Curative education เทคนิคพา เด็กออฯ เติบโตงดงาม


“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองๆ หนึ่ง พระราชาและพระราชินีกำลังเฝ้ารอการกำเนิดขององค์รัชทายาท ทั้ง 2 พระองค์ทรงพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ราชบุตร และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง พระราชินีให้กำเนิดพระโอรส ...แต่ทว่าพระโอรสกลับมีหน้ายาวยื่นออกมาแตกต่างไปจากเด็กๆ ทั่วไปมีหูยาวเหมือนลา มีแขนเหมือนขาหน้า มีนิ้วเป็นกีบที่แข็ง ชาวเมืองจึงเรียก พระโอรสว่า “เจ้าชายลา”…”

นิทานจากประเทศตะวันตกเรื่องนี้ยังไม่จบหรอกนะคะ แต่ดิฉันอยากให้คุณกลับมามองความจริงในชีวิตกันก่อน แม้บนโลกกลมๆ สีน้ำเงินใบนี้จะไม่มีเจ้าชายลาเช่นในนิทานดังกล่าว แต่โลกนี้ยังมีเด็กพิเศษกลุ่มหนึ่งที่เรารู้จักหรืออาจเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ นั่นคือ เด็กออทิสติก เด็กน้อยซึ่งกำลังรอคอยการเยียวยาอารมณืเพื่อให้เติบโตลาสามารถก้าวออกไปเผชิญโลกที่กว้างใหญ่

แม้ที่สุดแล้วโลกที่เจ้าชายลาและเด็กออทิสติกได้พบเจอเป็นอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยทั้งเจ้าชายลาและเด็กออทิสติกก็ได้เรียนรู้จักที่จะเลือกเดินด้วยตัวเอง

มาติดตามเรื่องราวของเจ้าชายลาและการเยียวยาเด็กน้อยออทิสติกกันนะคะ


สงบ : เพื่อเข้าถึงหัวใจดวงเล็ก

“...พระราชินีทรงเสียพระทัยมากที่พระโอรสเกิดมาเป็นลา อยากจะนำเจ้าชายไปลอยแพ แต่พระราชาตรัสว่า ถึงอย่างไรเจ้าชายลาก็เป็นลูก จึงทำให้พระราชินี เปลี่ยนพระทัยกลับมาคอยเลี้ยงดูเจ้าชายลาเป็นอย่างดี เจ้าชายลาจึงเติบโตมาด้วยความรักที่พ่อแม่และชาวเมืองมอบให้...”

เช้าวันหนึ่งในห้องเวิร์คช็อปเรื่องการศึกษาที่สวยงามเมื่อยามลูกเติบโต (Curative education) ดิฉันมีโอกาสพบและเข้าร่วมกิจกรรมกับคุณครู คุณพ่อคุณแม่ คุณหมอและนักจิตวิทยา เรากำลังมุ้งมั่นสมมติตัวเองอีกครั้งค่ะ เพื่อเข้าถึงหัวใจเด็กออทิสซึ่ม

คุณครูเบ็คกี้ รูเธอร์ฟอร์ด ผู้บรรยายและฝึกปฏิบัติด้านการศึกษาพิเศา จากประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังพูดถึงการจัดการชีวิต การค้นหาความงามในตัวเอง และการค้นหาความงามในเด็กออทิสติกผ่านศิลปะและกิจกรรมบำบัดในแนว วอลดอร์ฟ (Waldorf) ที่เน้นให้เด็กเติบโตอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้เขาสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพและก่อประโยชน์ให้กับผู้อื่นในสังคมได้

ครูเบ็คกี้ได้บอกเคล็ดลับว่า ผู้ใหญ่ที่จะทำงานกับเด็กออทิสติกให้ได้ผลนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อหาแก่นแท้และความงามของเด็ก โดยวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้านก็คือ การนั่งสมาธิเพื่อสงบอารมณ์ หรือถ้ารวมกันเป็นกลุ่มก็มีกิจกรรมการเคลื่อนไหว (Eurythmy) ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้ใหญ่จะได้สมาธิ และอยู่กับตัวเองเพราะความสงบนิ่งในผู้บำบัดจะช่วยปัดเป่าสิ่งที่ขุ่นมัวอยู่ในใจออกไป ทำให้ทำกิจกรรมกับเด็กๆ ออทิสติกได้ดีขึ้นค่ะ

