เด็กๆ ยุคนี้เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตในทุกๆ ด้าน แต่ในมุมมืดของความสะดวกสบายเหล่านี้ กลับก่อให้เกิดโรคภัยที่จู่โจมเข้ามาอย่างเงียบๆ กว่าจะรู้อีกทีเด็กๆ ก็ถูกโรคร้ายคุกคามไปเสียแล้ว
ดิฉันกำลังพูดถึง โรคเบาหวานโรคร้ายที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเด็กไทยอีกต่อไปแล้ว!!
เบาหวาน
กับวิถีของเด็กยุคดิจิตอล
สังคมยุคดิจิตอล ทุกอย่าง่ายดายเพียงปลายนิ้มสัมผัส เด็กๆ ที่เติบโตท่ามกลางวิถีชีวิตในสังคมยุคใหม่แบบนี้ อะไรๆ ก็สะดวกสบาย
ตื่นเช้ารีบไปโรงเรียน พึงร้านอาหารสะดวกซื้อหน้าปากซอย เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาเตรียมอาหารให้
พอถึงหน้าโรงเรียน ร้านขนม (หลอกเด็ก) สีสันล่อตาล่อใจพร้อมแถมของเล่นเรียงรายอยู่เป็นทิวแถว เด็กตาบ้องแบ๊วที่ไหนจะอดใจไหว พ่อแม่เองก็ใจอ่อนยอมซื้อให้ เพราะกลัวเจ้าหนูจะเกิดแผลงฤทธิ์ไม่ยอมเข้าโรงเรียน
ครั้นตกเย็น เด็กๆ เขาก็มีอะไรต่อมิอะไรให้เรียนเสริมทักษะเยอะไปหมดพ่อแม่จึงมักส่งไปเรียนเพิ่มเติม เรียนหนักอย่างนี้ต้องมีมื้อว่างเสริมกันหน่อยแล้วนั่นไง
เมนูยอดฮิตบนรถเข็น ทั้งลูกชิ้นทอด ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟราย น้ำแข็งใส ขนมกรุบกรอบ ฯลฯ
เมื่อกลับถึงบ้าน หลังอิ่มมื้อค่ำและทำการบ้านแล้ว ได้เวลาพักผ่อนดูทีวีหรือเล่นคอมพิวเตอร์พร้อมขนมขบเคี้ยว บางบ้านแถมท้ายด้วยนมอีก 1 แก้ว ก่อนเข้านอน
เสาร์-อาทิตย์
วันหยุดของครอบครัว หลายบ้านเลือกไปเดินเที่ยวตามศูนย์การค้า กินอาหารนอกบ้าน พาลูกไปเรียนเสริมทักษะ บางบ้านเป็นช่วงเวลาเดียวในรอบสัปดาห์ที่พ่อแม่ลูกจะได้ทำกิจกรรมและอยูด้วยกัน ถ้าพ่อแม่ไม่มีเวลา ลูกไม่มีเพื่อนบ้าน ก็คงต้องอยู่บ้านดูทีวี เล่นเกมไปเรื่อยเปื่อย เล่นคนเดียวบ้าง หรือชวนพี่เลี้ยงเล่นด้วยบ้าง พร้อมกับขนมกรุบกรอบอีกไม่จำกัดปริมาณ
นี่แหละค่ะ
ชีวิตเด็กยุคดิจิตอล เชื่อว่าไลฟ์สไตล์ของหลายบ้านคงไม่ต่างจากที่ว่ามานี้เท่าไรหรอกค่ะ
เบาหวาน เรื่องไม่หวานของหนู
ก่อนที่จะเฉลยว่า โรคเบาหวานนั้นไปเกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารการกินของเจ้าตัวเล็กได้อย่างไร เรามาทำความรู้จักกับโรคนี้ก่อนดีกว่าค่ะ
โดยทั่วไปโรคเบาหวานจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
เบาหวานชนิดที่ 1 ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยแต่พันธุกรรมอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งได้ และเบาหวานชนิดนี้สามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุของคนเรา
เบาหวานชนิดที่ 2 มีปัจจัยการเกิด 2 ประการคือ ความอ้วนและพันธุกรรมเมื่อก่อนจะพบมากในวัยผู้ใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้พบได้ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลยค่ะ
