โภชนาการดี-สมองดี


คุณพ่อแม่ทุกคนต่างก็อยากเห็นลูกเติบโตสมวัย มีร่างกายจิตใจ และสติปัญญาที่สมบูรณ์พร้อมด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ พันธุกรรม การอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม และโภชนาการ เราจะมาดูกันว่าอาหารมีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองของลูกอย่างไร คุณแม่จะพิถีพิถันเรื่องอาหารการกินทั้งของคุณแม่และของเจ้าตัวเล็กให้มากยิ่งขึ้น


รู้จักสมองของลูกน้อย

สมองของเจ้าตัวเล็กมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่แล้วค่ะ ซึ่งสมองของลูกจะมีการแบ่งเซลล์เร็วมากในช่วงอายุครรภ์ประมาณเดือนที่ 3-6 และมีจำนวนมากเกือบเต็มที่ในทารกแรกเกิด น้ำหนักของสมองจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด เพราะฉะนั้นถ้าคุณแม่อยากให้ลูกมีพัฒนาการทางสมองที่สมบูรณ์ก็ต้องเริ่มบำรุงกันตั้งแต่ในครรภ์และบำรุงต่อเนื่องไปจนถึงหลังคลอดด้วย โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรก ซึ่งเป็นช่วงที่สมองของลูกมีการเจริญเติบโตเร็วกว่าช่วงวัยอื่น การที่ลูกได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ประกอบกับเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้สมองมีการพัฒนาดีขึ้น นั่นก็หมายความว่าลูกจะมีไอคิวที่ดีขึ้นด้วยค่ะ มาถึงตอนนี้คุณแม่คงอยากทราบแล้วใช่ไหมคะว่ามีสารอาหารชนิดใดบ้างที่จะช่วยเสริมสร้างสมองของลูกได้


บำรุงสมองของลูกน้อยเริ่มเมื่อไหร่ดี

ในช่วงตั้งครรภ์นั้น คุณแม่ต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ อย่างหลากหลายและพอเพียง รวมทั้งเสริมวิตามิน โฟเลทและธาตุเหล็กในรูปยาเม้ดเพราะร่างกายต้องการเพิ่มเป็นพอเศษในช่วงตั้งครรภ์เพื่อเสริมสร้างร่างกายของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ให้แข็งแรง ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์นั้น คุณแม่ยังไม่จำเป็นต้องได้รับพลังงานจากอาหารเพิ่มจากปกติ แต่พอเข้าช่วงเดือนที่ 4-9 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรได้รับพลังงานจากอาหารเพิ่มขึ้นจากปกติวันละ 300 กิโลแคลอรี หรือทานอาหารเพิ่มจากปกติประมาณ 20-30%
โปรตีน ควรได้รับเพิ่มขึ้นจากปกติ วันละ 25 กรัม ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอด และคุณแม่ควรได้รับวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ครบถ้วน

ไอโอดีนและธาตุเหล็ก มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสมองของทารกในครรภ์ ถ้าขาดไอโอดีนและธาตุเหล็กอย่างรุนแรงในช่วงที่สมองกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วก็จะทำให้กเดผลเสียอย่างถาวรไปตลอดชีวิตและทำให้ทารกที่เกิดมามีสติปัญญาด้อยกว่าปกติ

โฟเลท มีความสำคัญมากในการสร้าสมอง ระบบประสาท และไขสันหลัง การขาดโฟเลทในช่วงเดือนแรกของการตั้งครรภ์จะทำให้ทารกมีความผิดปกติของท่อประสาท กระดูกสันหลัง กะโหลกศรีษะ ไขสันหลัง และสมองได้ คุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์จึงต้องการโฟเลทเพิ่มขึ้นอย่างมาก คือเพิ่มเป็น 1.5 เท่า ซึ่งการได้รับโฟเลทจากอาหารเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ เพราะโฟเลทมีมากในผักใบเขียว ซึ่งเมื่อถูกความร้อนก็จะสลายตัว ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการขาดโฟเลทจึงต้องมีการรับประทานเสริมในรูปของยาเม็ดด้วย