สำหรับวันนี้ครูเบ็คกี้เริ่มต้นด้วยการเล่านิทานเรื่อง “เจ้าชายลา” เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้เข้าใจแก่นแท้ของมนุษย์และเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จากนั้นก็เริ่มทำกิจกรรมที่สนุกแต่ทำให้สงบ เพื่อให้เข้าถึงตัวเองและเชื่อมต่อความสัมพันธ์กับคนอื่นได้ด้วย

กิจกรรมการเคลื่อนไหวมีตั้งแต่ยืนล้อมกันเป็นวงกลม ปรบมือไปตามจังหวะ ก้าวเดินพร้อมกับนับกำหนดจังหวะ 1...2...และ 3 เคลื่อนไหวพร้อมกับกำหนดลมหายใจเข้าออกร้องเพลงพร้อมกับกำหนดจังหวะ หรือยืนล้อมเป็นวงกลมแล้วเคลื่อนไหวแขนขาให้เข้ากับบทกลอนที่แต่งเองง่ายๆ พร้อมทั้งเดินเข้า-ออก คล้ายกับอาการตูมและบานของดอกไม้เมื่อต้องแสงอาทิตย์

การค้นหาตัวตนของตัวเองด้วยสมาธิและความสงบจะเป็นเครื่องมือในการจัดการจังหวะชีวิต และเป็นกุญจาสำคัญที่จะไขเข้าไปในตัวตนเด็ก เพราะการเคลื่อนของกายที่สัมพันธ์ไปกับจังหวะการเต้นของหัวใจ จะทำให้เรามีสมาธิและเข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กออทิสติกมากขึ้นว่า เขาไม่ได้ปิดกั้นโลก แต่กำลังปกป้องตัวเองจากสิ่งที่วิ่งเข้ามากระทบตัวเขาหาก


บ้าน : ดินแดนปลูกรักและบำบัดด้วยสิ่งรอบตัว
“...พระราชาทรงเลือกที่จะปกป้องเจ้าชายโดยการสั่งให้ทหารและชาวเมืองทุบกระจกทุกบานในเมือง เพื่อมิให้เจ้าชายได้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของตนเอง ทั้งนี้เพราะต้องการให้เจ้าชายเจริญวัยอย่างมีความสุขเฉกเช่นเด็กทั่วไป...”
เมื่อเรารับรู้ตัวตนได้แล้ว เราก็สามารถรับรู้ตัวตนของเด็กที่เป็นออทิสติกได้ไม่ยาก สิ่งง่ายๆ ที่คนในบ้านจะสามารถทำได้ก็คือการยอมรับในสิ่งที่เด็กออฯเป็น ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าการเป็นเด็กออทิสติกเป็นเรื่องน่าอับอายของครอบครัว จากนั้นกิจกรรมต่อยอดที่จะทำให้เขาสนุกและมีความสุขในอาณาจักรบ้านก็จะทำได้ไม่ยากแล้วล่ะค่ะ

ส่วนจะเริ่มต้นอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการของเขา เราอาจจะเริ่มดึงดูดให้เขาสนใจในตัวเราด้วยการเลียนแบบพฤติกรรมการแสดงออกของเขา ขณะที่เด็กบางคนชอบการอยู่เงียบๆ ที่สำคัญต้องทำสิ่งนั้นซ้ำๆ ในรัศมีที่ของมองเห็นได้ ทำไปเรื่อยๆ ทั้งในขณะที่เขารู้และไม่รู้ตัว เมื่อรู้สึกว่าเริ่มสนใจกิจกรรมแล้ว ค่อยสร้างความสัมพันธ์ในระดับที่ใกล้ชิดมากขึ้นดังนี้ค่ะ
1. จัดบริเวณบ้านด้วยความละเอียดอ่อน ต้องให้ความสำคัญและการจัดแสง เสียง สี หรือสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบกับเขา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ห้องนอน ห้องทำงาน หรือแม้กระทั่งห้องนั่งเล่น ให้เปลี่ยนมาให้ผ้านฝ้ายเนื้อบางเบาแทนที่จะใช้ม่านมู่ลี่พลาสติกทั้งนี้เพื่อกรอง แสง สี หรือสิ่งที่เข้ามากระทบกับเขาให้ได้มากที่สุด ดังเช่น ที่พระราชาสั่งให้ทหารทุบกระจก

