รู้จักลูกน้อยวัยอุแว้


ระยะแรกของทารกแรกเกิด ยังเป็นระยะที่มีอัตราการเกิดโรค และอัตราการเสียชีวิตสูง เพราะสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป การต่อสู้กับเชื้อโรคยังไม่ดี ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย การดูแลและป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ จึงมีความสำคัญที่จะทำให้ทารกสุขภาพดี ก่อนอื่น เรามารู้จักกับคำว่า “ทารก” กันก่อนค่ะ
ทารกแรกเกิด หมายถึง ทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 28 วัน เป็นระยะที่มีอัตราตายสูงสุดเมื่อเทียบกับระยะอื่นๆ ของชีวิต แบ่งรายละเอียดดังนี้

ทารกครบกำหนด หมายถึง ทารกที่เกิดภายหลังจากมารดาตั้งครรภ์ตั้งแต่ 37-42 สัปดาห์ เป็นระยะที่ทารกมีความสมบูรณ์สูงสุดน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3,200 กรัม

ทารกเกิดก่อนกำหนด หมายถึง ทารกที่เกิดจากภายหลังมารดาตั้งครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์ ทารกพวกนี้มักมีน้ำหนักน้อย อัตราตายสูงกว่าทารกครบกำหนด

ทารกแรกเกิดกำหนด หมายถึง ทารกที่มีอายุในครรภ์เกิน 42 สัปดาห์

ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย หมายถึง ทารกที่มีน้ำหนักเมื่อแรกคลอดต่ำกว่า 2,500 กรัม (2.5 กิโลกรัม) อาจเป็นทารกที่ครบกำหนดหรือก่อนกำหนดก็ได้ ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์
อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดเกี่ยวข้องกับน้ำหนักแรกเกิดโดยตรง กล่าวคือ น้ำหนักยิ่งน้อย อัตราเสียชีวิตยิ่งสูง ตัวอย่างเช่นทารกมีน้ำหนักปกติ มีอัตราการเสียชีวิตไม่ถึงร้อยละหนึ่ง น้ำหนักแรกเกิดระหว่าง 1.5-2 กิโลกรัม มีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 15 และถ้าน้ำหนักระหว่าง 1-1.5 กิโลกรัม อัตราการเสียชีวิตจะสูงขึ้นเป็นร้อยละ 50 เป็นต้น

ทารกแรกเกิดเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว จึงต้องการความรัก ความอบอุ่นและความเอาใจใส่เช่นเดียวกับทุกคน การเจริญเติบโตจะเป็นไปตามธรรมชาติ ผู้เลี้ยงดูจึงเป็นผู้ช่วยให้ความช่วยเหลือ และป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น


ลักษณะทั่วไปของทารกแรกเกิด
  • น้ำหนัก โดยปกติจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3,200 กรัม (สำหรับประเทศไทย) ตัวยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ลักษณะศรีษะค่อนข้างโตเมื่อเทียบกับลำตัว สามารถที่จะเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้ทุกส่วน ถ้าจับให้นอนคว่ำ ก็สามารถที่จะหันศรีษะไปด้านใดด้านหนึ่งได้ โดยไม่ทำให้หายใจลำบาก ถ้ามีเสียงดังหรือได้รับความกระเทือน ทารกจะรู้สึกสะดุ้งตกใจพร้อมๆ กันก็จะกางแขนออก ต่อจากนั้นจึงงอข้อศอกให้ข้อมือเข้าหากันแล้วจึงร้องมีเสียงดัง ปฏิกิริยาเช่นนี้ถือว่าเป็นปกติธรรมชาติ ในทางตรงกันข้าม ถ้าทารกนอนเฉยหรือซึม แสดงว่าอาจมีความผิดปกติของสมอง

  • ศรีษะ โดยปกติมักดูใหญ่เส้นรอบศรีษะ 35 เซนติเมตร มีผมปกคลุมเด็กในวันแรกๆ อาจมีลักษณะค่อนข้างยาว ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากการคลอดตรงกลางศรีษะด้านหน้า เหนือหน้าผากขึ้นไปจะมีลักษณะเป็นช่องนุ่มๆ สี่เหลี่ยมเรียกว่า “ขม่อม” จึงต้องคอยระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นบริเวณนี้เนื่องจากมีมันสมองอยู่ภายในและไม่มีกระดูกแข็งหุ้ม ขม่อมนี้จะปิดเมื่อทารกอายุประมาณ 1 ปี