นม เป็นอาหารที่มีประโยชน์มากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์เพราะมีแคลเซียมสูง และร่างกายสามารถดูดซึมได้ดีมีโปรตีนและวิตามินอีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินบี 2 วิตามินบี 12 วิตามินเอ และวิตามินเค ซึ่งนมที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ควรจะเป็นนมรสจืด และถ้าเป็นนมไขมันต่ำด้วยก็จะดีเพราะไขมันนมมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งถ้าร่างกายได้รับไขมันอิ่มตัวสูงเป็นประจำทั้งจากการดื่มนมและการรับประทานอาหารประเภทอื่นๆ ในระยะยาวจะทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้

ปลาทะเล เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองของทารก คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานปลาทะเลเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้ได้รับกรดไขมัน โอเมก้า 3 คือ DHA อย่างเพียงพอ แต่ปัจจุบันพบว่ามีปลาทะเลหลายชนิดที่มีสารปรอทตกค้าง ซึ่งเกิดมลพิษทางทะเลที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานปลาชนิดเดียวซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรจะสลับสับเปลี่ยนให้มีความหลากหลาย สำหรับปลาที่เลือกทานควรเป็นปลาทะเลตัวเล็ก เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาโอ เพราะปลาทะเลตัวใหญ่มีโอกาสสะสมสารพิษมากกว่า
สำหรับอาหารที่ไม่ควรรับประทานในช่วงตั้งครรภ์เป็นประจำ คืออาหารที่มีรสหวานเพราะคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ทุกคน และควรงดรับประทานอาหารรสจัดประเภท อาหารหมักดอง ผงชูรส เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งหลีกเลี่ยงชา กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ยาชูกำลัง และต้องพยายามดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและออกกำลังกายอย่างพอเหมาะด้วย


อาหารเพิ่มพัฒนาการของสมองของลูกน้อย

คราวนี้เรามาดูกันค่ะว่า สารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและช่วยเสริมสร้างสมองของเจ้าตัวเล็กมีอยู่ในอาหารชนิดใดบ้าง

นมแม่ สุดยอดอาหารบำรุงสมอง

หลังคลอดแล้ว อาหารบำรุงสมองที่ดีที่สุดสำหรับทารกก็คือ นมแม่ ซึ่งในช่วง 4-6 เดือนแรก นมแม่อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว ทารกที่ได้กินนมแม่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 2 เดือนขึ้นไป จะมีการเจริญเติบโตและมีขนาดสมองที่สมวัยมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้และเชาว์ปัญญา การรับรู้ การมองเห็น การใช้กล้ามเนื้อที่แตกต่างจากทารกที่ได้รับนมผสมอย่างชัดเจนในช่วง 4-6 วันแรกหลังคลอด น้ำนมแม่จะมีลักษณะใสสีเหลือง เรียกว่า หัวน้ำนม ซึ่งมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าน้ำนมระยะอื่นๆ และยังมีภูมิต้านทานเชื้อโรค เช่น เม็ดเลือดขาว และโปรตีนต่างๆ ที่ช่วยต้านทานโรค เช่น แอนติบอดีย์ และไลโซไซม์ เป็นต้น ทำให้เจ้าตัวเล็กไม่ค่อยเจ็บป่วยและสามารถพัฒนาสมองได้อย่างเต็มที่อีกด้วย คุณแม่จึงไม่ควรให้ลูกพลาดโอกาสทองนี้นะคะและน้ำนมของคุณแม่จะมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไปด้วย ฉะนั้นคุณแม่จึงต้องดูแลเรื่องอาหารของตนเองให้ครบถ้วนเช่นเดียวกับตอนตั้งครรภ์ประมาณ 20-30% เพื่อให้น้ำนมของแม่มีคุณค่าสารอาหารเพิ่มขึ้นจากปกติวันละ 500 กิโลแคลอรี

โปรตีน

หน้าที่หลักของโปรตีน คือ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ให้พลังงาน ช่วยรักษาสมดุลของน้ำในหลอดเลือด เนื้อเยื่อ และเซลล์ โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบของสมอง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ขวบปีแรก ซึ่งสมองของเด็กมีการเจริญเติบโตถึงร้อยละ 80 ของน้ำหนักสมองของผู้ใหญ่ หากได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ จะส่งผลกระทบทำให้สมองมีขนาดเล็กกว่าปกติ ซึ่งจะมีผลเสียต่อสติปัญญาของลูกในระยะยาวได้ รู้แบบนี้แล้วต้องพยายามอย่าให้ลูกขาดโปรตีนนะคะ

อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนนั้นมีทั้งที่ได้จากพืชและสัตว์ โปรตีนจากพืชมักจะพบมากในพืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง เต้าเจี้ยว เป็นต้น โปรตีนที่ได้จากพืชจะมีคุณภาพด้อยกว่าโปรตีนที่ได้จากสัตว์โปรตีนที่มีคุณภาพสูงพบมากในเนื้อสัตว์ทุกชนิด เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ ตับ ปลา กุ้ง หอย นม และ ไข่

วิตามินเอ

หน้าที่สำคัญของวิตามินเอ คือ ช่วยในสร้างเม็ดสีสำหรับการมองเห็นภาพในที่มืด วิตามินเอจึงมีความสำคัญต่อดวงตาเป็นอย่างมากโดยเฉพาะบริเวณจอรับภาพในตา นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการรักษาเยื่อบุต่างๆ ในร่างกาย เช่น เยื่อบุตาขาว เยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหารให้คงสภาพปกติ และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรคของร่างกายทำงานได้ดีอีกด้วย

การขาดวิตามินเอจะทำให้การมองเห็นลดลง และทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อพัฒนาการของสมอง

อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ได้แก่ ตับไข่แดง น้ำนม ถือเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของวิตามินเอ นอกจากนี้ยังพบในผักที่มีสีเขียวเข้มและผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม ซึ่งจะทำให้เบต้าแคโรทีน ที่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ เช่น ผักตำลึง ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ฟักทอง แครอท มะละกอสุก กล้วย มะม่วงสุก เป็นต้น วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน ฉะนั้นถ้าต้องการให้ร่างกายสามารถนำวิตามินเอไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ร่างกายต้องได้รับไขมันเข้าไปด้วย แต่ก็ต้องเลือกรับประทานไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายด้วยนะคะจะได้ไม่เกิดโทษภายหลังค่ะ

ธาตุเหล็ก

เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมดกลบินซึ่งเป็นสารที่สำคัญในเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลี้ยงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งสมองด้วย การขาดธาตุเหล็กจะทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย สมาธิลดลงขาดความกระตือรือร้น สติปัญญาด้านความจำลดลง และเกิดภาวะโลหิตจางได้ ฉะนั้นหลังจากที่ลูกเริ่มทานอาหารเสริม คุณแม่ให้ลูกได้ทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กเป็นประจำ เพื่อความสมบูรณ์ของร่างกายและสติปัญญา

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงนั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม บร๊อกโคลี่ และตำลึง เป็นต้น แต่ธาตุเหล็กที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ และตับ จะถูกดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าธาตุเหล็กในไข่แดง นม และพืชผักต่างๆ นอกจากคอยดูแลให้ลูกได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอด้วย เพราะวิตามินซีในผักและผลไม้จะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

ไอโอดีน

เป็นแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองของทารก โดยปกติร่างกายคนเราต้องการไอโอดีนประมาณ 100-150 ไมโครกรัมต่อวันแต่ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่ต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้นเป็น 200 ไมโครกรัมต่อวัน เนื่องจากมีการขับออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น และถูกดึงไปให้ทารกในครรภ์พลอยไม่ได้รับไอโอดีนเพียงพอกับความต้องการ ส่งผลให้ลูกที่เกิดมามีความผิดปกติทางสมองและระบบประสาท มีอาการหูหนวก เป็นใบ้หรือที่เรียกว่า “โรคเอ๋อ” ได้ค่ะ ฉะนั้นนอกจากคุณแม่จะต้องรับประทานไอโอดีนให้เพียงพอในช่วงตั้งครรภ์แล้วเมื่อลูกรับประทานอาหารเสริมได้แล้ว คุณแม่ก็ควรดูแลให้ลูกได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอด้วยค่ะ

สำหรับแหล่งอาหารที่มีไอโอดีน ได้แก่ เกลือที่ได้จากน้ำทะเลหรือเกลือสมุทร เกลือเสริมไอโอดีน อาหารทะเล เช่น ปลาทะเล กุ้ง หอย เป็นต้น และพืชทะเล เช่น สาหร่ายทะเล

