พ่อ! ลูกเราร้องไห้ทำไม ?
แม่! จะทำให้ลูกหยุดร้องได้มั้ยเนี่ย..?
การร้องไห้ของทารกก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการบ่งบอกถึงความเจ็บปวด หม่นหมองเสมอไปเด็กทารกร้องไห้เพราะว่าเขาพูดไม่ได้ สื่อสารให้คุณทราบเป็นคำพูดไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อเขาต้องการจะให้ คุณรู้ว่านี่หนูกำลังหิวนะ, ร้อนนะ, หนาวจังนะคะคุณพ่อ, รู้สึกไม่สบายเนื้อสายตัวเลยค่ะ, เหงา, เบือ หรือผมเหนื่อยแล้ว ก็ต้องแสดงออกให้คุณพ่อคุณแม่ทราบด้วยการร้องไห้ดีที่สุด
การร้องไห้ของทารกตัวน้อยเป็นการสื่อสารทางหนึ่ง อย่าคิดว่าคุณจะต้องพยายามหยุดเสียงร้องของลูกให้ได้เร็วที่สุด ภายใน 4 วันหลังจากลูกคลอดออกมา พยายามเรียนรู้ว่า การที่ลูกร้องหมายถึงอะไร
- ส่วนมากทารกเพศหญิงจะร้องไห้น้อยกว่าทารกเพศชาย ทารกหญิงจะอดทนกว่าและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ดีกว่า ทั้งนี้เป็นเรื่องที่แสนจะปกติ และคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรคิดว่าลูกชายของตัวเองช่างเป็นเด็กที่ไม่อดทนเอาเสียเลย เอาแต่ร้อง ร้อง
ตลอดเวลา เดี๋ยวโตขึ้นจะเป็นเด็กที่อ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง ก็เลยจะสอนให้ลูกเข้มแข้งขึ้นโดยการทำเป็นไม่สนใจต่อการร้องไห้ของลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ! การไม่สนใจเด็กทารก, ไม่ตอบสนองต่อเสียงร้องจะทำให้เด็กทารกยิ่งน้องไห้หนักขึ้นไปอีก เมื่อโตขึ้นลูกจะกลายเป็นคนที่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ช้า เพราะว่าความพยายามในการสื่อสารของเขาเมื่อเป็นทารกถูกละเลย
- ลูกร้องไห้ทำยังไงดี ? มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนคิดว่า การไปยุ่งเกี่ยว หาวิธีหลอกล่อให้ทารกหยุดร้องนั้น จะยิ่งช่วยทำให้ทารกร้องไห้มากยิ่งขึ้นไปอีก สู้ปล่อยไว้เฉยๆ เดี๋ยวก็เงียบไปเองจะดีกว่า หรือคุณพ่อคุณแม่บางรายกลัวการที่จะต้องดิ้นรนหาวิธีสงบลูกให้ได้ คุณต้องใจเย็นๆ และต้องไม่วิตกจริต หรือเป็นกังวลเกินกว่าเหตุ
- เด็กทารกจะร้องไห้มากขึ้น ถ้าคุณละเลยหรือ วางเฉย ไม่สนใจเขา แล้วในที่สุดลูกก็จะกลายเป็นเด็กที่ชอบร้องโยเยหรือร้องกรี๊ดๆ เอาแต่ใจตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ (ที่คุณเห็นบ่อยๆ ตามถนนหนทาง หรือที่สาธารณะเช่น ห้างสรรพสินค้าทั่วไปนั่นแหละค่ะ) เด็กทารกที่ได้รับการตอบสนองโดยเร็วด้วยการอุ้มกอด, เห่กล่อมอย่างอบอุ่นที่เต็มไปด้วยความรักจากพ่อแม่มักจะไม่ค่อยร้องมาก และถึงแม้ว่าคุณจะตอบสนองลูกอย่างรวดเร็วแล้ว แต่คุณจะต้องไม่ทำท่าวิตกกังวล ตกอกตกใจเมื่อได้ยินเสียงร้องของลูกปุ๊บ ไม่ต้องรีบร้อนหาทางสงบเสียงร้องเมื่อได้ยินเสียงร้องของลูกตัวน้อย เพียงแต่ว่าให้คุณตอบสนองต่อเสียงร้องของลูกให้ลูกรับรู้ว่าพ่อกับแม่กำลังมาตามคำเรียกร้องแล้วนะ
