4 พฤติกรรม…อย่าทำนะลูก


“ดูดนิ้ว แทะเล็บ เขย่าขา ดึงผม” เชื่อว่าหากเจ้าหนูวัยอนุบาลมีพฤติกรรมแบบนี้ คงเป็นเหตุให้คุณแม่กลุ้มใจและประสาทเสียได้ไม่น้อยทีเดียว ถ้าอย่างนั้นเราค้นหาสาเหตุพร้อมวิธีแก้ไขกันค่ะ

เหตุผลที่ระบุแบบฟันธงถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กมีนิสัยเหล่านี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ ทราบว่าสามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุ แต่จะพบบ่อยในเด็กระหว่าง 2 ขวบครึ่งถึง 5 ขวบครึ่ง ซึ่งตามทฤษฏีพัฒนาการเด็กกล่าวว่า เมื่อเด็กมีวุฒิภาวะมากขึ้น ร้อยละ 90 จะเลิกนิสัยเหล่านี้ได้เอง ถ้าไม่หายก็อาจส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพในอนาคตได้ค่ะ


ดูดนิ้ว…เพราะเคยชิน

เด็กกว่าร้อยละ 60 รู้จักดูดนิ้วมาก่อนอายุ 1 ขวบแล้วค่ะการดูดนิ้วจะเป็นเหมือนสิ่งที่ทดแทนความต้องการของจิตใจ เช่น ยามเหงา ว้าเหว่ เพราะทำให้เพลิดเพลินและรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้ดูดนิ้วตัวเอง แต่ถ้าทำบ่อยๆ ก็จะเกิดความเคยชินได้ค่ะ

ปกติเมื่อเข้าสู่วัยอนุบาลเด็กมักเลิกดูดนิ้วเองเพราะอายเพื่อนเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนก็จะไม่ทำ ทำให้ค่อยๆ ลดพฤติกรรมนี้ไปได้อย่างไรก็ตามในวัย 3-5 ขวบนี้ หากลูกยังดูดนิ้วอยู่ คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าตกใจหรือหมดหวังนะคะ เพราะส่วนใหญ่มักเลิกไปเองเมื่ออายุราว 5 ขวบ แต่ก็ใช้จะนิ่งนอนใจ เพราะหากยังมีการดูดนิ้วต่อไปอีกจนกระทั่ง 6-7 ขวบ ก็จะส่งผลเสี่ยงต่อฟัน ทำให้ฟันเหยิน ฟันห่าง และมีผลต่อการออกเสียงได้ค่ะ

กลยุทธ์รับมือ
  • วิธีการช่วยลูกให้เลิกดูดนิ้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะคุยกับลูกแต่ไม่ใช่การขู่หรือดุด้วยเสียงดัง ควรชี้ให้เขาเห็นผลเสียของการดูดนิ้วที่เข้าใจได้ง่ายๆ เช่น ทำให้นิ้วเหี่ยว เป็นแผล เลือดออก ฟันยื่น พร้อมแสดงความรักและความห่วงใยให้ลูกรู้ด้วย

  • ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ โดยการหาของเล่นที่ต้องใช้มือก็จะช่วยให้ลูกลืมการดูดนิ้วไปได้ค่ะ หากลูกดูดนิ้วในสถานที่ที่มีคนเยอะ อย่าดุลูกนะคะ แต่ควรจับมือลูกเบาๆ แล้วค่อยๆ ดึงออก

  • อย่าลืมเรื่องความสะอาดของมือและเล็บของลูกด้วยค่ะ

แทะเล็บ…เก็บอารมณ์

อาการกัดหรือแทะเล็บจะพบบ่อยในเด็กวัย 3-6 ขวบ เด็กบางคนเริ่มต้นด้วยการแคะเล็บก่อน และเมื่อโตขึ้นจะเลิกพฤติกรรมนี้ได้เอง ขณะที่เด็กบางคนก็ยังไม่เลิก ด้วยภาวะทางด้านจิตใจ เช่น เครียดหรือกังวลที่อาจเกิดจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นการได้ดูหนังที่ตื่นเต้นสยองขวัญ ซึ่งเป็นการแสดงออกตามพัฒนาการและภาวะเก็บกดในจิตใจ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยลูกใช้วิธีนี้เพื่อแสดงความรู้สึกนะคะ เพราะลูกอาจติดนิสัยจนเลิกยาก ดังนั้น เมื่อลูกเริ่มแสดงอาการแทะเล็บนี้ถี่ขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรทบทวนดูว่าลูกมีเรื่องเครียดอะไร ที่เป็นสาเหตุให้เขาทำพฤติกรรมนี้ซ้ำๆ นั้นมีบ้างหรือเปล่า จะได้แก้ไขให้ถูกทางค่ะ

กลยุทธ์รับมือ
  • ไม่ควรแก้ที่พฤติกรรมซึ่งเป็นปลายเหตุ แต่ควรแก้ที่อารมณ์ของลูกจะดีกว่าค่ะ โดยต้องมองข้ามพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้แล้วพุ่งประเด็นไปที่การพัฒนาอารมณ์ลูกให้ดีอยู่เสมอ น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่า

  • หากจะแก้พฤติกรรมนี้ควรให้ลูกได้มีส่วนรับรู้ โดยสร้างแรงจูงใจในทางบวก เช่น ใช้วิธีให้ดาวลูก โดยบอกว่า “ถ้าวันนี้หนูไม่กัดเล็บเลย หนูจะได้หนึ่งดาว” เพื่อเป็นการเสริมกำลังใจให้ลูกอยากทำดี ซึ่งจะใช้ได้ผลกับเด็กในช่วงอายุ 2-4 ขวบค่ะ สำหรับเด็กที่โตกว่านี้จะต้องทำข้อตกลงร่วมกัน เป็นกติกาที่เขาต้องมีส่วนร่วมค่ะ