สังกะสี

ธาตุสังกะสีมีบทบาทมากมายต่อร่างกาย ทั้งในด้านการเจริญเติบโตภูมิคุ้มกันของร่างกาย การทำงานของอวัยวะต่างๆ การป้องกันอนุมูลอิสระแหล่งอาหารที่มีสังกะสีมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ อาหารทะเล เช่น ปลา กุ้ง หอยนางรม สำหรับพืชคือ ถั่ว งา และข้าวกล้องนั้น แม้จะมีสังกะสีปริมาณปานกลางถึงสูง แต่การดูดซึมไม่ดีเพราะมีสารไฟเตต (phytate)

วิตามินบี 1

ใช้ในกระบวนการเปลี่ยนแป้งหรือน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ทำหน้าที่รักษาการทำงานของระบบประสาทช่วยทำให้เซลล์ประสาทแข็งแรง กล้ามเนื้อหัวใจทำงานปกติ พบมากในเนื้อหมู ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ เป็นต้น

การขาดวิตามินบี 1 ทำให้เกิดโรคเหน็บชา และระบบประสาทผิดปกติได้ เช่น ประสาทอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชา ความจำไม่ดี และนอนไม่หลับ รวมทั้งหัวใจวายได้

วิตามินบี 2

ช่วยในการเจริญเติบโตและกระบวนการใช้ประโยชน์ของไขมันคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ที่จำเป็นต้อการพัฒนาสมองได้อย่างเต็มที่ ถ้าขาดวิตามินนี้จะส่งผลให้สมองของเด็กมีขนาดเล็กและไม่พัฒนาเท่าที่ควรแหล่งอาหารที่สามารถพบวิตามินบี 2 ได้มาก คือ นม ไข่แดง เนื้อสัตว์ และตับ

วิตามินบี 6

มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท ช่วยในการสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาท เช่น ซีโรโทนิน ที่ช่วยทำให้อารมณ์ดี ความจำดี วิตามินบี 6 มีมากในเนื้อสัตว์ ไข่แดง และถั่วเมล็ดแห้ง

วิตามินบี 12

มีส่วนสำคัญต่อการแบ่งเซลล์ การทำงานของสมองและประสาท การขาดวิตามินนี้จึงส่งผลให้เซลล์ทั่วร่างกายและเซลล์สมองมีการทำงานลดลง เชื่องช้า และกระทบต่อการเรียนรู้รวมทั้งมีอาการซีดแหล่งที่สามารถพบวิตามินบี 12 ได้มากคือ ตับ เนื้อสัตว์ ไข่ นม แต่ไม่พบวิตามินบี 12 ในพืชผักและผลไม้

กรดโฟลิคหรือโฟเลท (FOLATE)

เป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มของวิตามินบีในธรรมชาติ พบมากในตับ ผักใบเขียว เช่น ผักโขม บร๊อคโคลี่ ผลไม้บางอย่างเช่น ส้ม สตรอเบอรี่ และถั่วเมล็ดแห้งหน้าที่ของโฟเลทคือช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากการสร้างหลอดประสาทผิดปกติ โดยทั่วไปร่างกายต้องการโฟเลทประมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ความต้องการโฟเลทจะเพิ่มขึ้นเป็น 600 ไมโครกรัมต่อวัน จึงควรทานอาหารที่มีโฟเลทเพิ่มขึ้น เท่าตัว

โคลีน (CHOLINE)

เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ โคลีนจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงของสัญยาณประสาทเพื่อการเรียนรู้และความจำ โคลีนพบมากในนมแม่ และพบอยู่ในเนื้อสัตว์ ไข่แดง และถั่วเมล็ดแห้ง

ทอรีน (TAURINE)

ทอรีนคือกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง พบสะสมอยู่มากในเนื้อสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าและจอประสาทตา มีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ สติปัญญาและการมองเห็น มีการศึกษาวิจัยพบว่าเด็กที่ได้รับอาหารที่ไม่มีทอรีนเป็นเวลานานจะเกิดความผิดปกติของจอตาหรือการมองเห็น ซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อได้รับทอรีนเสริมในอาหาร นอกจากนี้ ทอรีนยังช่วยดูดซึมทำให้ทารกดูดซึมไขมันที่จำเป็นต่อสติปัญญาและการเจริญเติบโตได้ดีขึ้นอีกด้วย ทอรีนพบมากในน้ำนมแม่ แต่ในนมวัวจะพบทอรีนน้อยมาก การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงช่วยส่งเสริมสติปัญญาและการมองเห็นของลูก

กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย

ไขมันก็มีความสำคัญสำหรับเด็กเช่นกัน เพราะนอกจากจะให้พลังงานแล้วกรดไขมันยังช่วยให้วิตามินที่ละลายในไขมันถูกดูดซึมได้ดีขึ้น สำหรับกรดไขมันที่จำเป็นหมายถึงกรดไขมันที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งมี 2 ชนิด คือ กรดลิโนเลอิค และกรดแอลฟาลิโนเลนิค

กรดลิโนเลอิคและกรดแอลฟาลิโนเลนิค

สำคัญต่อการเติบโตและพัฒนาการทางสมอง เด็กที่ขาดกรดลิโนเลอิคจะมีอาการเติบโตช้า ผิวหนังแห้งเป็นขุย แผลหายยาก อาหารที่เป็นแหล่งของกรดลิโนเลอิคและกรดแอลฟาลิโนเลนิคที่สำคัญก็คือ “น้ำนมแม่” ซึ่งมีกรดลิโนเลอิคถึงร้อยละ 10 ของไขมันทั้งหมด ในขณะที่นมวัวมีกรดลิโนเลอิคเพียงร้อยละ 2 นอกจากนี้แล้ว น้ำนมแม่ยังมีเอนไซม์ไลเปส ซึ่งช่วยในการย่อยไขมัน ทำให้ไขมันในน้ำนมแม่เป็นไขมันที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย นอกเหนือจากน้ำนมแม่แล้ว กรดลิโนเลอิคและกรดแอลฟาลิโนเลนิคยังมีอยู่ในน้ำมันพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ น้ำมันถั่วเหลือง

กรดไขมัน AA (Arachidonic acid)

เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ทั่วร่างกาย พบมากในสมอง จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งแต่อยู่ในครรภ์คุณแม่จนถึงอายุ 2 ปี แม้ว่าร่างกายของเจ้าตัวเล็กจะสามารถสร้างกรดไขมัน AA ได้จากกรดลิโนเลอิค แต่ในทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ หรือในช่วงเดือนแรกๆ ของชีวิต จำนวนที่สร้างอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายและสมองที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว กรดไขมัน AA นี้จะพบมากในน้ำนมและในเนื้อสัตว์ต่างๆ

กรดไขมัน DHA (Decosahexaenoic acid)

เป็นกรดไขมัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองเฉพาะด้านความจำ การเรียนรู้ และประสาทตา ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการเชื่อมโยงของเซลล์สมอง ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดความจำและการเรียนรู้ ทั้งนี้ในสมองและประสาทตาของคนเราประกอบไปด้วยกรดไขมันหลายชนิด แต่ชนิดที่มีมาก ก็คือ AA และ DHA

อาหารที่อุดมไปด้วย DHA นอกจากน้ำนมแม่แล้ว จะพบในปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า ปลาโอ ปลาทู ปลาซาบะ ฯลฯ การบริโภคปลาทะเลประมาณ 30 กรัมต่อวัน และ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะสามารถเพิ่มกรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหาร

อาหารที่มีกรดไขมันที่จำเป็นอย่างครบถ้วนสำหรับการพัฒนาสมองของเจ้าตัวเล็กก็คือแหล่งที่หาง่ายและใกล้ตัวของคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดก็คือ น้ำนมแม่นั่นเองค่ะ เจ้าตัวเล็กทีได้รับประทานนมแม่ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากจะมีพัฒนาการสมองที่ดีแล้ว เจ้าตัวเล็กจะภูมิต้านทานเชื้อโรคที่ดีด้วยค่ะ

เห็นไหมคะว่า อาหารมีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองของลูกมากแค่ไหน เสริมสร้างไอคิวของลูกด้วยอาหารแล้วอย่าลืมเสริมสร้างอีคิวให้ลุกด้วยนะคะ เจ้าตัวเล็กจะได้เติบโตอย่างสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาค่ะ


(update 28 กันยายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.169 August 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600