ถึงเวลาที่ลูกต้องไปเป็นนักเรียนใหม่ นอกจากจะต้องปรับให้เข้ากับโรงเรียนใหม่และคุณครูคนใหม่แล้วยังต้องปรับตัวเข้าหาเพื่อนใหม่ที่เพิ่งมาเจอกันด้วย งานนี้จะเป็นเรื่องหินหรือผ่านได้ฉลุย
พ่อแม่ช่วยลูกได้ค่ะ
เพื่อนหนูอยู่ไหน
พอนักเรียนคนใหม่กลับถึงบ้านเชื่อแน่ว่าคุณแม่ต้องถามเรื่องราวที่โรงเรียน สนุกไหมคะ เล่นกับใครบ้าง ถ้าอยากรู้ว่าลูกเข้ากับเพื่อนได้หรือเปล่า ลองสังเกตคำตอบ 2 แบบนี้เป็นพิเศษค่ะ
ขี้ฟ้อง กลับมาเล่าหมดเลยว่า วันนี้หนูโป้งใคร เพราะอะไรบ้าง เช่น ไม่แบ่งของเล่นให้หนู ไม่น่ารัก วันพรุ่งนี้กลับมาก็ยังโป้งเพื่อนอีกคน แถมยังบ่นว่าคนอื่นทุกเรื่องเลย
ไม่พูดถึงใครเลย คุณแม่ถามว่าหนูเล่นกับใครบ้างวันนี้ ลูกก็ตอบว่า ไม่เล่น ไม่อยากเล่นกับใคร
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็น่าจะใส่ใจเรื่องเพื่อนของลูกด้วย เพราะมีสัญญาณบ่งบอกว่าลูกไม่สนุกกับเพื่อนที่โรงเรียนเสียแล้ว อย่าลืมสังเกตท่าทางของลูกขณะพูดด้วยนะคะว่าพูดไปตามอารมณ์หรือเป็นความรู้สึกจริง แต่จะให้ดีเวลาไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียนก็ลองพูดคุยกับคุณครูถึงเพื่อนสนิทของลูกบ้างจะช่วยให้ได้ข้อมูลจริงๆ ว่าลูกเข้ากับเพื่อนได้หรือเปล่า
ช่วยลูกผูกมิตร
เมื่อได้ลองเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นหรือทำกิจกรรมกับเพื่อนใหม่ๆ แล้วไม่ได้ผล เพราะเรื่องขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กวัยนี้ที่ยังมักมีตนเองเป็นศูนย์กลาง และมีความอดทนในการรอคอยน้อยมาก คุณพ่อคุณแม่คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องเหล่านี้ให้เหมาะสมค่ะ
คิดเชิงบวก ก่อนอื่นต้องหนักแน่นและใจกว้างเข้าไว้ด้วย อย่าไปทำเรื่องของเด็กๆ ให้เป็นปัญหาผู้ใหญ่ และไม่ควรเข้าไปยุ่มย่ามมากเกินไป ปล่อยให้ลูกได้ลองแก้ปัญหาเองก่อน แต่ถ้าเมื่อไหร่ถึงขั้นตุ๊บตั๊บลงไม้ลงมือนั่นแหละค่ะเป็นสัญญาณว่าต้องการกรรมการช่วยห้ามทัพแล้ว
สื่อสารกับครู พ่อแม่คือหุ้นส่วนสำคัญในการเรียนรู้ของลูก แต่ครูก็มีส่วนช่วยไม่น้อยกว่ากัน การที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของลูกจึงต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย สื่อสาร 2 ทาง และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของกันและกันค่ะ
สานสัมพันธ์ บางทีพ่อแม่ก็มีวิธีหาเพื่อนใหม่ให้ลูกได้นะคะ เช่น เวลาไปรับลูกหลังเลิกเรียนหาขนมติดไม้ติดมือไปสักถุง แล้วสอนให้ลูกแบ่งปันเพื่อนๆ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีไม่น้อยค่ะ
ช่วยให้แน่นแฟ้น ต้องดูแลเอาใจใส่กันและกัน เทคนิคบัดดี้เป็นวิธีการที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย แถมยังใช้ได้กับทุกเพศทุกวัยค่ะ งานนี้คงต้องอาศัยคุณครูให้ช่วยจับคู่ ใครสนิทกับใครก็ดูแลซึ่งกันและกันความสัมพันธ์ของเด็กๆ จะแน่นแฟ้นขึ้นชัวร์
ลดความขัดแย้ง เวลาพูดก็ง้าย
ง่าย และเวลาทำจริงๆ ก็คงยากเกินไปหรอกค่ะ ถ้าคุณแม่หรือคุณครูอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ ลองทำตาม 6 ขั้นตอนลดความขัดแย้งต่อไปนี้ดูสิคะ
- ทำให้ทุกคนสงบ อีกคนร้องไห้ อีกคนก็เอาแต่กรี๊ดๆ ต้องงัดวิธีมาทำให้พวกเขาเงียบแล้วหันมาฟังคำอธิบายเราให้ได้ค่ะ
- ผลัดกันพูดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เด็กเล่าเรื่องราวทีละคนว่าการทะเลาะกันคราวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
- วิเคราะห์ให้ชัดว่าปัญหาคืออะไร ผู้ฟังต้องคิดหาปัญหาจริงๆ นะคะไม่ใช่บอกว่าคนที่มาทีหลังเป็นคนแย่งของเล่น พิจารณาดูว่าจริงๆ แล้วของเล่นไม่พอต่อความต้องการหรือเปล่า
- ให้เด็กๆ ช่วยกันคิดวิธีแก้ปัญหา อย่าตัดสินว่าคนมาก่อนต้องเป็นคนได้เล่น ลองให้เด็กๆ ช่วยกันหาทางแก้จะด้วยวิธีไหนก็เอาเท่าที่เขาคิดได้ล่ะค่ะ แต่เป้าหมายของทางออกน่าจะประนีประนอมให้แบ่งกันเล่น
- เลือกหนึ่งวิธีการเพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกัน วิธีการที่เขาเสนอมาอาจจะมากกว่า 2 ข้อ เช่น เธอเล่นก่อน เล่นด้วยกัน ฯลฯ ให้เลือกเพียง 1 ข้อ ทำความเข้าใจและยอมรับร่วมกัน
- คอยดูว่าเขาทำตามข้อตกลงหรือไม่ หากมีใครผิดกติกา พ่อแม่หรือครูต้องบอกหรือเตือนว่าเขาผิดข้อตกลง อาจจะสละสิทธิ์ให้เพื่อนเล่นก่อน
ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่สามารถปลูกฝังได้ภายใน 1 วัน หรือ 1 เดือนค่ะ แต่พ่อแม่ต้องเข้าใจพื้นฐานทางอารมณ์และพัฒนาการของการเล่นของลูกด้วยแล้วค่อยๆ แก้ปัญหาพร้อมทั้งสังเกตลูกเป็นระยะ แล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ตามวัยของลูกค่ะ
(update 21 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.133 November 2006]
|