เติมสิ่งที่ขาดให้เด็กอัจฉริยะ


หยุด! หากคุณคิดว่าเด็กอัจฉริยะไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ใช่…เด็กอัจฉริยะนั้นเก่ง ฉลาด แต่ก็ขาดในบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่รู้ตัว และนั่นคือสิ่งที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่และคุณครูต้องช่วยเติมเต็มค่ะ

ด้วยความพร้อมของคุณพ่อคุณแม่ และการเลี้ยงดูลูกที่เหมาะสมตามพัฒนาการ รวมทั้งพรสวรรค์บางอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เราพบเด็กอัจฉริยะมากขึ้น ไม่ว่าจะด้านคณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ก็ตาม

ความอัจฉริยะแม้จะทำให้เด็กเหนือกว่าเพื่อนๆ หรือคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ตอบทุกโจทย์ของชีวิตเด็ก โดยเฉพาะปัญหาทักษะด้านสังคม หากผู้ใหญ่รอบข้างไม่เท่าทันและมัวแต่หลงไปกับความอัจฉริยะของเขา เด็กก็อาจจะเติบโตเป็นคนเก่ง แต่อาจอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้เพื่อนโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีเอาเสียเลย

มาปรับความสมดุลให้เด็กอัจฉริยะเติบโตอย่างมีความสุขดันดีกว่าค่ะ


  • ลูกเราเป็นเด็กอัจฉริยะ ?
อันดับแรกต้องสังเกตแบบไม่เข้าข้างตัวเอง โดยดูจากเด็กอัจฉริยะมักจะมีศักยภาพบางอย่างโดดเด่นกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน เช่น อ่านหนังสือเก่งกว่า หรือเล่นสร้างสรรค์และซับซ้อนมากกว่า อาทิ เพื่อนสร้างภูเขาทราย แต่ลูกกลับวางผังเป็นเมืองที่มีองค์ประกอบชัดเจนเลย เป็นต้น

ที่สำคัญต้องมีการวัดแววอัจฉริยะจากผู้เชี่ยวชาญและมีนักจิตวิทยาเข้ามาช่วยสังเกตพฤติกรรมของลูกผ่านเกม แบบทดสอบ การเล่นในมุมต่างๆ แล้วจึงประเมินความคิด และผลการเรียน เพราะเด็กบางคนมีแววอัจฉริยะหลายด้าน บางคนเป็นอัจฉริยะตอนนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสามารถกลับเหมือนเด็กธรรมดานั่นเป็นเพราะความอัจฉริยะสามารถเลือนหายไปได้ตามเหตุปัจจัยต่างๆ กันค่ะ


  • จุดเด่นพฤติกรรมอัจฉริยะ
เด็กอัจฉริยะขอบคุยกับคนที่มีความรู้มากกว่าเขา ดังนั้น จึงมักคุยกับผู้ใหญ่ซึ่งมีประสบการณ์และความรู้มากกว่าเด็กหรือเพื่อนๆ ในวัยเดียวกับเขา ซึ่งความรอบรู้ คุยกับผู้ใหญ่รู้เรื่องนี่ล่ะ ที่ดึงดูดให้ผู้ใหญ่เกิดความประทับใจ ทั้งยังสนุกกับงานกับงานที่ท้าทายงานยากๆ มีความซับซ้อน และสามารถทำงานสำเร็จได้มากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดด้วย

นอกจากนี้เด็กอัจฉริยะแบบ Highly Gifted ซึ่งมีความสามารถเก่งกว่าเด็กอัจฉริยะทั่วๆ ไปจะเข้าใจในวิชาการสาขายากๆ ได้อย่างถ่องแท้ จึงมีความจำเป็นต้องจัดการศึกษาแบบพิเศษให้ยิ่งกว่าเด็กอัจฉริยะทั่วไป


  • ปัญหาของเด็กอัจฉริยะ
การควบคุมอารมณ์ของเด็กอัจฉริยะเป็นปัญหาที่พบได้มาก คือเด็กๆ มีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง ใจร้อน ขี้หงุดหงิด เบื่อหน่าย เนื่องจากต้องเรียนรู้ซ้ำในสิ่งที่ตัวเองรู้แล้ว แถมคุณพ่อคุณแม่บางคนชอบโฆษณาลูกซึ่งมักส่งผลเสียตามมา เพราะทำให้ลูกต้องแบกรับความกดดัน หรือทำให้ลูกคิดว่าตนเองเก่งไปทุกเรื่องเรื่องนี้เรามีตัวอย่างค่ะ….