น้องซัน-ด.ช. ณัฐภพ พลฉิมพันธุ์ หนุ่มน้อยวัย 6 ขวบ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เจอกับเรื่องไม่หวานของเบาหวาน เพราะต้องเผชิญกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว โดย คุณแม่วันดี เล่าว่า น้องซัน เป็นเบาหวานตอน 4 ขวบค่ะ มีอาการอ่อนเพลีย ดื่มน้ำและปัสสาวะบ่อย พาไปคลินิกก็ไม่ดีขึ้นเลย เลยพาไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่งและตรวจพบว่าน้องซันเป็นโรคเบาหวาน จึงถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีค่ะ
ตอนมาถึงลูกอาการแย่มาก เริ่มเบลอ ไม่รู้ตัว คุณหมอยังไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงเป็นเบาหวานที่บ้านมีคุณป้าที่เป็นเบาหวาน แต่พ่อแม่ไม่ได้เป็น และปกติน้องซันเจ้าเนื้อ กินเก่ง แต่ช่วง 2 อาทิตย์ที่เป็นใหม่ๆ น้องซันผอมลง ซึ่งพอได้รับการรักษาแล้ว น้ำหนักเขาก็ขึ้นเหมือนเดิม
น้องซันยังเด็กมาก การรักษาเบาหวานจึงไม่ง่าย เพราะต้องฉีดอินซูลินทั้งตอนเช้าและเย็น แถมก่อนฉีดต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเพื่อวัดระดับน้ำตาลด้วย ตอนนี้น้องซันเจาะเลือดได้ด้วยตัวเองแล้วนะคะ ส่วนอีกเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญมากๆ คือการควบคุมอาหาร น้องซันต้องกินอาหารตามที่หมอสั่งตลอด เช่น ไม่กินของมัน ของทอด ของหวานตอนเช้าและตอนเที่ยง กินข้าวมื้อละหนึ่งทัพพีครึ่ง ตอนเย็น 2 ทัพพี ถ้ามื้อนั้นมีอาหารจำพวกวุ้นเส้นก็ต้องลดข้าวลง เพราะต้องจำกัดอาหารพวกแป้ง เนื้อสัตว์ก็ตวงเอาประมาณ 2 ช้อนครึ่ง ซึ่งเวลาไปโรงเรียนคุณครูก็จะช่วยดูแลให้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ
แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของน้องซันคือ เขาเป็นเด็กกินเก่งค่ะ ยิ่งตอนนี้เห็นอะไรก็อยากกินไปหมดเขาจะคอยถามว่า อันนี้กินได้ไหม พอเราบอกว่ากินไม่ได้ ลูกจะถามว่า ทำไมล่ะ ดิฉันจะย้อนถามว่า ลูกเป็นอะไรครับ คุณหมอบอกว่ายังไงครับ เขาจะตอบว่า เป็นเบาหวานครับ แล้วก็เงียบไป
จริงๆ แล้วของหวานก็กินได้บ้าง แต่ว่านานๆ ครั้ง และต้องไปลดอาหารในมื้อต่อไป ซึ่งไม่อยากให้ลูกกินเพราะกลัวติดใจ แล้วเขาก็อดไม่ได้ อย่างเวลาไปโรงเรียน บางทีลูกก็แอบไปกินอะไรมาแล้วก็ไม่บอกคุณแม่ก็มีนะคะ แต่เราจะรู้ทันทีเวลาเจาะเลือดแล้วระดับน้ำตาลเขาสูง
ส่วนเรื่องอื่นๆ น้องซันไม่มีปัญหาอะไรค่ะ แค่เราดูแลดีทั้งในเรื่องอาหารและการฉีดยาก็จะไม่มีปัญหาอะไร จะมีบ้างตรงค่าใช้จ่ายที่ถือว่าค่อนข้างสูง และต้องรักษากันไปตลอดชีวิต ซึ่งตอนแรกที่รู้ว่าน้องซันเป็นเบาหวานก็ตกใจและเครียด ว่าทำไมต้องเกิดกับลูกเราด้วย เพราะเขายังเด็ก แต่พอมารักษาเราก็ได้รู้จักกับครอบครัวอื่นที่มีลูกเป็นเบาหวานเช่นกัน ทำให้รู้สึกดีขึ้นว่าไม่ใช่ลูกเราที่โชคร้ายคนเดียว แต่ยังมีเด็กคนอื่นๆ ที่เป็น
นี่เป็นแค่เรื่องราวการรับมือกับโรคเบาหวานของน้องซัน และคุณเองคงไม่อยากให้โรคนี้มากร้ำกรายเจ้าตัวเล็กเป็นแน่ มารู้จักเรื่องของเบาหวาน พร้อมวิธีป้องกันและรับมือกันดีกว่านะคะ
รู้จักเบาหวานชนิดที่ 1