  • หากลูกกำลังแกะแทะเล็บ ควรชวนให้เขาพูดคุย ปรบมือ ร้องเพลงเล่นดนตรีที่ใช้มือและปาก

  • ให้เขาภูมิใจในเล็บสวย คุณแม่อาจจะชวนลูกสาวแช่นิ้วในน้ำอุ่นๆ ทำความสะอาด นวดนิ้วมือและเล็บด้วยน้ำมันมะกอกเพื่อให้ผิวหนังบริเวณรอบๆ อ่อนนุ่ม และหากเล็บยาวก็ชักชวนให้เขาตัดเล็บค่ะ

เขย่าขา กระตุ้นตัวเอง

การเขย่าขาเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่จะสังเกตเห็นในผู้ชายมากว่าผู้หญิง ในเด็กวัยอนุบาล ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติร้ายแรงอะไร เพียงแต่ผู้ใหญ่อย่างเราเห็นแล้วขัดหู ขัดตา ก็เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ แต่ก็ต้องเข้าใจเขาก่อนนะคะว่า…

ต้นเหตุของอาการขาอยู่ไม่สุขก็คือ ความเบื่อ ที่เราเห็นเด็กเขย่าขาก็เพราะเขาต้องการหาอะไรทำเพื่อจะกระตุ้นให้ตัวเองมีกิจกรรมทำตลอดเวลา เมื่อได้ทำบ่อยๆ ก็จะเกิดความเคยชินจนกลายเป็นนิสัย

กลยุทธ์รับมือ

  • หากิจกรรมอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจของลูก เช่น พาไปออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬา พยายามอย่าไปจ้ำจี้จ้ำไชว่าสิ่งที่ลูกทำนั้นเป็นเรื่องผิดมหันต์

  • คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ใช้อาการนี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการส่งเสริมให้เขาเล่นดนตรีประเภทกลองแทนค่ะ

ดึงผม แก้เซ็ง

เวลาว่างๆ หรือเครียดๆ เราเคยถอนผมเล่นกันบ้างหรือเปล่าถ้าเป็นล่ะก็! เด็กก็เป็นได้ค่ะ ถือเป็นพฤติกรรมที่มีปัญหาด้านอารมณ์ที่แฝงอยู่ ซึ่งเด็กที่แสดงอาการเช่นนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดอดและไม่ค่อยแสดงออก เมื่อมีปัญหาจะแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้

การถอนผมเล่นของเด็กนั้นถ้ามีไม่มาก ก็มีสิทธิ์จะหายเองได้ เหมือนพฤติกรรมอื่นๆ แต่ถ้าเห็นว่าผมลูกหายเป็นหย่อมจนกลายเป็นวงขาว ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า เขามีความผิดปกติทางจิตใจ เรียกว่า โรคทิโชทิโลมาเนีย (Trichotilomania) คือ โรคที่ไม่สามารถควบคุมความต้องการที่พุ่งขึ้นมาจากภายในได้ซึ่งพบได้ตั้งแต่เด็กวัยเรียนไปจนถึงผู้ใหญ่ทีเดียว

กลยุทธ์รับมือ
  • ลองหาสาเหตุและค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเปลาะค่ะ เช่น มีน้องใหม่ ย้ายบ้าน หรือไม่มีเพื่อน หากมีปัญหาตรงไหนก็ควรแก้ตรงจุดนั้น

  • ใกล้ชิดกับลูกให้มากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าหาลูกให้มากขึ้น อย่าปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียว ควรชวนลูกทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เข้าครัว ปลูกต้นไม้ ทำงานบ้านร่วมกัน ซึ่งหากลูกมีเพื่อนเล่นก็จะลืมอารมณ์เหงาไปได้ค่ะ

  • ส่งเสริมลูกให้ได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เน้นการพูดคุยให้ลูกสบายใจด้วยค่ะ
ใครมีลูกในวัยนี้อย่านิ่งนอนใจนะคะ หากสังเกตเห็นเจ้าตัวเล็กมีอาการดังกล่าว แล้วไม่มีทีท่าจะหาย คงต้องปรึกษาคุณหมอเพื่อหาทางแก้ไขค่ะ


พ่อแม่คือคนสำคัญ

การจะส่งเสริม กระตุ้น หรือการปรับเปลี่ยนนิสัยของลูกให้ดีขึ้นนั้น พ่อแม่ต้องเชื่อมต่อให้เขาเรียนรู้พฤติกรรมที่เหมาะสมได้ด้วยตัวเอง การชี้นำต้องค่อยเป็นค่อยไปให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างเต็มที่ ได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัส ได้ดมกลิ่น และชิมรสชาติ โดยทำให้เป็นตัวอย่างก่อน เพียงแค่ปลีกเวลามาใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น โดยหากิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้สัมผัสทั้งห้า โดยเฉพาะมือเพื่อหันเหความสนใจจากความเศร้ากังวลและยามว่าง ได้แก่ กิจกรรมวาดรูป ระบายสี เล่นตัวต่อ ขี่สามล้อ เล่นเกมซ่อนมือ รับลูกเทนนิส ต่อโมเดล ปลูกต้นไม้ หรือให้อาหารปลา เป็นต้น

ฝึกกิจกรรมดีๆ ให้เคยชิน นิสัยดีๆ ก็จะเกิดค่ะ….


(update 25 ตุลาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 296 กันยายน 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600