สัญญาณ…เมื่อลูกถูกคุกคาม


เรื่องของหนูน้อยนางงาม จอนเบเนต แรมซี วัย 6 ขวบ ที่โดนฆาตรกรรมเมื่อ 10 ปีก่อน อาจเป็นแค่คดีที่ถูกรื้อฟื้น แต่มุมหนึ่งเรื่องของหนูน้อยก็สะท้อนถึงความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ที่สำคัญเรื่องแบบนี้เพิ่มมากขึ้นในสังคม เราไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดกับใครอีกค่ะ สิ่งที่ทำได้คือการป้องกันและรู้จักสังเกตสัญญาณอันตรายที่เป็นภัยต่อลูกของเราค่ะ

U.S. Justice Department's Bureau of Justice Statistic ของสหรัฐฯ ระบุว่า 67% ของเหยื่อทางเพศที่ถูกทำร้ายร่างกายทั้งหมดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 34% เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี และ 1 ใน 7 ของเหยื่อเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี สิ่งที่แย่กว่านั้น คนร้ายที่สร้างภัยคุกคามแก่เด็กๆ มากที่สุดก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคนใกล้ชิดกับเด็กแทบทั้งสิ้น และบ่อยครั้งเป็นคนในครอบครัวเด็กเอง!

ไม่ได้ต้องการให้คุณระแวงคนรอบข้าง หรือมองโลกในแง่ร้าย แต่นี่คือความจริงที่เราต้องรู้และช่วยปกป้องดูแลลูกๆ ของเราให้ปลอดภัยจากการคุกคาม และต้องสอนลูกให้รู้จักปกป้องดูแลตัวเอง และเติบโตขึ้นด้วยความเชื่อมั่นที่จะดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัยค่ะ


สร้างเกราะป้องกัน

เราต้องปกป้องเด็กๆ ของเราก่อนที่เหตุการณ์ร้ายจะเกิดขึ้น ลองหาช่วงเวลาพูดคุย อย่างตอนกินข้าวเย็นพร้อมๆ กันเพื่อสอนลูกให้เข้าใจความหมายของการคุกคามทางเพศ และรู้ว่าจะทำยังไงเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น

ถ้าเริ่มไม่ถูกก็เริ่มสอนลูกแบบง่ายๆ ก่อนว่า ถ้าคนแปลกหน้ายื่นขนมหรือสิ่งของให้ หนูไม่ควรรับ แล้วก็ให้เหตุผลด้วยว่า ขนมนั้นอาจมีอันตรายเหมือนกับที่สโนไวท์รับแอปเปิ้ลจากคนแปลกหน้ามากินโดยไม่รู้ว่าแอปเปิ้ลมียาพิษ ฉะนั้น หนูจึงไม่ควรไว้ใจรับของจากคนแปลกหน้า เป็นต้น แต่ทั้งนี้คุณเองต้องสอนลูกด้วยท่าทีที่ไม่ซีเรียสจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหวาดกลัว หรือกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายได้ค่ะ


สัมผัส ดี-ไม่ดี…ลูกต้องอ่านออก

ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจค่ะว่า ไม่ใช่ผู้ใหญ่ทุกคนจะมากอดมาสัมผัสหนูได้ เพราะการสัมผัสจากผู้ใหญ่ในบางครั้งก็อาจจะกลายเป็นการคุกคามทางเพศได้ต้องบอกให้ลูกรู้ถึงสัมผัสที่ดี สัมผัสที่ไม่ดีและสัมผัสเร้นลับค่ะ

สัมผัสที่ดี คือ กอด ลูบหลัง หอม เป็นต้น
สัมผัสที่ไม่ดี คือ การผลัก การตี เป็นต้น
สัมผัสเร้นลับ เช่น หน้าอก อวัยวะเพศ ก้น

ถ้ามีคนมาสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวลูกแล้วบอกว่าให้เป็นความลับ ต้องย้ำกับลูกว่าลูกต้องบอกแม่ทันที และต้องปฏิเสธไม่ให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัวลูกแบบนี้เด็ดขาดบอกลูกถึงส่วนที่ไม่ควรให้คนอื่นจับด้วยค่ะ

วิธีหนึ่งที่ควรทำคือ เมื่อลูกกลับจากดรงเรียน คุยกับลูกว่าวันนี้ได้สัมผัสที่ดีจากใครมาบ้าง และสัมผัสที่ไม่ดีจากใครบ้าง มีใครสัมผัสลูกแล้วไม่บอกให้คนอื่นบ้างหากลูกเคยคุยเรื่องนี้กับคุณมาแล้วลูกจะรู้สึกสบายใจและคุ้นเคยที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับมา ที่สำคัญท่าทีของคุณเวลาที่รับฟังลูกพูด อย่าให้ลูกกังวลหรือรู้สึกผิด ถ้าลูกไม่ทันระวังตัวคุณควรจะบอกว่าไม่ใช่คงามผิดของหนูแต่คราวหลังหนูต้องระวังตัวเองอย่างไร


สังเกต

เด็กๆ คงไม่สามารถบอกอะไรได้มากมายหรอกค่ะ เพราะการคุกคามบางอย่าง อาจจะเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความเข้าใจของลูกด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มากไปกว่าการพูดคุยคือ พ่อแม่ควรจะสังเกตในพฤติกรรมที่แสนจะธรรมดาของลูก เพื่อที่คุณจะได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกเมื่อเจอการคุกคาม ไม่ว่าทางเพศหรือทางอื่นๆ ได้ทันที