อย่างที่บอกไว้ตอนแรกว่าเบาหวานชนิดนี้ เกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เด็กที่เป็นส่วนใหญ่จะไม่อ้วน พบได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงตอนโตเลยค่ะ
สาเหตุการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจมีภาวะทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือมีภาวะบางอย่าง เช่น มีการทำลายตับอ่อนจากการได้รับเชื้อบางชนิด อย่างเช่นเชื้อไวรัส ร่างกายก็จะมีกระบวนการสร้างแอนติบอดี้ (ภูมิคุ้มกัน) มาต่อต้านและทำลายตับอ่อนไปเรื่อยๆ พอทำลายถึงระดับหนึ่งจนการทำงานของตับอ่อนเหลือเพียง 15% ก็จะเกิดอาการเบาหวานได้ค่ะ
ใช่เลย
เบาหวานชนิดที่ 1
ถ้าลูกมีอาการเข้าข่ายดังต่อไปนี้ ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เข้าแล้วล่ะ
- น้ำหนักลด ทั้งๆ ที่กินเก่ง
- ปัสสาวะบ่อย บางคนเลิกปัสสาวะรดที่นอนแล้ว แต่อยู่ดีๆ กลับมาปัสสาวะรดที่นอนใหม่ หรือปัสสาวะบ่อยมาก หรือที่โถปัสสาวะมีมดขึ้น
- ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน หรือมีอาการช็อก
- ที่สำคัญคือ ถ้าลูกน้ำหนักไม่ขึ้นเลย ต้องหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรซึ่งเบาหวานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง แต่ต้องดูอาการอื่นๆ ประกอบด้วยค่ะ
รักษาด้วยการฉีดอินซูลิน
เบาหวานชนิดนี้ ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ จึงต้องมีการฉีดอินซูลินเข้าไปแทน ถ้าเป็นเด็กเล็กมากๆ พ่อแม่ต้องเป็นผู้ฉีดให้ค่ะ แต่ถ้าเด็กโตแล้วก็จะสามารถฉีดเองได้เลย และเด็กที่เป็นโรคนี้ต้องมีเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดติดตัวไว้ด้วย เพื่อเจาะดูระดับน้ำตาลก่อนฉีดและหลังฉีด แล้วบันทึกผลระดับน้ำตาลที่เจาะได้เอาไว้ เพื่อให้คุณหมอดูว่าควรเพิ่มหรือลดปริมาณการฉีกอินซูลิน รวมถึงต้องควบคุมน้ำตาลมากน้อยขนาดไหน
เบาหวานชนิดที่ 1 นี้การดูแลรักษาลำบากกว่าเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เกิดจากความอ้วนและพันธุกรรม เพราะต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินตลอดชีวิตถึงจะดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 ใช้การเปลี่ยนพฤติกรรมก็คุมระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้ว
นอกจากนี้ยังต้องมีนักโภชนาการคอยช่วยกำหนดอาหาร เพราะเด็กที่เป็นเบาหวานจะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป เนื่องจากอาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดและทำให้ช็อกได้ ยิ่งถ้าเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ตั้งแต่ยังอายุน้อย นักโภชนาการยิ่งต้องระวังเรื่องการกำหนดอาหาร เพราะนอกจากต้องคอยระวังเรื่องการควบคุมน้ำตาลแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการเติบโตตามวัยของเด็กด้วย ที่สำคัญเด็กจะต้องออกกำลังกาย เพื่อจะได้ช่วยเผาผลาญน้ำตาลในเลือดค่ะ
ปัญหาของการรักษา