2. กิจกรรมในบ้านเริ่มได้ด้วยพ่อแม่ นั่นคือ การที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจเขาอย่างใกล้ชิด มีหลายวิธีที่จะทำให้เด็กออฯรู้สึกดีกับตัวเองและกับโลกที่เขาอยู่ เช่น จัดพื้นที่บางส่วนในบ้านให้มีสีประจำวัน และให้เขาทำหน้าที่เปลี่ยนสีผ้าในแต่ละวันเพื่อให้เขารู้สึกว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงและเวลาก็มีการเปลี่ยนไป

หรือกิจกรรมหนึ่งคือ ใส่น้ำในอ่างโดยให้มีอุณหภูมิแตกต่างกันไปในแต่ละวัน ใส่วัสดุต่างๆ ลงไป เช่น เปลือกหอย หรือวัสดุธรรมชาติอื่นๆ เพื่อให้เขาเรียนรู้เรื่องการรู้สึกถึงร้อน หนาว และการมีชีวิตอยู่ค่ะ

3. การเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะและสม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่าจะต้องให้เต้นหรือร้องเพลงทั้งวันหรอกนะคะ แต่อย่างที่ทราบว่าเด็กออฯมีอุปสรรคในการเคลื่อนกายให้สัมพันธ์กับความคิด ดังนั้นชีวิตในแต่ละวันของเขาจึงต้องมีจังหวะเป็นตัวกำหนด

และเพื่อให้ผสานกลมกลืนกับกิจวัตรประจำวัน ลองใช้ “กลยุทธ์การเดินบำบัด” ดูค่ะเริ่มจากอาณาบริเวณบ้านที่มีต้นไม้ ดอกไม้ ต้นหญ้าชุ่มน้ำ ให้เริ่มกิจกรรมด้วยการเดินชะมดอกไม้ ดูเมฆเคลื่อนไหว ดูนก ร้องเพลง จังหวะการเดิน ปรบมือ ร้องเพลงด้วยกันเพราะเด็กออฯชอบเดินบนปลายเท้า การที่เปิดโอกาสให้เท้าเขาสัมผัสบนหญ้า ดิน หรือวัสดุต่างๆ หรือเดินถอยหลังขึ้นเนินจะช่วยให้เขาสามารเดินอย่างเต็มฝ่าเท้าค่ะ


ค้นหา : สะพานเชื่อมสู่โลกภายนอก

“...เจ้าชายลาค้นพบว่าดนตรีคือสะพานที่เชื่อมพระองค์ให้เข้ากับคนอื่นได้เพียรพยายามใช้กีบที่แข็งและหนาเล่นพิณได้อย่างไพเราะด้วยตัวเองจนเป็นที่ยอมรับของนักเล่นพิณ และทุกคนในเมืองต่างชื่นชอบเสียงพิณของเจ้าชายลา...”
แต่สำหรับเด็กออทิสติกแล้ว ผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะต้องเป็นคนช่วยค้นหาว่าอะไรที่เขาทำแล้วจดจ่อละมีความสุข ซึ่งในห้องเวิร์คช็อปครั้งนี้ก็มีหลายหลากมากมายที่ให้เราได้ทดลองและนำไปใช้ค่ะ อาทิ
ปั้นดินเหนียวหลังบ้าน

มในขั้นตอนนี้ผู้ใหญ่ที่ได้ทดลองทำดูจะชอบเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะ ครูอุ้ย-อภิสิรี จรัลชวนะเพท ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลบ้านรัก ให้ทุกคนจำลองตัวเองเป็นเด็ก ปั้นดินเหนียวเป็นก้อนกลม แล้วจับกลุ่มเวียนสลับก้อนดินกัน และให้ทายว่าก้อนดินก้อนไหนเป็นของตัวเองเมื่อได้มาแล้วก็นำมาคลี่และปั้นให้เป็นรูปอย่างที่ใจอยากให้เป็นค่ะ

