ในช่วงแรกเกิด เวลาที่เจ้าตัวเล็กอยากได้อะไร สิ่งเดียวที่ทำได้คือร้องไห้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อลูกเริ่มเรียนรู้มากขึ้น แม้จะยังไม่สามารถสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่เป็นคำพูดได้ แต่ลูกเริ่มค้นพบวิธีใหม่ที่จะสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่นอกเหนือจากการร้องไห้แล้วค่ะ เรามาดูกันค่ะว่าเจ้าตัวเล็กมีวิธีสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่อย่างไร
ชี้ทุกสิ่งที่อยากได้
เจ้าตัวเล็กเริ่มรู้จักการชี้บอกสิ่งที่ต้องการให้คุณรู้ ในช่วงอายุประมาณ 6 เดือน โดยในช่วงแรกนั้นการชี้ของลูกเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เมื่อลูกค้นพบว่าการยื่นแขนพร้อมกับชี้นิ้วไปยังสิ่งที่ต้องการ เขาก็จะได้สิ่งนั้น จึงทำให้ไม่ว่าลูกต้องการอะไรเขาก็จะชี้ให้คุณพ่อคุณแม่หยิบให้ตลอด โดยคุณจะสังเกตเห็นว่าก่อนที่ลูกจะชี้ให้คุณหยิบอะไรก็ตาม เขาจะเรียกร้องความสนใจจากคุณก่อน โดยอาจจะส่งเสียงให้คุณหันมา แล้วลูกถึงจะชี้สิ่งที่เขาต้องการ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณรับรู้และเขาก็จะได้สิ่งที่ต้องการแน่ๆ เห็นไหมคะว่าเจ้าตัวเล็กของคุณฉลาดไม่เบาเลย
ในช่วงนี้คุณและเจ้าตัวเล็กจะสื่อสารกันรู้เรื่องและเข้าใจกันมากขึ้น แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจนะคะ เพราะอีก 2-3 เดือนหลังจากนี้ การชี้ของลูกอาจทำให้คุณสับสนได้อีกครั้ง เพราะการชี้ของเจ้าตัวเล็กในบางครั้ง อาจจะไม่ได้หมายถึงการให้คุณหยิบของเพียงอย่างเดียว แต่มีความหมายของหลายอย่าง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องพยายามเรียนรู้ว่าลูกกำลังบอกอะไร เช่น การที่ลูกชี้นกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ ไม่ได้หมายความว่าลูกจะให้คุณจับนกลงมาให้ แต่ลูกอาจจะแค่ชี้ให้คุณดูสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับเขา วันดีคืนดีเจ้าตัวเล็กก็ชี้ไปที่ประตูหน้าบ้าน กว่าคุณจะเข้าใจว่าลูกอยากให้คุณพาออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ก็เล่นเอาหัวปั่นไปตามๆ กัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกนี้ถือเป็นสิ่งดีนะคะ เพราะนั่นหมายถึงพัฒนาการการสื่อสารของลูกที่พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง แรกๆ ก็อาจทำให้คุณหัวเสียไปบ้าง เพราะไม่เข้าใจว่าลูกหมายถึงอะไร แต่เวลาและการดูแลเอาใจใส่ของคุณจะทำให้คุณและลูกสื่อสารกันรู้เรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
นอกจากการชี้เพื่อบอกความต้องการและความรู้สึกนึกคิดของลูกแล้ว คุณยังสามารถสอนให้ลูกแสดงท่าทางต่างๆ เพื่อบอกถึงความต้องการได้อีกมากมาย ซึ่งนับว่ามีประโยชน์สำหรับเด็กวัยนี้เป็นอย่างมาก แถมคุณก็เข้าใจลูกได้ง่ายขึ้นด้วย โดยท่าทางต่างๆ ที่สอนก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น หิวข้าว อยากอาบน้ำ อยากอ่านหนังสือ หรือง่วงนอนแล้ว สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความต้องการของลูกและสามารถตอบสนองได้ตรวตามความต้องการมากขึ้น
จากท่าทางสู่การพูด
