ปัจจุบันน้ำผลไม้เป็นเครื่องดื่มที่เด็กนิยมดื่มกันมากขึ้น ผู้ปกครองสามารถเตรียมให้หรือซื้อหาน้ำผลไม้ที่บรรจุภาชนะชนิดต่างๆ ได้ง่าย บางครอบครัวทารกที่อายุต่ำกว่า 5 เดือน ก็อาจได้ดื่มน้ำผลไม้แล้ว
จากการสำรวจทันตแพทย์หญิงจันทรา อึ้งชูศักดิ์ และคณะ เกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มต่างๆ ของเด็กแรกเกิด-5 ขวบ จำนวน 937 คน จาก 5 จังหวัด ที่มาจากภาคต่างๆ โดยใช้แบบบันทึกอาหาร สัมภาษณ์ผู้ปกครองและผู้เลี้ยงดูเด็ก พบว่าเด็กแรกเกิดถึงอายุ 2 ขวบ นอกจากนมแม่แล้ว เด็กยังดื่มนมรสหวานถึงร้อยละ 35.1 เด็กอายุ 3-5 ปี นิยมดื่มนมเปรี้ยวถึงร้อยละ 62 เครื่องดื่มรสหวานร้อยละ 10.8 และน้ำอัดลมร้อยละ 37.1
รู้จักน้ำผลไม้
น้ำผลไม้สามารถเตรียมขึ้นเองหรือมีขายในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 214) พ.ศ. 2543 ได้กำหนดมาตรฐาน น้ำผลไม้ ในบรรจุภัณฑ์ให้เป็นเครื่องดื่มที่มีหรือทำจากผลไม้พืชหรือผัก เป็นเครื่องดื่มไม่ว่าจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือออกซิเจนผสมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม และเป็นเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท รวมทั้งเป็นอาหารที่ควบคุมเฉพาะ
คุณภาพน้ำผลไม้ นอกจากจะไม่มีตุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคและไม่มีสารปนเปื้อนแล้ว การใช่น้ำตาลหรือวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลให้เป็นไปตามมาตรฐาน Joint FAO/WHO Codex การแสดงฉลากของเครื่องดื่มกำหนดไว้ว่า
1. น้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็นเครื่องดื่มที่มีหรือจากผลไม้ล้วน
2. น้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ จากน้ำผลไม้เข้มข้นสำหรับเครื่องดื่มที่ทำจากการนำผลไม้ชนิดเข้มข้นมาเจือจางด้วยน้ำ เพื่อให้มีคุณภาพหรือมาตรฐานเหมือนเครื่องดื่มข้อ 1
3. น้ำผลไม้ (ระบุเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้น) สำหรับเครื่องดื่มที่มีหรือทำจากผลไม้ตั้งแต่ร้อยละ 20 ของน้ำหนักขึ้นไป แต่ไม่ใช่เครื่องดื่มตามข้อ 1
ส่วนประกอบของน้ำผลไม้
โดยทั่วไปน้ำผลไม้จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักคาร์โบไฮเดรตในน้ำผลไม้จะเป็นผลรวมของน้ำตาลซูโครส ฟรักโทส และซอร์ปิทอล (sorbitol) โดยมีปริมาณระหว่าง 7-16 กรัมต่อ 100 ซีซี. มีโปรตีนและแร่ธาตุค่อนข้างน้อย
น้ำผลไม้บางชนิดมีโพแทสเซียม วิตามินเอ โฟเลต และวิตามินซีสูง ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น เครื่องดื่มน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซี (ascorbic acid) เมื่อดื่มพร้อมอาหารจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารดีขึ้น นอกจากนี้น้ำผลไม้จะไม่มีไขมันคอเลสเทอรอลหรือใยอาหาร ส่วนปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำผักผลไม้มักแปรตามปริมาณน้ำที่ใช้ในการเตรียมน้ำผลไม้
จากการศึกษาของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์พิภพ จิรภิญโญ และคณะ ได้ทำการวิเคราะห์น้ำผลไม้ในบรรจุภัณฑ์ที่ขายในท้องตลาด จำนวน 40 ชนิด พบว่ามีน้ำตาลซูโครส 2-112 กรัมต่อลิตร กลูโคส 20-58 กรัมต่อลิตร ฟรักโทส 5-75 กรัมต่อลิตร และพบน้ำตาลซอร์บิทอลมากที่สุดในน้ำลูกพรุน (คือ 67-149 กรัมต่อลิตร) น้ำผลไม้ส่วนใหญ่มีค่าความเข้มข้น (วิเคราะห์จากค่าลอสโมลาริตี้ระหว่าง 500-1,200 มิลลิออสโมลต่อลิตร)
การศึกษาของแพทย์หญิงนฤมล เด่นทรัพย์สุนทร และคณะ พบว่าน้ำผลไม้สดส่วนใหญ่ไม่มีซูโครส (ยกเว้นน้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล น้ำสับปะรด) มีความเป็นกรด และปริมาณโซเดียมน้อยกว่า แต่มีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมในปริมาณมากกว่าน้ำผลไม้บรรจุภัณฑ์ ซึ่งความแตกต่างของชนิดน้ำตาลและปริมาณความเข้มข้นของน้ำผลไม้เหล่านี้มีผลต่อการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตและน้ำในระบบทางเดินอาหาร
การดูดซึมคาร์โบไฮเดรตจากน้ำผลไม้