ครูอุ้ยบอกว่า ศิลปะการปั้นดินเหนียวหาเชื่อมโยงเข้ากับสัมผัสทั้ง 12 แล้ว จะช่วยเรื่องประสาทการรับรู้ การสัมผัสแตะต้อง การได้กลิ่น รูปทรง ขนาด น้ำหนัก อุณหภูมิ จากลูกกลมๆ ในมือที่ค่อยๆ คลี่ดินออกและปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ สมองจะทำงานผ่านมือและผ่านใจ จะช่วยเด็กออฯ เรื่องการมองหลายมิติ ทำให้เข้าใจสิ่งที่มีหลายด้านมากขึ้น

ระหว่างกิจกรรม ครูอุ้ยเพลงที่ช่วยในการนวดแป้งหรือปั้นดินเหนียวมาให้ร้องพร้อมกับเด็กๆ ด้วยค่ะ “มานวดขนมกันเถอะเรา มานวดเบาๆ อย่างนี้ไง อย่างนี้ไง อย่างนี้ไง”

นอกจากนี้ครูอุ้ยยังบอกเทคนิค สำหรับเด็กออทิสติกนั้น เราจะต้องรู้ก่อนว่าเขาต้องการอะไร เช่น อาจจะต้องช่วยเหลือเขาการยืนซ้อนทับจากด้านหลัง แล้วจับประคองอุ้งมือช่วยให้เขาปั้นได้ ซึ่งกิจกรรมการปั้นนี้เป็นเรื่องที่มากกว่าศิลปะ เพราะช่วยได้ทั้งเรื่องรูปทรง การจดจ่อกับสิ่งที่ทำ รวมถึงจังหวะการปั้นสัมพันธ์กับลมหายใจ

การเวิร์คช็อปครั้งนี้ครูอุ้ยนำดินเหนียวจากโคราชซึ่งต้องสั่งซื้อเฉพาะ มาให้พวกเราลองปั้นค่ะ เพราะเป็นดินแดง สะอาด มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ แต่หากมีดินหลังบ้านที่พอจะทำได้ ก็ใช้ได้เช่นกัน แต่ต้องดูให้ละเอียด ไม่มีเศษอะไรปะปนนะคะ

เข้าครัวปั้นขนม

ส่วนคนที่ไม่ชอบดินเหนียว กิจกรรมปั้นในบ้านก็มีอีกค่ะ เพียงแค่เดินจากหลังบ้านเข้าในครัวเท่านั้น...

เมื่อคุณแม่เปิดห้องครัวเตรียมจะอบขนมปัง เราสามารถให้เด็กๆ ทั้งที่ปกติ และเป็นออทิสติกช่วยได้ค่ะ เช่น ในช่วงผสมแป้ง นวดแป้ง และปั้นแป้ง วิธีการดึงความสนใจคล้ายกับการปั้นดินสอ คือ ใช้เพลงประกอบ ซึ่งส่วนผสมทำขนมปังก็มีดังนี้ค่ะ

แป้งขนมปัง 4 ถ้วยตวง ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำตาล 1 ถ้วยตวง เนย 3 ช้อนโต๊ะ นม 1 ถ้วย ยีสต์ 1 ซอง น้ำ 3 ถ้วยตวง

ปล่อยให้เด็กๆ เอาส่วนผสมทั้งหมดใส่ชามผสม แล้วคุณแม่ทำหน้าที่นวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วทิ้งไว้ 30 นาที ช่วงเวลานี้ก็หากิจกรรมบันเทิงทำไปก่อนค่ะ อาจจะร้องเพลงหรือทำเสียงประกอบ ครบกำหนดเวลาแล้วค่อยกลับมานวดอีกที จากนั้นก็ให้เขารังสรรค์ผลงานให้เป็นรูปทรงต่างๆ ใส่ถาดที่ทาเนย แล้วนำเข้าเตาอบที่ใช้ความร้อน 200 องศาฟาเรนไฮต์ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็ได้กินขนมปังหอมๆ แล้ว