- สิ่งสำคัญมากที่สุดคือ คุณจะต้องพยายามระงับสติอารมณ์ ไม่ตื่นตกใจเกินไป บางคนเกลียดเสียงร้องของเด็กทารกไม่อยากได้ยินเพราะว่าในใจคิดแต่ว่า ลูกรักของเราเป็นอะไร?กำลังตกอยู่ในอันตราย หรือเจ็บปวดอะไรหรือเปล่า อย่าคิดแบบนั้นค่ะ การที่ลูกคุณร้องไห้ ไม่ได้หมายความว่า คุณเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่อง แต่คุณควรตอบสนองลูกที่ร้องไห้ ด้วยการใช้อาการท่าทางของคุณ สื่อสารให้ลูกรับรู้แทนคำพูดของคุณก็เพียงพอแล้ว
จะทำให้ลูกหยุดร้องได้ยังไง
? การร้องไห้งอแงของเด็กทารกที่หาสาเหตุไม่ได้ หลายครั้งมาจากการที่ลูกเหนื่อยนั่นเอง แล้วก็ไม่รู้ว่าจะหลับยังไงดี คือเหนื่อย แต่ว่ายังหาท่านอนที่ถูกใจไม่ได้ เลยไม่หลับเสียที ทั้งนี้เป็นเพราะสถานการณ์ที่คุณจะสังเกตยากสักหน่อยคุณสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการรีบอุ้มกล่อมลูก โยกตัวเบาๆ แล้วค่อยๆ วางลูกลงกับที่นอนอย่างเบามือ ในไม่ช้าลูกก็หลับไปเอง
วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ลูกหยุดร้องงอแงนั่นก็คือ พยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ลูกร้อง หลังจาก 2-3 อาทิตย์ที่คุณลองฝึกฝน หัดสังเกตท่าทางลูก คุณก็จะทราบอาการของลูกว่าขณะนี้กำลังอยู่ในอารมณ์ไหน อยากทำอะไร อยากได้อะไร และเมื่อนั้นคุณก็ตอบสนองความต้องการลูกได้ถูกต้อง ก่อนที่ลูกจะส่งเสียงร้องไห้โยเยบอกให้คุณทราบ
4 ข้อห้ามที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทำเด็ดขาด
1. ห้ามวางเฉย เมื่อลูกร้องไห้งอแง ถ้าลูกกำลังหิว เขาจะหยุดร้องเมื่อคุณให้นมทาน
2. ห้ามโมโห, ฉุนเฉียว หรือพูดตะอกลูก ถ้าลูกร้องไห้ไม่หยุดเสียที ถ้าคุณรู้สึกเครียด กดดันในเสียงร้องงอแงของลูก กรุณาหาคนมาช่วยปลอบลูกดีกว่า ถ้าในขณะนั้นไม่มีใครอยู่บ้านเลยที่จะช่วยผลัดคุณได้บ้าง ก็วางลูกไว้บนเตียงที่ปลอดภัยสักครู่หนึ่ง แล้วเดินไปสงบสติอารมณ์ชั่วครู่ สูดลมหายใจลึกๆ เพื่อให้ตัวคุณเองสงบดีขึ้น ก่อนที่จะกลับมาสู้ต่อไป
3. ห้ามโยนลูก หรือเขย่าตัวลูกเด็ดขาด จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเด็กทารกโดยเฉพาะสมอง อาจจะได้รับการกระทบกระเทือนได้
4. ห้ามใช้เหตุผลขณะที่ลูกยังร้องไห้ เพราะถ้าคุณพยายามบอกลูกว่าสิ่งที่ลูกทำอยู่นี้ไม่ดี ลูกต้องเงียบ ลูกต้องเป็นเด็กดี ณ เวลานั้นเด็กจะไม่สนใจจดจำ แต่คุณต้องอยู่กับอารมณ์ของลูก พยายามกอดและให้ความอบอุ่นให้ลูกค่อยๆ หายจากการร้องไห้ เมื่อเหตุการณ์สงบจึงค่อยอธิบายให้ฟังว่าคืออะไร
(update 30 มีนาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.162 January 2007]
|