  • อุจจาระ ทารกปกติจะถ่ายอุจจาระภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด อุจจาระนี้มีสีเทาปนดำ เรียกว่า “ขี้เทา” (meconium) ไม่มีกลิ่น ต่อมาเมื่อทารกได้รับประทานน้ำนมแล้วขี้เทาจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาเข้ม เขียว เขียวเหลือง และเหลืองในที่สุด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน โดยปกติจะถ่ายอุจจาระเกือบทุกครั้งที่รับประทานนม จึงอาจถ่ายวันละ 3-6 ครั้งก็ได้

  • สะดือ ในวันแรกๆ สายสะดือจะมีสีเขียว ต่อมาก็ค่อยๆ แห้งลง เปลี่ยนเป็นสีเหลืองและดำในที่สุด และจะหลุดไปราววันที่ 7-10 หลังคลอด แต่อาจจะหลุดก่อนหรือหลังกว่านี้ก็ได้ ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด ความสะอาดเป็นความสำคัญ เพราะสะดือเด็กจะเป็นสถานที่ที่เชื้อโรคจะเข้าไปได้ง่าย คนส่วนมากมักจะกลัวว่าทารกจะเจ็บ ไม่กล้าทำความสะอาดอย่างจริงจังโดยความจริงแล้วทารกไม่รู้สึกเจ็บ เพราะเส้นประสาทบริเวณนั้นถูกตัดสายสะดือ จึงค่อยๆ แห้ง และหลุดตายไป จึงต้องรักษาความสะอาดและให้แห้งอยู่เสมอ โดยใช้แอลกอฮอล์ 70% เช็ดให้ทั่วทุกครั้งที่อาบน้ำหรือสกปรกจากอย่างอื่น วันละ 2-3 ครั้งจนกว่าจะหลุด

  • การหายใจ เด็กทารกปกติหายใจโดยใช้ท้องเป็นหลัก คือการเคลื่อนไหวของท้องมากกว่าทรวงอก หายใจประมาณนาทีละ 30-40 ครั้ง ซึ่งมากกว่าเด็กโตๆ ประมาณเท่าตัว ถ้าไม่มีอาการไอหอบหรือตัวเขียวถือว่าปกติ

  • เต้านม ทารกปกติไม่ว่าชายหรือหญิง ถ้าครบกำหนดมักจะมีเต้านมที่สามารถคลำได้ในบางคนอาจมีน้ำนม 2-3 หยดไหลออกมาก็ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ไม่ควรไปบีบเล่น เพราะอาจมีอันตรายและเกิดการอักเสบขึ้นได้ ถ้าทิ้งไว้เฉยๆ ก็จะเล็กลงเป็นปกติได้เอง

    การมีโลหิตไหลออกทางช่องคลอด อาจพบได้ในทารกหญิงที่ครบกำหนดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดของฮอร์โมนเมื่ออายุ 3-4 วัน อาจมีโลหิตออกได้เล็กน้อยจะเป็นอยู่ครั้งเดียวและเป็นปกติไม่มีอันตรายหรือต้องรักษาอย่างใด

  • ตา โดยปกติไม่ต้องการยาหรือการรักษาพิเศษ อาจปล่อยไว้เฉยๆ หรือเพียงใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดภายนอก ไม่ควรล้างตาถ้าไม่จำเป็น ธรรมชาติสร้างน้ำตาไว้ล้างเรียบร้อยแล้วมนุษย์ทุกคนไม่ว่าอายุเท่าใดจึงไม่จำเป็นต้องล้างตา ยกเว้นในการรักษาโรคตาบางชนิด

  • หู ไม่ต้องการการรักษาพิเศษอย่างใด อาจใช้สำลีพันปลายไม้เช็ดผง หรือขี้หูออกได้เฉพาะส่วนที่มองเห็น ที่อยู่ภายในไม่จำเป็นต้องล้างแต่อย่างใด

  • จมูก อาจใช้สำลีเช็ดได้เช่นเดียวกัน

  • ปาก ปากทารกในระยะแรกนี้ ไม่ต้องการการทำความสะอาด การใช้ยาสีม่วง (gentian violet) ทาจึงไม่มีความจำเป็นในทารกปกติ