การนวดทำให้เด็กออทิสติกได้ออกกำลังกล้ามเนื้อมือ สัมผัสถึงอุณหภูมิ และรูปทรง และได้สัมผัสเรื่องการดมกลิ่น แต่มีข้อควรระวังสำหรับเด็กที่แพ้นมนะคะ โดยคุณแม่อาจจะใช้ส่วนผสมอื่นมาแทน เช่น น้ำเต้าหู้ ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีไขขี้ผึ้งให้ได้ทดลองปั้นอีกด้วย ซึ่งครูอุ้ยบอกว่าความร้อนจากมือของเราสามารถละลายขี้ผึ้งให้อ่อนจนสามารถจับปั้นเป็นรูปต่างๆ ได้ตามจินตนาการเลยล่ะค่ะ ทั้งนี้คุณแม่อาจจะเล่านิทานประกอบไปด้วยก็ยิ่งดีใหญ่เลยค่ะ

โลกจำลอง : ฝึกสร้างสัมพันธ์ผู้คน
“...แล้ววันหนึ่งขณะที่เจ้าชายเดินพิณก็ได้พักดื่มน้ำที่แอ่งน้ำแห่งหนึ่งและได้พบว่าร่างกายของตนนั้นนั้นต่างไปจากผู้อื่น พระราชาและพระราชินีจึงต้องยอมรับความจริง และนั่นคือวันที่เจ้าชายลาขอออกไปผจญภัยนอกพระราชวังเพราะอยากจะรู้จักโลกภายนอก...”
เช่นเดียวกับวันที่เด็กออทิสติกจะต้องเข้าโรงเรียนไปเจอะเจอ ครู เพื่อนๆ และผู้คนในสังคม ซึ่งก่อนที่วันนั้นจะมาถึง เราควรเตรียมพร้อมการเข้าสังคมให้กับเขา...

ครูเบ็คกี้ให้ผู้ใหญ่อย่างเราลองเป็นนักบำบัดเพื่อช่วยเด็กออฯ สามารถเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ ได้ค่ะ โดยจะใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวเพื่อละลายพฤติกรรมให้เด็กข้ามเส้นตัวตนของแต่ละคน และเพื่อกระตุ้นความคิดปลุกสมองให้ตื่น ตามมาด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ sense of touch เพื่อผ่อนคลายระบบการสัมผัสระดับล่างให้ทำงานได้ดีขึ้น อย่าลืมว่าต้องสร้างบรรยากาศให้สนุกด้วยนะคะ
Painting ช่วยผ่อนคลาย

ครูมอส-อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี นักศิลปะบำบัด บอกว่าการใช้ศิลปะประเภทเส้นสีน้ำทั้งแบบที่มีและไม่มีฟอร์มเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางการบำบัดแบบมนุษย์ปรัชญา เชื่อมโยงกับการทำงานของ 3 ส่วนคือ ความคิด จังหวะลมหายใจ และการทำงานของแขนขา
“สิ่งสำคัญในการวาดรูปกับเด็กออทิสติก คือ เมื่อรู้ว่าเขามีอุปสรรคในการเคลื่อนไหวที่อาจจะไม่ดีเท่ากับเด็กปกติทั่วไป เราต้องช่วยให้เขาลื่นไหลในตัวเขา ด้วยการวาดสีน้ำบนกระดาษที่แช่น้ำ (wet on wet) อย่าปล่อยให้เขาอะไรก็ได้ เพราะนั่นจะแสดงให้เรารู้เพียงแค่ว่าเขามีความรู้สึกอย่างไรเท่านั้น แต่การที่จะบำบัดและให้ได้รับอรรถรสของการทกำงานของร่างกายที่สงบจะต้องใช้ From Drawing ด้วย”
ครูมอสให้นักเรียนหยิบกระดาษ 100 ปอนด์ไปแช่น้ำ 5 นาทีแล้วนำมาวางบนโต๊ะจากนั้นใช้ฟองน้ำซับน้ำออก ด้วยขั้นตอนสำคัญที่นำไปใช้กับเด็กออฯ ได้อย่างสนุกนั่นคือ ช่วงที่จับมือเขาม้วนผ้าขนหนูผืนเล็กซับน้ำต่อจากฟองน้ำ และใช้พู่กันจุ่มสีทีละสีวาดตามรูปแบบที่นักบำบัดทำการวินิจฉัยและเลือกให้เข้ากับอาการของเด็กค่ะ

ครั้งนี้ครูมอสเลือกรูปแบบกลางๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูสามารถทำกับเด็กที่บ้านหรือที่โรงเรียนได้เลย เรียกว่า Movement From ซึ่งรูปร่างคล้ายกับผีเสื้อ พร้อมทั้งเลือกเพลงผีเสื้อ มาฮัมประกอบขณะที่ลากเส้นขึ้นลงวนไปมาคล้ายเลขแปด

“ผีเสื้อตัวน้อยๆ บินล่องลอยกลางพนาไพร โผผินร่อนบินระเริงใจ คลุกเคล้าดอกไม้ใจชื่นบาน...”

