นี่เป็นความในใจของลูกน้อยวัยเล็กทั้งหลาย ที่ยังไม่สามารถอธิบายความในใจของตนเองให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนเข้าใจได้ แต่เชื่อเถอะว่า หนูน้อยอยากทำอะไรด้วยตนเอง และสนุกสนานที่จะได้เรียนรู้ในการทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเองอยู่เสมอ
ที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่บางท่านมักจะเข้าใจว่า ลูกน้อยวัยแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ เป็นวัยที่ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้มาก คุณพ่อคุณแม่จึงต้องคอยประคบประหงมช่วยเหลือหนูน้อยในการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ อย่างไม่คลาดสายตา
แต่ในเป็นความเป็นจริงแล้วหนูน้อยนี้มีพัฒนาการก้าวหน้าเป็นขั้นตอน ทำให้สามารถทำอะไรได้เองตั้งมากมายหลายอย่าง และเป็นสิ่งจำเป็นที่หนูจะต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ ในการช่วยเหลือตนเอง เพื่อการเติบโตเป็นคนที่มั่นใจในตนเองสามารถพึ่งพาตนเองได้ ภายใต้โลกยุคใหม่ที่ลูกจะต้องเติบโตออกไปเผชิญหน้าหับสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
การสนับสนุนให้ลูกได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ ในการช่วยเหลือตนเอง นอกจากมีผลต่อบุคลิกภาพของลูกในอนาคตแล้วสิ่งสำคัยที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือลูกน้อยในวัยนี้สนุกสนานในการได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับแรงใจและการสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่ หนูน้อยจะสามารถพัฒนาทักษะต่างๆ ได้ตามวัยอย่างมีความสุข
หากหนูไม่ได้รับการพัฒนาทักษะในการช่วยเหลือตนเอง
หนูน้อยที่ไม่ได้รับการสนับสนุนให้สามารถพัฒนาทักษะในการช่วยเหลือตนเอง อาจจะเติบโตเป็นผู้ใหญที่มีบุคลิกภาพไม่ดีมีปัญหาในการปรับตัวอยู่ในสังคม เช่น
- ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง
- ไม่สามารถปรับตัว ปรับจิตใจได้หากต้องเผชิญกับสภาวะสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและแรงกดดัน
- มีบุคลิกที่ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นอยู่เสมอ ไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเองได้ซึ่งมักจะทำให้เกิดความลำบากและพบกับปัญหาเสมอทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว
- ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบพึ่งพาผู้อื่นสูงมักต้องพบกับปัญหาไมได้รับการยอมรับจากสังคมและเพื่อนฝูง ซึ่งการไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมจะนำมาซึ่งปัญหาทางบุคลิกภาพและปัญหาทางจิตวิทยาอีกมากมาย เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือความรู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยวจากสังคม
หากหนูได้รีบการพัฒนาทักษะในการช่วยเหลือตนเอง
หนูน้อยที่ได้รับการพัฒนาทักษะในการช่วยเหลือตนเองอย่างต่อเนื่องจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีบุคลิกภาพดังนี้
- มีความมั่นใจในตนเอง เชื่อมั่นในความสามารถของตนเองซึ่งความรู้สึกนี้จะเป็นพื้นฐานให้ลูกสามารถพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ ที่ตนเองมีอยู่ได้ง่ายขึ้น
- มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับเพื่อนฝูง หรือเพื่อนร่วมงานได้ดีจึงได้รับการยอมรับจากสังคม
- เป็นผู้ที่พึ่งพาตนเองได้และสามารถรับผิดชอบภาระต่างๆ ในชีวิตของตนเองได้
- มีความสามารถในการปรับตัวและคิดแก้ปัญหาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสภาวะกดดันต่างๆ ได้ดี
- มีความคิดริเริ่ม กล้าคิด และกล้าลงมือทำ สามารถเริ่มต้นการงานหรือเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทายได้
หนูน้อยทำอะไรได้บ้างในวัยต่างกัน
เด็กน้อยทุกคนสามารถพัฒนาทักษะต่างๆ ในการช่วยเหลือตนเองโดนสอดคล้องกับพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง โดยลูกน้อยวัยต่างๆ สามารถช่วยเหลือตนเองในเรื่องพื้นฐานได้ดังนี้
0-1 ปี
ลูกน้อยวัยนี้แม้จะยังช่วยเหลือจนเองไม่ได้มาก แต่ลูกกำลังเรียนรู้ที่จะทำอะไรบางอย่าง เช่น พยายามพลิกคว่ำ หรือลุกขึ้นยืน คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกได้พยายามทำเองให้ได้ก่อน เมื่อลูกทำได้แล้วค่อยๆ เข้าไปกอด หรือยิ้มให้กับลูกด้วยความชื่นชมค่ะ เพื่อให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ว่าการพยายามทำอะไรด้วยตนเอง สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาคือความชื่นชมจากคุณพ่อคุณแม่
