม แล้วถ้าเขามีพัฒนาการทางภาษาดี มักจะเป็นต้นทุนที่ดีในการเรียนรู้สิ่งอื่นๆ ในชีวิต
การที่ลูกของคุณแม่เขียนเร็วนั้นคงเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่จัดสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ลูก จนทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กเขาดี การประสานงานมือตาดี และการที่คุณแม่บอกว่าสามารถเขียนเส้นต่อจุดได้โดยที่ไม่ต้องช่วยแสดงว่าคุณแม่ให้โอกาสเขาฝึกค่ะ ก็เป็นสิ่งที่ดีมากนะคะ
แต่ถ้าคุณแม่อยากจะรู้ว่าลูกมีความสามารถพิเศษหรือมีแววดีทางด้านไหนเด่นชัด ก็ไม่ผิดอะไรที่คุรพ่อคุณแม่จะพาลูกไปทดสอบดูในสถาบันหรือในแหล่งที่เขามีบริการ ก็คงจะได้คำตอบที่อาจจะชัดเจนก็ได้ค่ะ
ศ.ศรียา นิยมธรรม
(update 1 ตุลาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.142 August 2007]
|