การใช้ภาษาท่าทางจะช่วยกระตุ้นให้ลูกเรียนรู้คำศัพท์และสามารถพูดได้เร็วขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่คือส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้ของเจ้าตัวเล็ก อย่างเช่น เวลาที่ลูกชี้ไปที่ตุ๊กตาหมีเพื่อให้คุณหยิบให้ คุณก็พูดกับลูกว่า อยากได้พราหมีใช่ไหมคะ หรือเวลาที่คุณชี้ให้ลูกดูแมว คุณก็ต้องพูดบอกกับลูกด้วย ต่อไปเวลาที่คุณถามว่าแมวอยู่ไหน ลูกก็จะสามารถชี้ได้ถูกต้องและอย่าลืมชมลูกด้วยนะคะเวลาที่ลูกชี้ถูก เขาจะได้มีความรู้สึกที่ดีและมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้น เวลาที่คุณสอนภาษาท่าทางให้กับลูก คุณก็ต้องพูดอธิบายไปพร้อมๆ กันด้วย เช่น คุณต้องการจะสอนให้ลูกบอกเวลาที่หิวข้าวขณะที่คุณเอามือไปที่ปาก คุณก็ต้องพูดด้วยว่า กินข้าว หรือ หิวข้าว เป็นต้น แม้ลูกจะยังพูดไม่ได้แต่เขาเรียนรู้และจดจำสิ่งที่คุณพูดและทำยิ่งคุณพูดกับลูกมากเท่าไหร่ เขาก็จะเรียนรู้คำศัพท์ได้มากขึ้นเท่านั้น และต่อไปเมื่อลูกเริ่มพูดได้เป็นคำๆ เขาก็จะใช้ท่าทางมาประกอบคำพูดเพื่อบอกสิ่งที่ต้องการให้คุณเข้าใจ เช่น เวลาที่ลูกอยากให้คุณใส่รองเท้าให้ แต่เขายังไม่สามารถพูดเป็นประโยคยาวๆ ได้ ลูกจะใช้วิธีชี้ไปที่เท้าของตัวเองแล้วพูดว่า รองเท้า เห็นไหมคะว่าเจ้าตัวเล็กมีการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมขนาดไหนและอย่าลืมว่าเวลาที่คุณใส่รองเท้าให้ลูก คุณก็ควรพูดไปด้วยว่า แม่ใส่รองเท้าให้นะครับ เพื่อที่ต่อไปเวลาที่ลูกเริ่มพูดเป็นประโยคได้แล้ว เขาก็จะสามารถพูดกับคุณได้เหมือนที่คุณเคยสอน
เห็นไหมคะว่าการสื่อสารกับลูกที่ยังไม่สามารถสื่อสารเป็นคำพูดได้ไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจอะไรเลย ขอเพียงคุณมีความเข้าใจในพัฒนาการของลูก และรู้วิธีที่จะกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสม ไม่ว่าปัญหาอะไรก็กลายเป็นเรื่องง่ายนิดเดียวค่ะ
เคล็ดลับเพื่อการสอน BABY SIGNS ให้ได้ผล
1. เริ่มสอนทีละน้อย อาจจะเริ่มจากวันละ 2-3 ท่าก่อน เมื่อเห็นว่าลูกเข้าใจและสามารถทำได้แล้วจึงค่อยสอนเพิ่มมากขึ้น โดยเลือกคำที่คิดว่าลูกใช้มากที่สุดมาสอนก่อน เช่น หิว กินน้ำ หรือง่วงนอน เป็นต้น
2. พูดประกอบท่าทาง การสอนที่ ถูกต้องและได้ผลคุณแม่ควรพูดประกอบท่าทางเวลาสอน เพื่อให้ลูกเรียนรู้คำศัพท์และเข้าใจความหมายของท่าไปพร้อมๆ กัน เช่น เวลาที่คุณแม่เอามือมาแตะที่ปากให้พูดด้วยว่า หิว
3. ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง คุณแม่ควรพูดพร้อมกับทำท่าประกอบซ้ำหลายๆ ครั้งเพื่อให้ลูกเกิดความจดจำ
4. หากท่าทางที่คุณจะสอนแสดงถึงสิ่งของ ให้คุณชี้ให้ลูกดูของสิ่งนั้นก่อน แล้วค่อยทำท่าประกอบคำพูดเช่น ถ้าจะสอนให้ลูกทำท่า ช้าง คุณก็ควรจะชี้ช้างให้ลูกดูก่อน แล้วค่อยทำท่าช้างพร้อมกับพูดว่าช้างไปด้วย
5. ช่วยเหลือเมื่อจำเป็น เพราะความสามารถของเด็กมีจำกัด การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อมือ นิ้ว และแขน ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าลูกยังไม่สามารถทำท่าที่คุณสอนได้ ลองช่วยจับมือให้ลูกทำ ถ้าลูกยังทำไม่ได้ก็ไม่ควรบังคับ ให้เปลี่ยนไปสอนท่าอื่นที่ง่ายๆ ก่อน เมื่อลูกมีความชำนาญมากขึ้นแล้วค่อยกลับมาสอนท่านั้นใหม่
6. การสอนภาษาท่าทางให้ลูก ควรทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นเคย และสามารถสื่อสารได้เร็วขึ้น
7. พยายามสอนให้เป็นเรื่องสนุกอย่าบังคับ และต้องใจเย็น เพราะหากลูกเริ่มรู้สึกว่าภาษาท่าทางเป็นเรื่องน่าเบื่อ หรือคุณทำให้ลูกมีความรู้สึกที่ไม่ดีแล้ว การสอนก็จะทำได้ยากขึ้น
8. เอ่ยคำชมเวลาที่ลูกทำได้เพื่อให้ลูกรู้สึกดี และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้น.
(update 15 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.165 April 2007]
|