ลูกน้อยในวัยนี้เมื่อทำสิ่งใดได้อาจรีบทำจนพลาดพลั้ง เช่น รีบคลานจนหัวทิ่มร้องไห้จ้า ที่ร้องไห้ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะตกใจ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำคือรีบเข้าไปปลอบโยน เพื่อให้ลูกหายตกใจเสียก่อน ลูกน้อยจะได้ไม่จดจำประสบการณ์ที่ไม่ดีในการฝึกฝน และสามารถเริ่มต้นพยายามทำสิ่งนั้นได้อีกครั้งต่อไปโดยไม่เครียด
Tips
- เมื่อสังเกตเห็นว่าฟันซี่แรกของลูกขึ้น เวลาให้อาหารเสริมลองหาขนมปังแท่ง กลีบส้ม ชิ้นกล้วยหอม แตงกวาให้ลูกถือกัดอม เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก และฝึกให้เคยชินกับการกินอาหารด้วยตนเอง
- กระตุ้นให้ลูกคลาน ด้วยการของเล่นที่ลูกชอบมาวางไว้ใกล้ๆ เวลาลูกนอนคว่ำ แล้วค่อยๆ เลื่อนห่างออกมาเพื่อล่อให้ลูกพยายามคืบและคลานไปเอาของ
- ฝึกให้ลูกรู้จักการยืน เวลาสวมกางเกง ให้ลูกใช้สองมือจับไหล่คุณแม่ ด้วยการยกขาข้างหนึ่ง ใส่กางเกง วิธีนี้จะช่วยฝึกกล้ามเนื้อขา และช่วยให้ลูกสนุกสนานกับการฝึกยืน
1-3 ปี
ลูกน้อยวัยเตาะแตะเป็นวัยที่พัฒนาการทางด้านต่างๆ พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หนูน้อยสนุกสนานที่ได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองเริ่มเรียนรู้เรื่องตัวตนอย่างชัดเจน แต่ด้วยความที่วัยนี้รับรู้สิ่งต่างๆ ได้มากนี่เอง ทำให้มักอยากทำสิ่งที่เกินความสามารถของตนเอง จนบางครั้งเกิดความคับข้องใจเมทื่อไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการให้สำเร็จได้
คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าไปช่วยเหลือในบางเรื่องบางอย่างที่ยากเกินความสามารถของลูก เช่น อาจช่วยจับมือทำในครั้งแรกๆ เพื่อไม่ให้ลูกเครียดหรือหงุดหงิดกับสิ่งที่กำลังพยายามทำจนเกินไป แต่เมื่อสังเกตว่าลูกเริ่มทำได้เองแล้ว ค่อยๆ ปล่อยให้ลูกได้ฝึกฝนทำด้วยตนเอง
Tips
- หาเก้าอี้นั่งกินข้าวที่ความสูงเพียงพอจะให้ลูกหยิบคว้าอาหารของตนเองบนโต๊ะได้ เช่นเดียวกับผู้ใหญ่คนอื่นๆ
- ไม่ควรแสดงอาการรังเกียจเวลาที่ลูกรับประทานอาหารแล้วเลอะเทอะ เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกผิด และต่อไปหนูน้อยจะไม่กล้ารับประทานอาหารเอง
- อายุประมาณ 18 เดือน ลูกจะเริ่มรู้จักความหมายของคำว่า "อึ" หรือ "ฉี่" หากลูกบอกปวดฉี่หรืออึหรือสังเกตเห็นว่าลูกมีสีหน้าปวดฉี่ หรือปวดอึ ให้รีบพาลูกไปห้องน้ำ และฝึกให้ลูกอึฉี่ในห้องน้ำ ช่วงแรกๆ ลูกอาจจะยังบอกปวดฉี่ไม่ทัน คือฉี่ออกมาแล้วถึงบอก คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตำหนิ แต่ค่อยๆ พยายามสังเกตลูกและพาไปห้องน้ำให้ทัน หากครั้งใดไปเข้าห้องน้ำได้ทัน โดยไม่เลอะเทอะอาจให้รางวัลลูกนิดหน่อยเพื่อเป็นแรงจูงใจ เมื่อกล้ามเนื้อหูรูด และสมองส่วนที่ควบคุมประสาทสัมผัสพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลูกจะบอกเมื่อปวดฉี่หรืออึ และไปเข้าห้องน้ำได้ทันเวลา
3-6 ปี
วัยนี้ช่วยเหลือตนเองได้มากแล้ว สามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ หลายอย่างได้เอง เป็นวัยที่ชอบเลียนแบบ จึงกระตือรือร้นที่จะช่วยทำงานบ้าน เพราะอยากเลียนแบบสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาทองที่คุณพ่อคุณแม่จะปลูกฝังเรื่องความรับผิดชอบให้กับลูกน้อย
ลูกวัยนี้ยังเป็นวัยที่ชอบโอ้อวดชอบโชว์ออฟเป็นพิเศษดังนั้นเวลาที่ลูกทำอะไรได้เอง คุณพ่อคุณแม่ควรแสดงความชื่นชมทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ เช่น เข้าไปกอดหอมแก้มเพื่อแสดงความยินดี หรือให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ
Tips
- ชวนลูกน้อยล้างหน้า แปรงฟันก่อนเข้านอน หาแปรงสีฟันรูปการ์ตูนน่ารักๆ ให้เป็นรางวัลในช่วงที่ลูกเริ่มหัดแปรงฟันด้วยตนเอง หรือจะใช้แรงกระตุ้นด้วยการตั้งเงื่อนไขว่า แปรงฟันเสร็จแล้วจะได้ฟังนิทานเรื่องโปรด
- ฝึกลูกผูกเชือกรองเท้า หรือติดกระดุมเม็ดเล็กๆ โดยให้ลูกเอารองเท้าของตนเองและเสื้อผ้าของตนเองมาใส่ให้ตุ๊กตา แล้วให้ลูกฝึกผูกเชือกรองเท้าและติดกระดุมเสื้อผ้าให้ตุ๊กตา ด้วยวิธีนี้แม้ยังทำได้ไม่ดี ลูกจะไม่รู้สึกกดดันและสนุกสนานที่จะได้ฝึกกล้ามเนื้อมือไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำได้ดี
- ฝึกความรับผิดชอบ ด้วยการมอบหมายให้ทำงานบ้านง่ายๆ เช่น ล้างจาน หรือซักเสื้อผ้าชิ้นเล็กๆ ของตนเองเมื่อลูกทำเสร็จควรปรบมือให้และชื่นชม
(update 7 กันยายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.139 May 2007]
|