  • อวัยวะเพศ ไม่ว่าชายหรือหญิง หลังจากาบน้ำ แล้วเพียงแต่เช็ดให้แห้ง ระวังไม่ให้สกปรกโดยเฉพาะภายหลังจากถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดออกก็เป็นการเพียงพอ การขริบอวัยวะเพศในเด็กชาย ตามปกติไม่มีความจำเป็น นอกจากเป็นธรรมเนียมในบางเชื้อชาติและบางศาสนา ทารกปกติทั่วไปมักจะร้องเวลาปวดปัสสาวะ เมื่อถ่ายออกมาแล้วจะเงียบ ถือเป็นภาวะปกติ ความเชื่อที่ว่าเมื่อขริบแล้วจะทำให้พบโรคมะเร็งน้อยลง ก็ยังไม่มีผู้พิสูจน์ชัดเจน คำอ้างที่ว่าทำความสะอาดง่ายขึ้นก็ดูจะไม่ตรงนัก เพราะทารกและเด็กก็ไม่ได้มีความสกปรกที่จะต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษแต่อย่างใด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญส่วนมาก แม้ในประเทศที่ชนเผ่านิยมขริบปลายอวัยวะเพศ ก็ยังแนะนำว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำ

  • เล็บ ควรตัดให้สั้นทุก 3-4 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้ขีดข่วนลำตัวหรือหน้า อาจป้องกันด้วยการใส่ถุงคลุมมือทั้ง 2 ข้างก็ได้

ภาวะปกติทารกแรกเกิด

ภาวะปกติที่พบได้ในทารกแรกเกิดได้แก่สิ่ง ต่อไปนี้
  • การสะดุ้งหรือผวา (Moro reflex)
    การสะดุ้งหรือการผวาเวลามีเสียงดัง หรือเวลาสัมผัสทารกเป็นสิ่งที่ทารกทุกคนต้องมี เพราะแสดงถึงระบบประสาทที่ปกติทารกตอบสนองโดยการยกแขนออกแล้วโอบแขนเข้าหากัน พบทั้งในภาวะตื่นหรือหลับสนิท พบได้จนถึงอายุ 6 เดือน

  • การกระตุก (TwitchingX)
    ขณะทารกหลับจะมีกระตุเล็กน้อยที่แขนหรือขา เวลาตื่นไม่มีอาการกระตุก ผู้ใหญ่บางครั้งก็มีการกระตุกก่อนรู้สึกตัวตื่นบางครั้งพ่อแม่คิดว่า ลูกชัก หากบุคลากรทางการแพทย์ไม่มีความรู้เรื่องนี้ทารกมักถูกรับไว้ในโรงพยาบาล

  • การบิดตัว
    ทารกครบกำหนด มีการเคลื่อนไหว เวลาตื่นนอนคล้ายผู้ใหญ่บิดขี้เกียจทารกยกแขนเหนือศรีษะ งอ ข้อสะโพก และข้อเข่าและบิดลำตัว ลักษณะเคลื่อนไหวแบบนี้ พบในทารกที่ปกติ และอาจพบมากในทางบางคน อาจบิดตัวจนหน้าแดง

  • การสะอึก
    การสะอึก อาจพบภายหลังดูดนม เนื่องจากการทำงาน ของกะบังลมยังไม่ปกติ แยกการที่ทารกกลืนลมทำให้จุก โดยจับทารกนั่งหรืออุ้มพาดบ่าสัก 5-10 นาที ภายหลังทารกดูดนมจนอิ่ม แล้วยังมีอาการสะอึกอีก ถือว่าเกิดจากกะบังลมทำงานไม่ปกติซึ่งไม่ต้องการรักษาใดๆ

  • การแหวะนม
    หูรูดกระเพาะอาหารของทารกแรกเกิด ยังทำงานได้ไม่ดี ทำให้รูดปิดไม่สนิท มีผลให้ทารกแหวะนมเล็กๆ น้อยๆ หลังมื้อนม และอาจออกมาทางจมูกและปากน้ำนมที่ออกมา อาจมีลักษณะเป็นลิ่มคล้ายเต้าหู้ เนื่องจากถูกกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

    ซึ่งเป็นขั้นตอนของการย่อยอาหาร พ่อแม่เข้าใจผิดว่าน้ำนมไม่ย่อย และนมที่ให้ลูกไม่ดี

    การแก้ไขการแหวะนม คือ การไล่ลม ร่วมกับการจัดให้ทารกนอนศรีษะสูง และตะแคงขวาหลังดูดนมประมาณครึ่งชั่วโมง ท่านอนดังกล่าวหูรูดของกระเพาะอาหารจะอยู่สูงทำให้น้ำนมไหลย้อนไม่ได้