พ่อแม่หลายคนพอรู้ว่าลูกเป็นเบาหวานก็รับไม่ได้ ถึงขั้นไม่ยอมรับว่าลูกเป็นโรคนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเจ้าตัวเล็กเลยค่ะ เพราะเมื่อผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์มาแล้ว สิ่งทีพ่อแม่ควรทำคือเรียนรู้การฉีดอินซูลินให้กับลูกค่ะ รวมถึงการเจาะดูระดับน้ำตาลในเลือดให้ลูกด้วย
แรกๆ จะรู้สึกว่ายังไม่ถนัด แต่พอทำไปเรื่อยๆ บวกกับความรักก็สามารถทำได้เองค่ะ ส่วนตัวเด็กเองบางทีจะอายในการฉีดยา เพราะอาจโดนเพื่อนล้อหรือบางทีไปออกค่ายและไม่อยากเอาติดตัวไป หรือลืมฉีด เป็นต้น ซึ่งการลืมฉีดอินซูลินถือว่าอันตรายมาก เนื่องจากเมื่อขาดยา ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สามารถลดต่ำลงได้ จึงสูงสะสมไปเรื่อยๆ จนถึงระดับหนึ่งจะเกิดอาการช็อกได้
โรคแทรกซ้อน
โรคแทรกซ้อนของการเกิดเบาหวานชนิดที่ 1 นั้น แบ่งเป็นระยะสั้น และระยะยาว ระยะสั้น เกิดจากการฉีดยามากเกินไป หรือฉีดยาแล้วไม่กินข้าว ระดับน้ำตาลก็ลดลง จนเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ถ้าระดับน้ำตาลต่ำมากๆ ก็จะชักได้ และถ้าฉีดยาน้อยเกินไปหรือไม่ฉีด ระดับน้ำตาลจะสูง มีภาวะเลือดเป็นกรด แล้วอาการช็อก ส่วน ระยะยาว จะมีผลกระทบต่อระบบตา อาจทำให้ตาบอด หรือเกิดอาการไตวายได้ รวมถึงเมื่อเป็นแผลจะหายยากด้วยค่ะ
เบาหวานชนิดที่ 2 โรคที่มากับพันธุกรรมและความอ้วน
ยังมีเบาหวานอีกหนึ่งชนิดที่เราจำเป็นต้องรู้อย่างมาก และเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของชีวิตเด็กหลายๆ คน ปัจจุบันเบาหวานชนิดนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และพบในเด็กที่อายุน้อยเพิ่มขึ้น จากแต่เดิมที่โรคนี้มักพบในผู้ใหญ่เนื่องจากวิถีชีวิตที่ทันสมัยเกินไปนั่นเอง
แล้วเจ้าตัวเล็กของคุณใช้ชีวิตเข้าข่ายเพิ่มความอ้วนแบบนี้หรือไม่
กินอาหารไร้ประโยชน์ และให้พลังงานสูง เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลายอาหารที่มีน้ำตาลสูง อย่างขนมหวาน ขนมเค๊ก ไอศกรีม ช็อกโกแลต น้ำอัดลม อาหารติดมันหรือของทอด ซึ่งล้วนเป็นของโปรดของเด็กๆ ค่ะ อาหารพวกนี้จะให้พลังงานสูง โดยเฉพาะไขมันและน้ำตาล มิหนำซ้ำกินแล้วนั่งอยู่กับที่ด้วยจะไม่ให้อ้วนยังไงไหวเนี่ย
ชีวิตแบบคลิกเดียว ยุคดิจิตอลที่อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด ลองคิดง่ายๆ นะคะจะดูทีวี หรือฟังวิทยุก็มีรีโมท จะเล่นเกมก็แค่คลิกเม้าท์ ของเล่นไร้ชีวิตอื่นๆ ดูจะไม่ดึงดูดความสนใจเด็กๆ เท่านี้เลย เด็กๆ ของเราจึงแทบไม่ต้องออกแรงกดคลิกเดียวทำได้สารพัด
กลัวลูกผอม บางบ้านมีความเชื่อว่าเลี้ยงลูกทั้งทีต้องให้อ้วนถึงจะดี เด็กจะได้แข็งแรง หรือบางคนเห็นว่าแรกเกิดลูกน้ำหนักน้อย เลยเร่งทำน้ำหนัก ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดทั้งสิ้นค่ะ เพราะเด็กที่อ้วนจะทำให้เกิดโรคได้ง่ายกว่าเด็กที่น้ำหนักตัวพอดีๆ หรือกว่าเด็กผอมเสียอีก