ครูมอสกล่าวว่า การใช้ Form Drawing มิใช่บำบัดเด็กออทิสติกกลุ่มเดียว ยังมีอีกหลายร้อยรูปแบบที่เหมาะกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท และการ painting ผ่านจังหวะการจุ่มสี ลากพู่กัน ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบำบัดเท่านั้นค่ะ

ละครจากนิทานกาลครั้งหนึ่ง

ครูอุ้ยบอกนิทานกาลครั้งหนึ่ง...เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะลองให้เด็กกำหนดคาแรคเตอร์ของตัวละครด้วยผ้าสีต่างๆ แล้วแต่งกายเลียนแบบ แก่นของนิทานที่คุณครูหรือนักบำบัดจะต้องใส่ใจขณะเล่าคือ ต้องเน้นให้เด็กรู้ว่าจะต้องใส่สัญลักษณ์อะไรลงไปในเนื้อเรื่อง เพื่อให้เขาได้แสดงเลียนแบบสิ่งนั้นๆ เช่น เจ้าชายลาต้องมีหูยาว มีกีบแข็งเขาก็ต้องคิดแล้วว่าจะใช้อะไรมาทำเป็นหูยาว และจะทำให้มือนิ้วกลายเป็นกีบลาที่แข็งได้ด้วยการแสดงออกแบบใด

“นิทานเรื่องหนึ่งเปรียบเสมือนการเดินทางของดวงวิญญาณของคนๆ หนึ่ง ซึ่งคนที่เป็นครูจะต้องเข้าใจแก่น ไม่ว่าจะเป็นนิทานไทยหรือต่างประเทศจะมีแนวคิดที่มากกว่าเรื่องเพ้อฝัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ครูรุ่นใหม่จะต้องรื้อฟื้นเพื่อที่จะเล่าอย่างมีศิลปะ หากเราเล่าไปแบบแกนๆ โดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผลร้ายก็จะตกอยู่ที่เด็ก"
การเล่านิทานผ่านตัวเด็ก หรือผ่านหุ่นผ้าจะช่วยพัฒนาด้านสังคมของเด็กออทิสติกให้สามารถทำงานร่วมกัน ฝึกสัมผัสแตะต้อง ฝึกกายสมดุลด้วยการเคลื่อนไหว และจะไปกระตุ้นการรับรู้ระดับสูง ความคิด ภาษา และการฟัง
นอกจากนี้แล้ว ยังมีกิจกรรมที่คนรอบข้างจะสามารถช่วยเด็กออทิสติกได้อีกมากมายทั้งที่ช่วยแบบเดี่ยว และทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม อาทิ
  • ใช้อุปกรณ์เด้งดึ๋ง อย่างเช่น ลูกบอล แผ่นสปริง ตั้งไว้ในห้องเพื่อให้เขาได้กระโดดยืดเส้นยืดสายก่อนเรียน

  • ทำงานกับสัมผัสระดับต่างๆ รวมทั้งการเคลื่อนไหวจะช่วยให้ศักยภาพต่างๆ ที่มีอยู่ของแต่ละคนได้คลี่คลายออกมา อาจจะวางแผ่นกระดาษวงกลมไว้บนพื้น แล้วให้เด็กกระโดดตามแผ่นนั้น ปรบมือให้จังหวะ หรือร้องเพลง แล้วก็ให้เขานับไปด้วย จะช่วยให้เขานับเป็นและเข้าใจการบวกไปพร้อมกันค่ะ

  • การกด บีบ จะช่วยให้เด็กรู้จักสัมผัสเรื่องความอบอุ่น รู้ร้อน รู้หนาว และผิวสัมผัสแบบต่างๆ เช่น ใช้ผ้าห่ม ผ้านวม วางบนพื้น ให้เด็กนอนแล้วม้วนผ้าโดยที่เด็กอยู่ด้านในขณะที่ม้วนอาจจะร้องเพลง เล่านิทาน หรือมีบทกวีที่เหมาะสมกับวัยอายุของเขาด้วยก็ได้หลังจากที่เขาอยู่ในม้วนผ้าห่มแล้วให้ทำการกด นวดตามตัว เพื่อให้เขารู้สึกถึงแรงสัมผัสหรือแรงกด และคุ้นชินกับการถูกแตะต้อง เป็นการสร้างสังคมให้เขาในระดับหนึ่ง