น้องโอ๊ค (นามสมมติ) อยู่ชั้นอนุบาล 3 เป็นเด็กอัจฉริยะด้านภาษา สามารถอ่านภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว น้องโอ๊ครู้สึกไม่พอใจทุกครั้งที่เพื่อนตอบช้า หรือเพื่อนต้องให้คุณครูอธิบายซ้ำอีกครั้ง จะรู้สึกเบื่อเพราะว่าตนเองรู้หมดแล้ว และมักจะว่าเพื่อนๆ โง่ น่ารำคาญ รวมถึงคุณครู “H ออกเสียงว่า เอช ไม่ใช่ เฮส ซะหน่อย ครูผิดนี่หน่า” จากนั้นก็ป่วนห้องด้วยพฤติกรรมทำนองนี้ จนเพื่อนๆ คนอื่นไม่มีสมาธิในการเรียน

เหตุการณ์นี้ ทำให้เพื่อนๆ รู้สึกไม่ชอบน้องโอ๊คยิ่งไปกว่านั้นหากคุณครูไม่มีความเข้าใจเรื่องเด็กอัจฉริยะน้องโอ๊คอาจจะถูกทำโทษข้อหาหักหน้าคุณครูผู้สอนผลที่ตามมาคือน้องโอ๊คไม่อยากไปโรงเรียน เพราะไม่มีใครชอบเขาเลย

ถ้าสังคมของเด็กอัจฉริยะแวดล้อมด้วยคนที่ไม่เข้าใจ เขามักเลือกเดิน 2 ทาง คือ
  • อวดตัว - ตั้งตัวเองอยู่บนหอคอยงาช้าง รู้สึกว่าตนเองสูงกว่าผู้อื่น ทำงานคนเดียวได้ ถึงแม้ไม่มีเพื่อนก็ไม่เป็นอะไร ไม่ยอมใคร

  • ลดตัว - เมื่อตนเองอยากให้เพื่อนยอมรับ ทำให้ต้องปิดบังศักยภาพของตนเองไว้ ไม่อยากเรียนรู้ อคติกับคุณครู และทำให้ความสามารถที่มีอยู่ไม่ถูกพัฒนาพรสวรรค์จะถูกกลืนไปพร้อมเวลาที่ผ่านไป
แบบนี้ไม่ใช่หนทางแห่งความสุขของเด็กอัจฉริยะเลยสักนิดนะคะ


  • เติมความสุขเต็มที่กับการเรียนรู้
สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ของเด็กอัจฉริยะควรจะต้องทำ คือดูแลความรู้สึกของลูกไม่ได้หมายความว่าลูกเป็นคนเก่งที่สุดในโลก ยังมีอีกหลายคนที่เก่งกว่าลูก ลูกก็ยังเป็นเด็กเหมือนกับเพื่อน จะดีมากถ้าลูกจะช่วยเพื่อนด้วยการสอนวิชาที่ตนถนัดให้ และถ้าลูกฟังความคิดเห็นของเพื่อน ไม่ใช้ความเก่งไปอวดข่มเพื่อน เพื่อนๆ ก็จะชอบลูก และลูกก็จะมีความสุข

สำหรับเรื่องการเรียนรู้ของเด็กอัจฉริยะ ให้เสริมความยากในสาขาที่เขาถนัดขึ้นไปในอีกระดับ และใช้สื่อหรือแบบฝึกหัดหลากหลาย จะได้พัฒนาศักยภาพเต็มที่โดยคุณครูอาจจะช่วยประเมินให้

อย่างไรก็ตามควรจะสอนเด็กแบบแยบยล แนบเนียน และสร้างสรรค์ เพราะเด็กจะเบื่อง่าย เช่น เด็กอนุบาล 3 ที่อัจฉริยะเรื่องคณิตศาสตร์ ลองให้โอกาสทำแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ชั้น ป.2 ทำได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หรือเปลี่ยนจากการคิดคำตอบไปเป็นการตั้งคำถามแทน ส่วนในวิชาอื่นๆ ก็ให้เรียนกับเพื่อนๆ ตามปกติ เพื่อให้เด็กรู้จากการเข้าสังคม รวมทั้งบทบาทด้านอื่นๆ ของสังคมด้วย

ดร. อุทัย ดุลยเกษม คณบดีสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เคยกล่าวไว้ว่า แท้ที่จริงแล้วการจัดการดูแลเด็ก น่าจะอยู่ที่การมองหาพรสวรรค์ในเด็ก มากกว่าการมองหาเด็กที่มีพรสวรรค์

ถ้าเข้าใจในตัวตนของลูกแล้ว ไม่ว่าลูกจะเป็นเด็กแบบไหน คุณก็จะช่วยเติมเต็มความสุขได้ค่ะ.


(update 12 มกราคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 286 พฤศจิกายน 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600