    ผู้ดูแลบางคนปล่อยให้ทารกนอนราบ ขณะดูดนมแล้วใช้ผ้าหนุนขวดนม การปฏิบัติเช่นนั้นทำให้ทารกจะกลืนน้ำนม และลมเข้าไปทารกจะเรอ และแหวะน้ำนมออกมาด้วย หากการแหวะนมเกิดขณะที่ทารกนอนราบ ทารกอาจสูดสำลักนมเข้าปอดได้

    การป้อนนมที่ถูกต้องจะต้องอุ้มทารกให้อยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอนเสมอ และถือขวดนมให้น้ำนมท่วมจุก นมตลอดเวลา

    ภายหลังดูดนมหมดแล้วต้องจับทารกนั่ง หรืออุ้มพาดบ่าเพื่อไล่ลม

  • ทารกไม่ดูดน้ำ
    น้ำนมมารดามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 88%

    นมผงก่อนที่จะป้อนทารกก็ต้องผสมน้ำในอัตราส่วนที่พอเหมาะเพื่อให้มีส่วนประกอบใกล้เคียงกับนมมารดา ทารกจึงได้น้ำอย่างเพียงพอจากน้ำนม และไม่จำเป็นต้องดูดน้ำเปล่าเพิ่มเติม เพื่อแก้หิวน้ำ โดยเฉพาะทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ การดูดน้ำ หรือการป้อนน้ำเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่ว่าทารกควรได้รับนมแม้อย่างเดียว (exclusive breastfeeding) 4-6 เดือน หากพ่อแม่ไม่เข้าใจจุดนี้ จะวิตกกังวลที่ทารกไม่ดูดน้ำ เวลาให้น้ำเปล่า และแก้ไขโดยผสมกลูโคส หรือน้ำผึ้ง เพื่อให้ทารกดูดน้ำ อันตรายของการผสมกลูโคส หรือน้ำผึ้ง คืออาจทำให้ทารกดูดนมน้อยลง เป็นเหตุให้น้ำหนักตัวขึ้นช้ากว่าปกติและเกิดท้องร่วง เพราะน้ำที่เจือกลูโคสหรือน้ำผึ้งอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน

  • การถ่ายอุจจาระบ่อย
    ทารกแรกเกิด ที่เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวอาจถ่ายอุจจาระกะปริดกะปรอย ขณะดูดนมแม่บิดตัว หรือผายลม จะมีอุจจาระเล็ดออกมาด้วยทำให้เข้าใจผิดว่า ทารกท้องเดิน เพราะอาจนับการถ่ายอุจจาระได้ถึง 10-20 ครั้งต่อวัน อุจจาระมีสีเหลืองเข้มคล้ายสีทองคำใหม่ๆ และมีกลิ่นเปรี้ยว

    สาเหตุ เกิดจากนมแม่มีนมเหลือง (colostrum) เจือปน ซึ่งช่วยระบายท้อง

    นมน้ำเหลือง จะหมดไปเหลือแต่น้ำนมแม่แท้เมื่อเข้าสู่ปลายสัปดาห์ที่ 4 หลังคลอด

  • ร้องเวลาถ่ายปัสสาวะ
    เมื่ออายุใกล้หนึ่งเดือน ทารกบางรายเริ่มรับความรู้สึกปวดปัสสาวะ ทำให้ทารกร้อง เหมือนมีการเจ็บปวดก่อนถ่ายปัสสาวะ ภาวะนี้เป็นเฉพาะเวลาที่ทากถ่ายปัสสาวะขณะตื่น หากถ่ายปัสสาวะขณะนอนหลับทารกจะไม่ร้อง ทารกจะไม่มีอาการถ่ายปัสสาวะเป็นหยดๆ หรือเบ่งอาการนี้จะหายเองภายใน 1 เดือน

  • ตัวเหลือง
    ทารกที่ได้รับนมแม่มีโอกาสเกิดตัวเหลืองได้ 2 ลักษณะ

    1. breastfeeding Jaundice พบใน 2-4 วันหลังคลอด เกิดจากการได้รับนมแม่ไม่พอเพราะจำกัดจำนวนครั้งของการดูด ร่วมกับการให้ดูดน้ำเปล่า หรือน้ำกลูโคสการป้องกันภาวะนี้คือให้ทารกอยู่กับมารดาตลอดเวลา ให้ดูดนมแม่บ่อย (มากกว่า 8 มื้อ/วัน) งดน้ำเปล่าหรือน้ำกลูโคส