พัฒนา : หาตัวตนและความภูมิใจจากสิ่งที่ชอบ
“...เจ้าชายลาออกเดินทางไปต่างเมือง ได้พบผู้คนมากมาย ทั้งพ่อครัว ทหาร นักดนตรี ในที่สุดเจ้าชายหนุ่มก็ได้ค้นพบว่า คนที่ตนเลือกและเป็นคนสุดท้ายที่คนปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมด้วยความสุขกายสบายใจ ก็คือองค์หญิงนั่นเอง...”
แม้ว่าเราจะใช้การปั้นและการ painting เพื่อบำบัดอาการแต่เด็กออทิสติกก็มีความสนใจเฉพาะและกำลังตามหาสิ่งที่เขาสนใจอยู่เหมือนเด็กทั่วไปนะคะ

ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่อย่างเราจึงต้องช่วยให้เขารู้ว่าเขาเป็นใคร และยังมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้เช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ ถ้าเขาได้ทำอะไรที่รู้สึกว่าเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ เขาก็จะภูมิใจ โดยคุณครูและคุณพ่อคุณแม่ต้องหาให้พบว่าในเด็กออฯ ที่โตขึ้นเรื่อยๆ เขากำลังแสวงหาอะไรอยู่ แล้วพัฒนารูปแบบกิจกรรมให้กลายเป็นงานอดิเรกของเขาค่ะ เช่น
  • ถ้าชอบเรื่องกิน ก็ควรส่งเสริมเรื่องการทำอาหาร ง่ายๆ ด้วยการให้ช่วยหั่นมะม่วงจากนั้นก็เริ่มทำอาหารด้วยกัน

  • ชวนเขาไปวาดรูปด้วย เพราะเด็กออทิสติกไม่ว่าวัยไหนไม่มีใครไม่สนใจกิจกรรมวาดภาพ การเริ่มในแบบนี้จะช่วยกระตุ้นทักษะด้านการเข้าสังคมของเขาได้ดีทีเดียวค่ะ

  • คุณพ่อคุณแม่อาจชวนเขาทำสมุดภาพไดอารี่บันทึกกิจวัตรประจำวัน อันจะเป็นตัวช่วยสะท้อนพฤติกรรม และช่วยให้จัดระเบียบได้ และทำให้เขาสัมพันธ์กับคนอื่นได้โดยที่ไม่มัวแต่หมกมุ่นกับตัวเองมากนัก

  • หากเด็กสนใจเรื่องดนตรี ก็ควรจะส่งเสริมให้เขามีชีวิตชีวาด้วยการร้องเพลงหรือดูว่าเขาชอบเพลงในแบบไหนแล้วก็มานั่งร้องด้วยกัน
“...เจ้าชายลาใช้เสียงดนตรีขับกล่อมพระบิดาขององค์หญิงและชาวบ้านต่างเมือง จนทุกคนยอมรับและรักใคร่และได้อภิเษกกับองค์หญิงผู้เลอโฉมในคืนอภิเษก เจ้าชายลาได้ถอดรูปลาออก กลับกลายเป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงามและปกบ้านครองเมืองอย่างมีความสุข...ตลอดไป”

นิทานของเบ็คกี้จบลงพร้อมๆ กับกิจกรรมเวิร์คช็อป จากนั้นผู้ใหญ่ทุกคนในห้องต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองด้วยเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งดิฉันเชื่อมั่นว่าจากนี้ไปเราคงจะได้เห็นความสุขความเบิกบานของเด็กออทิสติก ซึ่งดิฉันเชื่อมั่นว่าจากนี้ไปเราคงจะได้เห็นความสุขความเบิกบานของเด็กออทิสติก จากการดูแลและเยียวยาอย่างถูกต้องเหมาะสมเพิ่มมากขึ้น...มากขึ้นค่ะ


(update 12 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่297 ตุลาคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600