เคยชิน เราคิดแทนลูกว่าน่าจะหิว เลยให้กิน ซึ่งเขาก็ไม่ได้หิว แต่กินเพราะความเคยชิน พอนานไปจะสร้างนิสัยการกินจุบจิบให้เขาได้
แบบอย่างที่ไม่ดี หลายบ้านที่ลูกไม่กินผักผลไม้แล้วบ่นว่าลูกกินยาก อาจลืมดูว่าเราเป็นแบบอย่างการกินที่ดีให้กับเด็กหรือไม่
นี่ล่ะค่ะคือคำเฉลยที่ว่า ทำไมเด็กยุคดิจิตอลจึงเป็นเบาหวานกันเยอะขึ้นเพราะมีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ยิ่งบางบ้านไม่เห็นว่าสำคัญที่ต้องตระหนักและป้องกันโรคอ้วนให้กับเด็กๆ ด้วยแล้ว เบาหวาน มาเยือนแน่ๆ ค่ะ
โรคอ้วน + โรคเบาหวาน
อย่าเพิ่งงงค่ะว่าเบาหวานสัมพันธ์กับความอ้วนได้อย่างไร คำอธิบายก็คือโรคเบาหวานเป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างโดยตับอ่อน ทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ โดยเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน
ถ้าอินซูลินทำงานปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดและเซลล์ก็จะอยู่ในระดับปกติส่งผลให้เซลล์และอวัยวะต่างๆ จึงสามารถทำงานได้อย่างปกติค่ะ
เมื่ออินซูลินไม่พอ หรือว่าพอแต่ทำงานได้ไม่เต็มที่ น้ำตาลจึงไม่ถูกนำไปใช้ ดังนั้น ความอ้วนจึงสัมพันธ์กับเบาหวานตรงที่ เซลล์จะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้อินซูลินทำงานได้ไม่ดี ตับอ่อนจึงพยายามสร้างอินซูลินขึ้นมาให้เพียงพอกับการทำงาน ซึ่งพอนานๆ เข้าตับอ่อนต้องทำงานหนักมากขึ้น จึงเริ่มทำงานแย่ผลิตอินซูลินได้น้อยลง
ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวานก็เมื่ออายุมากแล้ว แต่ปัจจุบันโรคเบาหวานสามารถเกิดได้ในเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะที่มีรูปร่างอ้วน
คิดดูสิคะว่าความอ้วนส่งผลร้ายแค่ไหน แต่ไม่ใช่ว่าเด็กอ้วนทุกคนจะเป็นเบาหวานนะคะ เพียงแต่เด็กอ้วนมีแนวโน้มจะเป็นมากกว่าเด็กที่น้ำหนักปกติและเด็กอ้วนที่มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวานก็จะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากกว่าเด็กอ้วนทั่วไปที่ครอบครัวไม่มีประวัติเบาหวาน
ใช่เลย..เบาหวานชนิดที่ 2
ถ้าเจ้าตัวเล็กที่บ้านคุณเป็นเด็กอ้วน คุณควรสังเกตลูกด้วยค่ะว่ามีอาการที่ส่อเค้าจะเป็นเบาหวานหรือไม่
- บริเวณซอกคอลูกจะมีคราบดำๆ ซึ่งพ่อแม่มักคิดว่าขี้ไคล แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่และขัดไม่ออก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกอาจเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
- ในเด็กอ้วนๆ อาจจะปัสสาวะบ่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง อ่อนเพลีย ผอมลง ปัสสาวะมีมดขึ้น หรืออาจไม่มีอาการอะไรเลย แต่คุณหมอตรวจพบโดยบังเอิญ
- เด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงคือ อ้วนและมีประวัติทางพันธุกรรม เด็กกลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจเลือด เพื่อดูว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือไม่
เบาหวานอันตรายมั้ย ?
โรคนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลของพ่อแม่เป็นสำคัญค่ะ เพราะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เด็กที่เป็นโรคนี้ยังสามารถใช้ชีวิตได้เช่นเดียวกับเด็กปกติ โรคเบาหวานไม่ได้มีผลต่อสติปัญญาหรือการเรียนรู้แต่ประการใด เพียงแต่ว่าต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงได้ค่ะไม่ว่าจะเป็น
- โรคไตทำงานผิดปกติ มีไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะรั่วมาในไต
- มีแผลรักษายาก กินยาแก้อักเสบแล้วยังไม่หาย
- อาจเกิดภาวะช็อกได้ (ซึ่งจะมีอากรเหนื่อย หอบ หายใจเร็ว ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป ความดันลด มีภาวะเสียน้ำเพราะปัสสาวะเยอะ มีสมดุลเกลือแร่ที่ผิดปกติ)
แต่หากมีการดูแลอย่างดีแล้ว ถึงจะมีโรคเบาหวานก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตเท่าไหร่ค่ะ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าการดูแลและการควบคุมระดับน้ำตาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก
ช่วยลูกเมื่อเป็นเบาหวาน
หากตรวจพบว่าลูกมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง สิ่งที่ต้องรีบทำ คือลดระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต พ่อแม่รวมถึงคนใกล้ชิดมีส่วนอย่างมากในการเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมๆ และต้องทำให้ได้
เพราะถ้าปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากๆ จะเกิดภาวะเลือดเป็นกรดและช็อกได้ในที่สุด อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และการรักษาต้องกินยาเพื่อคุมระดับน้ำตาลในเลือด เด็กๆ จึงต้องปรับพฤติกรรมเป็นแบบนี้ค่ะ
1. อาหาร ตัวการสำคัญของความอ้วนและเบาหวาน จึงต้องจำกัดอาหารเหล่านี้
อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล กินได้แต่ไม่มาก โดยเฉพาะพวกขนมขบเคี้ยวหรือน้ำอัดลม อาหารจังก์ฟูดทั้งหลาย เพราะประโยชน์น้อย แต่แคลอรีเยอะมาก
อาหารประเภทที่มีน้ำมันและจากการทอด ควรเลี่ยงไปใช้กรรมวิธี เช่น นึ่งหรือต้ม และควรเลือกกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันหรือไขมันต่ำอย่างเนื้อปลา
น้ำหวาน / น้ำผลไม้ / น้ำอัดลม ไม่มีความจำเป็นต้องดื่มเลย ในน้ำผลไม้ที่หลายคนเข้าใจว่ามีประโยชน์ จริงๆ ก็มีน้ำตาลสูง และร่างกายไม่ได้นำไปใช้จึงแนะนำให้กินผลไม้สดเลยดีกว่า เพราะร่างกายจะได้นำกากไปใช้ในการช่วยขับถ่ายด้วย
กินผักเยอะๆ เพราะผักเป็นอาหารที่ช่วยทำให้อิ่มและไม่มีแคลอรี เด็กๆ หลายคนมักไม่ชอบกินผักลองเปลี่ยนรูปของผักโดยหั่น บด ซอยจนลูกเขี่ยไม่ได้หรือกินเป็นเพื่อนลูก ข้อสำคัญ ถ้าพ่อแม่จำกัดอาหารลูก แต่กินตามใจปากตัวเองลูกคงไม่ยอมทำแน่
กินเมื่อหิว ลดความเคยชินและอาหารระหว่างมื้อของลูกลงบ้าง จะช่วยจำกัดน้ำตาลและแคลอรีได้ เพราะโรคอ้วนมักเกิดจากการกินอาหารระหว่างมื้อและขนมขบเคี้ยว