อ้อ…ลืมบอกไป การคุกคามนั้นมีตั้งแต่การทารุณกรรม เช่น การตีหรือการทำร้ายด้วยวาจา การหลอกให้ทำผิดกฎหมาย หรือการลักพาตัว รวมถึงการคุกคามทางเพศ เช่น การถูกเนื้อต้องตัว สัมผัสในส่วนที่ไม่ควรสัมผัส ใช้คำพูดหรือวาจาส่อไปในทางที่ไม่ดี เป็นต้น

ถ้าพฤติกรรมลูกเปลี่ยนไป ผิดจากที่ควรจะเป็น ควรจะเลียบเคียงถามลูกว่าเกิดอะไรขึ้น โดยให้คิดถึงการคุกคามทางเพศหรือประสบการณ์ที่ไม่ดีไว้ก่อน เพราะอาจเกิดขึ้นได้ และสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้างว่าเปลี่ยนไปมั้ย เช่น ลุง พ่อเลี้ยง เพื่อนบ้าน (ผู้ชาย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกรู้สึกหวาดกลัว ไม่สบายใจ รู้สึกแย่ทุกครั้ง เมื่อจะต้องเจอกับคนๆ นั้น เรื่องนี้ขอย้ำค่ะว่าสำคัญมากๆ

นี่เป็นการป้องกันอย่างง่ายๆ ที่คุณสามารถบอกและสอนลูกให้เตรียมตัวรับกับสถานการณ์รอบข้างที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ซึ่งคุณไม่สามารถตามไปดูแลหรือปกป้องลูกได้ทุกเวลาเช่นกัน


สัญญาณเตือนอันตราย

มีสัญญาณอันตราย 9 ข้อ ให้คุณสังเกตและป้องกันเจ้าหนูของคุณ ก่อนสายเกินไป
1. พฤติกรรมที่ดูเหมือนปกติ เด็กอาจแตะตรงที่บริเวณตรงที่โดนสัมผัสแบบที่ไม่ดีหรือเร้นลับมากเป็นพิเศษ เช่น อวัยวะเพศ ปาก แต่พยายามจะทำให้ดูเหมือนกับปกติธรรมดา

2. พฤติกรรมหวาดกลัว เด็กอาจจะมีท่าทีหวาดกลัวคนแปลกหน้า รวมถึงกลัวผู้คนรอบๆ ข้างด้วย กลัวแม้แต่การทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่เป็นกิจกรรมปกติ

3. พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงกะทันหัน จากที่เคยเงียบเป็นเด็กก้าวร้าว หรือเคยร่าเริงก็ซึม เงียบ หรือปกติขี้โวยวายกลายเป็นเด็กเงียบ แสดงว่ามีอะไรผิดปกติแน่นอน

4. ชอบทำให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองโกรธ เช่น ปกติเรื่องเล็กแค่นี้คุณก็รู้ว่าลูกจะไม่โกรธแต่อยู่ๆ ลูกกลับโกรธในเรื่องเล็กน้อยในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ให้สงสัยไว้ก่อนค่ะ

5. การนอนเปลี่ยนไป เด็กอาจจะนอนในช่วงที่ไม่เคยนอนมาก่อน หรือว่านอนไม่หลับ

6. ภาพวาด จะสื่อได้ว่าเด็กถูกคุกคามหรือไม่ ให้คุณลองสังเกตดูเวลาที่เด็กวาดภาพระบายสีค่ะ เพราะภาพวาดที่เกิดความรู้สึกไม่ดีในใจ ยิ่งถ้าเป็นความรู้สึกไม่ดีมากๆ ด้วยแล้ว ภาพวาดก็จะยิ่งแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน

เช่น ลูกอาจรู้สึกว่าการคุกคามเป็นเรื่องเลวร้าย แต่ไม่รู้จะพูดออกมาอย่างไร เด็กอาจระบายผ่านภาพวาด โดยใช้สีแดงเยอะๆ ปีศาจ หรือภาพที่แสดงความก้าวร้าว

7. การกินบกพร่อง เด็กจะกินมากไป หรือกินน้อยกว่าปกติ โดยไม่ได้เจ็บป่วย

8. ให้ลองสังเกตดูตามเนื้อตามตัวลูก ว่ามีร่องรอยของการทำร้าย หรือว่ามีรอยฟกช้ำดำเขียวหรือไม่

9. พฤติกรรมความชอบเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง จากที่เคยชอบให้แม่กอดหอมก่อนนอน ก็ไม่ยอนยอมและมีท่าทีแปลกๆ อย่างนี้ต้องรีบพูดคุยกับลูกค่ะ

และที่สำคัญหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น สิ่งที่คุณควรรีบทำนอกเหนือจากพูดคุยกับลูกแล้ว พ่อแม่ควรจะขอความช่วยเหลือโดยการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแจ้งกับนักสังคมสงเคราะห์ ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในแต่ละจังหวัด องค์กรหรือมูลนิธิที่ดูแลเรื่องนี้ เพื่อขอคำแนะนำทันทีค่ะ.


(update 19 มกราคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 286 พฤศจิกายน 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600