จากการศึกษาวิจัยพบว่าชนิดของคาร์โบไฮเดรตในน้ำผลไม้มีผลต่อการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตในลำไส้ โดยขึ้นกับสัดส่วนของปริมาณน้ำตาลฟรักโทส : กลูโคส ในผลไม้ ซึ่งถ้ามีค่ามากกว่า 1 : 1 เช่น พบในน้ำลิ้นจี่ร้อยละ 25 น้ำแอปเปิ้ล น้ำแพชชั่นฟรุต ถ้าดื่มน้ำมากไปทำให้เกิดอาการท้องเดิน ส่วน sugar alcohol ซึ่งได้แก่ ซอร์บิทอล ไซลิทอล (xylitol) ที่อาจพบได้ในน้ำลูกพรุน น้ำองุ่น หรือน้ำลูกแพร์ เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีอัตราการดูดซึมน้อยและช้า ถ้าได้รับปริมาณที่มากเกินก็อาจก่อให้เกิดปัญหาท้องเดินได้เช่นกัน
ดังนั้น การให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็กในการเสริมน้ำผลไม้แก้เด็กเพื่อลดปัญหาท้องผูกจำเป็นต้องพิจารณาชนิดและปริมาณของน้ำผลไม้ที่เหมาะสม
ความสัมพันธ์ของน้ำผลไม้ต่อสุขภาพเด็ก
มีงานวิจัยต่างๆ ทั้งที่เป็นการศึกษาภาคตัดขวางและการศึกษาติดตามผลระยะยาว พบความสัมพันธ์ทางบวกระหว่างการดื่มรสหวานต่างๆ และน้ำอัดลม กับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักเด็ก ที่เป็นผลจากการได้รับพลังงานจากเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น ซึ่งในเครื่องดื่มเหล่านี้จะมีน้ำผลไม้รวมอยู่ด้วย และเด็กที่เดิมมีภาวะโภชนาการเกินอยู่แล้ว ถ้าหากดื่มน้ำผลไม้ไม้เกินไปจะพบว่าสัมพันธ์ทางบวกกับการเพิ่มไขมันร่างกายด้วยแต่ประเด็นนี้ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากน้ำผลไม้ยังคงเป็นแหล่งที่สามารถให้วิตามินและแร่ธาตุแก่ผู้ดื่มได้
อย่างไรก็ตาม เด็กที่ดื่มน้ำผลไม้มากโดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่มีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานลงไปจะทำให้เด็กได้รับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปและเกิดฟันผุ ในต่างประเทศ เช่น สมาคมกุมารแพทย์ของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดแนวทางแก่ผู้ปกครองว่า
1. ไม่ควรให้น้ำผลไม้แก่เด็กทารกโดยเฉพาะทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน และควรให้เสริมเฉพาะในอาหารมื้อหลักเท่านั้นและไม่ให้น้ำผลไม่พร่ำเพรื่อตลอดทั้งวันหรือให้ก่อนเวลานอน เมื่อฟันซี่แรกของเด็กขึ้นแล้ว ไม่ควรให้น้ำผลไม้เกิน 240 ซีซี.ต่อวัน และหัดให้เด็กดื่มจากแก้วแทนการดูดจากขวด
นอกจากนี้ช่วงแรกเกิดถึงอายุ 2 ขวบครึ่ง ให้หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม และให้ทำความสะอาดปากเด็กด้วยผ้านุ่มๆ ภายหลังได้รับอาหารหรือเครื่องดื่มต่างๆ
2. จำกัดปริมาณน้ำผลไม้ไม่เกิน 120-180 ซีซี.ต่อวัน ในเด็กอายุ 1-6 ปี และไม่เกิน 240-360 ซีซี.ต่อวัน ในเด็กอายุ 7-18 ปี และให้เป็นน้ำผลไม้ที่เตรียมอย่างสะอาด
3. ควรส่งเสริมให้เด็กกินผัก-ผลไม้สดทุกวัน
ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณการดื่มน้ำผลไม้ในเด็ก แต่จากการที่พบว่าทั้งเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กวัยเรียนมีอัตราฟันผุค่อนข้างสูง ดังนั้น ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยโภชนาการและมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการกินอาหารว่างของเด็กว่า เด็กไม่ควรกินอาหารว่างเกิน 2 มื้อต่อวันและให้ปริมาณน้ำตาลในอาหารว่าง (ซึ่งอาจเป็นน้ำตาลจากขนมหรือเครื่องดื่มต่างๆ) นั้นมีไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน (6 ช้อนกาแฟ) หรือ 12 กรัม (3 ช้อนกาแฟ) ต่อมื้อและแนะนำให้เด็กกินผลไม้สดซึ่งจะให้ประโยชน์มากกว่า
นอกจากนี้ การส่งเสริมต้านนโยบายสุขภาพในครอบครัว สถานเลี้ยงดูเด็ก โรงเรียนและชุมชนซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ในการลดการได้รับน้ำตาลจากอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ โดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่มักมีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานลงไปซึ่งทำได้โดยให้คำแนะนำและกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านอาหารแก่ผู้ปกครองและผู้เลี้ยงดูเด็ก และให้มีมาตรการจำกัดไม่ให้มีตุ้หยอดเหรียญขายเครื่องดื่มรสหวานและน้ำอัดลม ตลอดจนการจัดหาน้ำดื่มสะอาดที่เพียงพอในสถานเลี้ยงเด็กและ โรงเรียน รวมทั้งจำกัดการโฆษณาและการขายเครื่องดื่มน้ำผลไม้รสหวานต่างๆ
มาตรการเหล่านี้จะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดปริมาณการได้รับน้ำตาลจากเครื่องดื่มและส่งผลดีต่อสุขภาพเด็กในระยะยาว
(update 27 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 337 พฤษภาคม 2550]
|