2. การออกกำลังกาย จะมานั่งจิ้มรีโมท คลิกเมาท์อย่างเดียวไม่ได้แล้วค่ะ พ่อแม่ต้องทำกิจกรรมร่วมกับลูก และต้องเป็นกิจกรรมที่ลูกได้ใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อช่วยเผาผลาญพลังงาน และลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาอย่างหนึ่งของเด็กที่เป็นโรคเบาหวาน คือถ้าเด็กไม่มีอาการ เขาจะไม่สนใจทำอย่างจริงจัง เพราะไม่เห็นความสำคัญของโรคนี้ พ่อแม่จึงต้องเป็นแรงหนุนที่สำคัญในการดูแลลูกที่เป็นเบาหวานค่ะ
3. การดูแลตัวเอง เด็กเบาหวานจะติดเชื้อง่ายเวลามีบาดแผลจะหายยากกว่าเด็กทั่วไป การดูแลความสะอาดจึงต้องมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นดูแลมือหรือเท้า การสวมรองเท้าที่ป้องกันการเกิดบาดแผล ดูแลร่างกายให้สะอาด ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ตัดเล็บให้สะอาด และตัดไม่ให้เกิดเล็บขบ เพื่อไม่ให้เกิดแผล เพราะว่าเนื้อและผิวหนังที่มีน้ำตาลสูงจะเป็นชื่นชอบของเชื้อโรค หากคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี ทำให้ระดับน้ำตาลสูงแล้วเกิดติดเชื้อ โอกาสที่เชื้อโรคจะลุกลามจะค่อนข้างง่ายด้วยค่ะ
4. ตรวจร่างกาย เด็กที่เป็นโรคเบาหวานจะต้องหมั่นไปตรวจตาและโรคไต เพราะภาวะน้ำตาลสูงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดเล็กๆ ที่บริเวณไตและดวงตา บางคนเกิดความเปลี่ยนแปลงที่จอตา หรือที่ไตทำให้การกรองของไตผิดปกติ บางรายมีไข่ขาว (โปรตีนในปัสสาวะ) รั่วมาในปัสสาวะได้ แต่ถ้าควบคุมเรื่องอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดดีๆ โอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนก็จะน้อยมากค่ะ
นี่เป็นภัยร้ายของโรคเบาหวาน จริงอยู่ที่เด็กเป็นโรคนี้ยังไม่เยอะมาก แต่ที่น่าตกใจคือ โรคนี้ในเด็กเพิ่มสูงขึ้นทุกปีและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีก แถมพบได้ในเด็กอายุน้อยกว่า 2-3 ขวบ และพบเยอะขึ้นในอายุ 8-12 ปี ต้องยอมรับว่าการบ่มเพาะร่างกายของเด็กให้อ้วนท้วนนั้น เริ่มมาตั้งแต่เขายังเล็ก และสะสมมาเรื่อยๆ จนเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือเบาหวานได้ในที่สุด
ถึงตรงนี้คุณคงรู้แล้วว่า โรคเบาหวานเป็นภัยร้ายที่กำลังคุกคามสุขภาพของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากเป็น การป้องกันที่ดีและถูกต้องคือ การไม่ปล่อยลูกให้อ้วน หากิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสม และการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ก็จะเป็นเกราะป้องกันลูกรักให้ห่างไกลจากภัยเบาหวานได้ค่ะ
เป็นเด็กๆ ยุคดิจิตอลทั้งที ก็ควรดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะคะ อย่าให้เทคโนโลยีดีๆ ทั้งหลายกลายเป็นช่องทางนำภัยร้ายมาให้เด็กๆ ของเราเลยค่ะเพราะถ้าหากลูกเราเป็นอะไรไป คงไม่มีเทคโนโลยีไหนๆ ที่ช่วยให้ลูกเรากลับเป็นดังเดิมได้
(update 27 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 285 ตุลาคม 2549 ]
|