    2. Breastmilk jaundice ซึ่งเริ่มปรากฏปลายสัปดาห์แรก และในสัปดาห์ที่ 2-3 หลังคลอด เมื่อให้นมแม่ต่อไปจะค่อยๆ เหลืองลดลง จนปกติ เมื่ออายุ 3-12 สัปดาห์กลไกการเกิด breastmilk jaundice ยังไม่ทราบแน่นอน อย่างไรก็ตาม ทารกตัวเหลืองทุกราย ควรปรึกษากุมารแพทย์และนำมาติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด

  • ผิวหนังลอก
    ขบวนการสร้าง Keratin ของผิวหนังแสดงถึงภาวะการเจริญเต็มที่ของผิวหนังโดยทารกในครรภ์ ต้องมีภาวะโภชนาการปกติผิวหนังจะมีการลอก ภายหลังอายุ 24-28 ชั่วโมง มักพบที่มือ และเท้า ผิวหนังที่ลอกจะหายไปในเวลา 2-3 วัน โดยไม่ต้องให้การรักษาใดๆ ในทารกเกิดก่อนกำหนดผิวหนังจะลอกช้ากว่า โดยจะปรากฏเมื่อ 2-3 สัปดาห์หลังคลอด และอาจลอกมาก

  • ปานแดงชนิดเรียบ
    ปานแดงที่เปลือกตาบน หน้าผากและท้ายทอย พบได้ประมาณร้อยละ 50 ของทารกแรกเกิด ปานชนิดนี้จะมีขอบเขตไม่ชัดเจน และจะแดงขึ้น เวลาทารกร้องปานแดงที่เปลือกตา มักหายไปเมื่อทารกมีอายุหนึ่งปี ปานแดงที่หน้าผาก มักพบร่วมกับปานแดงที่ท้ายทอย มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมโดยมีฐานอยู่ที่ชายผม และมุมชี้ไปทางจมูก stork mark ปรากฏนานกว่าหนึ่งปี และอาจคงอยู่ให้เห็นในเด็กโต หรือผู้ใหญ่เป็นครั้งคราวเวลาโกรธ

  • ภาวะเขียวคล้ำที่ใบหน้า
    เป็นภาวะเขียวคล้ำที่ใบหน้าเกิดจากการมีเลือดคั่ง และมีจุดห้อเลือด (petechiae) จำนวนมาก เกิดจากการถูกบีบรัด โดยการคลอดตามธรรมชาติ หรือจากสายสะดือพันคอจุดห้อเลือดมักหายอย่างรวดเร็วใน 2-3 วัน

  • ผิวหนังลายเหมือนร่างแห (Cutis marmorata)
    ผิวหนังมีลวดลายเหมือนร่างแห หรือเหมือนลายหินอ่อน เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดฝอย พบในทารกแรกเกิดที่ปกติแล้วยังพบในทารกที่อยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมเย็นหรือร้อนไป

  • ภาวะเขียวที่มือและเท้า
    ภาวะเขียวที่มือและที่เท้าพบได้บ่อยในทารก 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เกิดจากการไหลเวียนเลือดที่มือ และเท้าช้าลง หรืออยู่ในที่เย็นและอาจมีภาวะอุณหภูมิกายต่ำ

  • เลือดออกที่ตาขาว
    เลือดออกที่ตาขาว หรือรอบแก้วตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อย และหายเองภายใน 2-3 สัปดาห์

  • ตุ่มขาว
    ภาวะนี้ มักลักษณะเป็นตุ่มนูนจากพื้นผิวมีสีนวลหรือสีขาวขนาด 1 มม.พบที่แก้ม ดั้งจมูก หน้าผาก เพดานแข็ง เหงือก หัวนม และปลายอวัยวะเพศของทารกเพศชาย ภาวะนี้พบร้อยละ 40 ของทารกครบกำหนด มักแตกและหายไปเมื่ออายุ 2-3 สัปดาห์ หรืออยู่ได้นานถึง 2 เดือน

  • ตุ่มขาวในปาก
    ที่กลางเพดานปากของทารกแรกเกิด อาจมีเม็ดสีขาวขนาดเท่าหัวเข็มหมุด (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 มม.) เรียกว่า epithelial pearl หรือ Epstein pear/I ซึ่งเป็นของปกติในทารกแรกเกิด อาจมีจำนวนมากน้อยต่างกัน ตุ่มเล็กๆ นี้ไม่ทำให้ทารกไม่ดูดนม และจะหลุดไปเองอาจพบตุ่มขาว ลักษณะนี้ที่เหงือก ที่หัวนมและปลายอวัยวะเพศชาย คนสูงอายุเรียก “หละ” และเชื่อว่าทำให้ทารกไม่ดูด

