เคล็ดลับป้องกันโรคติดเกม


ปัจจุบันดูเหมือนว่า “โรคติดเกม” จะกลายเป็นโรคระบาดร้ายแรงในหมู่เยาวชนชนิดหนึ่ง ซึ่งกระทบต่อครอบครัวจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนในเมือง และครอบครัวที่มีการใช้คอมพิวเตอร์หรือเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที)

เด็กติดเกมมีตั้งแต่นักเรียนชั้นประถมศึกษา จนถึงอุดมศึกษา แม้แต่ในหมู่นักศึกษาแพทย์และวิศวะที่จัดว่าเป็นชนชั้นหัวกะทิ แสดงว่าต่อให้ไอคิวดีก็ไม่ได้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของโรคนี้

ผมรู้จักครอบครัวหลายครอบครัวที่มีความทุกข์จากปัญหาลูกเป็นโรคติดเกม จนมีผลกระทบต่อพัฒนาการบุคลิกภาพและการเรียนของลูก กลายเป็นคนขาดวินัย นอนดึก ตื่นสาย ฟุ่มเฟือย เฉื่อยชา ดื้อรั้น ก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ขาดความรับผิดชอบ เรียนตก ออกจากโรงเรียน (ไม่เรียนหนังสือ)

พ่อแม่บางคนมักแต่ทำงานหาเงินทั้งวันไม่มีเวลาดูแลลูก หรือปรนเปรอลูกด้วยเงินทอง วัตถุ ปล่อยให้ลูกเล่นเกม จนในที่สุดติดจนยากที่จะถอนตัวได้

พ่อแม่บางคนรักลูก ตามใจลูก ไม่กล้าเข้มงวดกวดขันหรือลงโทษลูกเมื่อทำผิด ปล่อยให้ลูกมีนิสัยเกียจคร้าน ไม่รับผิดชอบ ขาดวินัย เพราะมัวแต่เห็นใจว่า “ลูกยังเล็กอยู่” จนลูกกลายเป็นคนขาดภูมิคุ้มกัน เมื่อปล่อยให้เล่นเกมก็ง่ายต่อการติด และพ่อแม่ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร เพราะใจอ่อนกับลูกจนเป็นนิสัยเสียแล้ว

การป้องกันโรคติดเกมนั้น คงไม่ใช่เริ่มจากความคิดในการปฏิเสธเทคโนโลยี หรือห้ามลูกไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด เพราะเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ยากในยุคที่ลูกต้องเติบโตท่ามกลางกระแสไหลบ่าของเทคโนโลยีซึ่งมีด้านที่ดีมีประโยชน์มากมาย

พ่อแม่และโรงเรียนจะต้องติดอาวุธทางความคิด (ปัญญา) และสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานและยุวชนให้สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่างฉลาดรู้ (รู้เท่าทัน)

จากประสบการณ์ส่วนตัวและหลายๆ ครอบครัวที่ให้ลูกเล่นไอทีแล้วไม่เป็นโรคติดเกม มิหนำซ้ำยังสามารถใช้ประโยชน์จากไอทีในการเรียนรู้และการทำงานของลูกได้อย่างเต็มที่ ผมขอเสนอเคล็ดลับในการป้องกันโรคติดเกมไว้ในที่นี้เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้


1. ใกล้ชิด นับว่าเป็นความสำคัญอันดับแรกสุดไม่ว่างานจะยุ่งขนาดไหน พ่อแม่จะต้องแบ่งเวลาเลี้ยงดูลูกเล่นกะลูก สอนลูกตั้งแต่วัยแบเบาะ สร้างความรัก ความอบอุ่น ความผูกพัน ซึ่งจะเป็นรากฐานแห่งสายสัมพันธ์ในครอบครัวอันยาวไกล อย่าคิดว่าลูกยังเล็กไม่รู้ประสา ปล่อยให้คนอื่นเลี้ยงไปก่อนรอให้ลูกโตหน่อยคอยสอนสั่งเอง ก็อาจจะสายเกินแก้

2. ฝึกคิดและทักษะชีวิต จัดประสบการณ์เรียนรู้ให้ลูก เช่น เล่านิทาน อ่านหนังสือ เล่นของเล่น เล่นเกม ดูโทรทัศน์ พาไปทัศนาจร เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเรื่องราวเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน (เช่น ดูข่าวหรือละคร ขณะกินอาหารมื้อเย็นร่วมกัน ขณะเดินทางในรถ หรือรถติด) ฝึกให้ช่วยทำงานบ้าน ฝึกแก้ปัญหาและช่วยเหลือผู้อื่น (โดยพ่อแม่ทำเป็นตัวอย่างให้เห็น) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องสอนให้ฝึกคิดเป็นและรู้หลักการดำเนินชีวิตที่ดีงาม

ในการบริโภคหรือการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้นควรสอนหลักคิดอยู่อย่างน้อย 2 เรื่อง ได้แก่
  • หลักคิดเรื่อง “คุณ-โทษ” คือสรรพสิ่งในโลกนี้ย่อมมีทั้งคุณ (ดี) และโทษ (เลว) ในตัวมันเองเสมอ เป็นทวิลักษณ์หรือดาบสองคม ควรเลือกใช้ประโยชน์ให้ถูกและป้องกันโทษที่จะเกิดขึ้น

  • หลักคิดเรื่อง “คุณค่าแท้-คุณค่าเทียม” คือมองแยกแยะสิ่งต่างๆ ให้ออกว่า อะไรคือคุณค่า (ประโยชน์) แท้จริง อะไรคือคุณค่า (ประโยชน์) ที่มากกว่าประโยชน์แท้จริง เช่น นาฬิกามีคุณค่าแท้คือ บอกเวลา คุณค่าเทียมคือ เป็นของประดับ อาหารมีคุณค่าแท้คือ หล่อเลี้ยงชีวิตคุณค่าเทียมคือ ความอร่อย เป็นต้น จึงควรให้ความสำคัญต่อคุณค่าแท้มากกว่าคุณค่าเทียม ข้อนี้ช่วยให้มีความฉลาดมีเหตุมีผลและมีความเพียงพอในการบริโภค
3. ปลูกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ฝึกให้รู้จักรับผิดชอบต่อตนเอง พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อน ครู และสังคม

4. การสร้างกรอบวินัย ฝึกให้รูจักมีระเบียบวินัยและกติกา เพื่อไม่ให้ทำอะไรตามใจตัวเองจนมีผลเสียต่อหน้าที่การงาน การพัฒนาตน และบุคลิกภาพที่ดี มีวุฒิภาวะ ทั้งนี้ควรหาอุบายให้รางวัลเมื่อลูกทำดี และลงโทษเมื่อลูกทำผิด


ทั้ง 4 ข้อจี้จะเป็นภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเกมเป็นอย่างดีสำหรับครอบครัวที่มีปัจจัยเกื้อหนุน ควรลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์ไว้ใช้ในบ้าน โดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรเป็นสมบัติกลางของครอบครัว โดยตั้งไว้ในห้องทำงาน ห้องรับแขก หรือห้องสมุด อย่าให้ลูกยึดครองไว้ใช้ส่วนตัวในห้องนอนลูก ทั้งนี้จะได้มีปฏิสัมพันธ์ เรียนรู้ร่วมกันในเรื่องไอที และง่ายต่อการดูแลกำกับพฤติกรรมการใช้ไอทีของลูก

  • ควรตั้งกฎเกณฑ์กติกาในการใช้งานตั้งแต่แรก เช่น การกำจัดเวลาและเงื่อนไข (เช่น ต้องรับผิดชอบต่อการเรียนและงานบ้านที่ได้รับมอบหมาย) โดยชี้แจงถึงเหตุผลจนลูกเข้าใจและยอมรับ หากทำผิดกติกาจะต้องหาอุบายลงโทษ

  • ส่งเสริมให้ลูกใช้ไอทีในการค้นคว้าเรียนรู้ ทำรายงานส่งครู วาดภาพ เล่นดนตรี มากกว่าเล่นเกม แต่ควรดูเกมที่ลูกเล่นว่ามีความเหมาะสมตามวัยของลูกเพียงใด

  • เมื่อลูกขอเงินเพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็ไม่ควรให้ง่ายๆ ควรถามถึงความจำเป็นและฝึกให้ลูกรู้จักทำงานเป็นการแลกเปลี่ยน เช่น ช่วยงานของพ่อแม่ ช่วยพิมพ์รายงานหรือค้นคว้าข้อมูลให้พ่อแม่ เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของวิธีป้องกันโรคติดเกมในมุมมองของผม หากผู้อ่านมีเคล็ดลับอื่นๆ จะเขียนมาเล่าสู่กันฟังก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ.


(update 11 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 28 ฉบับที่ 334 กุมภาพันธ์ 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600