  • ลิ้นขาว
    ลิ้นขาว พบได้ในทารกแรกเกิด โดยปรากฏสีขาวกระจายเท่าๆ กัน บริเวณกลางลิ้น จึงไม่จำเป็นต้องให้การรักษาใดๆ การวินิจฉัยแยกโรคจากเชื้อรา ซึ่งพบมีแผ่นสีขาวเป็นหย่อมๆ ที่ลิ้น และพบร่วมกับที่เพดานปาก กระพุ้งแก้ม หรือที่ริมฝีปากด้วย

  • ริมฝีปากแห้งและลอกเป็นแผ่น
    ขอบริมฝีปากของทารก อาจมีเม็ดพอง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 5-8 มม. อาจพบตลอดริมฝีปากบน หรือล่าง หรือพบเฉพาะที่กลางริมฝีปากบนเม็ดนี้จะแห้งและลอกหลุดเป็นแผ่นแล้วขึ้นมาใหม่ เม็ดพองชนิดนี้มีชื่อว่า sucking blister

  • ผื่นแดง (Erythema toxicum)
    ผื่นแดงที่ตรงกลาง มีตุ่มนูนขนาดเท่าหัวเข็มหมุด ซึ่งมีสีนวล หรือซีดบางครั้งอาจเป็นตุ่มน้ำ หรือตุ่มหนองอาจอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกระจาย พบได้ตามผิวหนังทั่วไป ภาวะนี้พบร้อยละ 50-70 ของทารก ครบกำหนด อาจพบหลังคลอดทันที พบบ่อยที่สุดอายุ 24-48 ชั่วโมง และ อาจพบได้จนกว่าทารกมีอายุ 1-2 สัปดาห์ ในทารกบางรายอาจพบได้จนถึงอายุ 3 สัปดาห์

  • ปานดำ (Mongolian spot)
    เป็นสีของผิวหนัง ที่มีสีเขียวเทาหรือสีน้ำเงินดำมีขอบเขตไม่ชัดเจน เกิดจากการมีเซลล์เมลานินแทรกซึมอยู่ในชั้นผิวหนังมาก พบที่บริเวณก้นกบ ก้นและหลังส่วนเอว อาจพบได้ที่หลัง ส่วนบนหัวไหล่ แขนและขา ภาวะนี้พบร้อยละ 90 ของทารกแรกเกิด โดยพบตั้งแต่ทารกคลอดออกมา และมักหายไปก่อนพ้นวัยทารก

  • นมเป็นเต้า
    นมมีลักษณะเป็นเต้า พบได้ทั้งเพศหญิง และเพศชาย บางครั้งอาจมีน้ำนมภาวะนี้จะปรากฏจนอยู่หลายสัปดาห์ในทารกเพศหญิงอาจปรากฏจนถึงขวบปีแรก ภาวะนี้เป็นลักษณะเฉพาะของทารกครบกำหนด อาจเป็นผลของฮอร์โมนที่ผ่านรกมาสู่ทารก กลไกของการเกิดยังไม่ทราบ คนสูงอายุมีความเชื่อว่า ต้องบีบให้นมแห้ง และเต้านมยุบจึงต้องแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบีบเค้นเพราะอาจทำให้เต้านมอักเสบ

  • ถุงอัณฑะยาน
    ถุงอัณฑะอาจยานจนเกือบสัมผัสที่นอน คนสูงอายุมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งผิดปกติ และให้การรักษา โดยการประคบถุงอัณฑะด้วยใบพลูลนไฟ ถุงอัณฑะยานมาก หรือน้อย ใช้เป็นลักษณะหนึ่งในการประเมินอายุครรภ์ของทารก ถุงอัณฑะยานพบในทารกที่อายุครรภ์ครบกำหนดหรือเกินกำหนดได้

  • ของเหลวไหลออกทางช่องคลอด
    ทารกมีเมือกสีขาวข้น ออกมาทางช่องคลอด บางครั้งอาจมีเลือดที่มาจากหลุดของเยื่อบุมดลูกปน ออกมามากที่สุด ในระหว่างวันที่ 3-5 หลังคลอด และหายไปภายใน 2 สัปดาห์กลไกที่ทำให้เกิด ยังไม่ทราบ

(update 19 ตุลาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.169 August 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600