เมื่อลูกร้องฟูมฟายอยากได้ของ


ผมไปบรรยายเรื่องจิตวิทยาเด็กให้กับโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นวันที่อากาศร้อนมาก เป็นบรรยากาศในห้องประชุมเปิด ไม่มีแอร์คอนดิชั่นแต่ผู้ปกครองก็สนใจดี ทั้งๆ ที่ฟังไปพร้อมกับเหงื่อไหลไคลย้อย

ผมสะดุดตากับพ่อแม่หนุ่มสาวคู่หนึ่งมานั่งฟังพร้อมกับลูกสาวสองคนคนหนึ่งคงจะเป็นลูกศิษย์ที่กำลังเรียนกับโรงเรียนแห่งนี้และก็มีน้องสาวอายุประมาณ 2 ขวบมานั่งอยู่ด้วย ที่สะดุดตาผมเพราะทั้งพ่อแม่และลูกต่างนั่งฟังอย่างสงบ สำหรับพ่อแม่ผมไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะเป็นธรรมดาของผู้ใหญ่ที่กำลังสนใจฟังเรื่องที่ผมกำลังพูด แต่ที่แปลกใจเพราะทำไมหนูน้อยสองคนตั้งใจฟังด้วยดี นานๆ จะยุกยิกเสียครั้งหนึ่ง

สำหรับคนเล็กหน้าตาดี น่ารัก ตาโต ดูเป็นเด็กอารมณ์แจ่มใส มีแววตาแห่งความเชื่อมั่นและเป็นตัวของตัวเอง แม้ตัวจะเล็กเพียงแค่ 2 ขวบเศษๆ แต่ก็ไม่กวนพ่อแม่เลย

จนกระทั่งผมบรรยายเสร็จ เจ้าหนูน้อยตัวเล็กก็จูงมือพ่อแบบกึ่งจูงกึ่งลากไปที่สนามเด็กเล่นและให้พ่อกับแม่เล่นกับเขา บรรยากาศของพ่อแม่และลูก 2 คนนี้น่ารักมาก

ระหว่างที่พักรับประทานของว่าง ผมสังเกตเห็นว่าลูกคนเล็กของพ่อแม่คู่นี้เป็นเด็กที่ไม่ใช่เล่นทีเดียว เพราะเป็นเด็กที่มีความแข็งในลักษณะท่าทางเป็นเด็กที่จัดการและควบคุมคนอื่น ควบคุมทั้งพ่อแม่และพี่สาว พยายามฝืนให้คนอื่นทำตามใจตน ซึ่งพ่อแม่ก็ยอมตามเพราะทนแรงฝืนแรงเซ้าซี้ของเด็กไม่ไหว

ช่วงที่ผมนั่งรับประทานของว่างอยู่สักครู่หนึ่งพ่อได้แยกออกจากการเล่นกับลูกและเดินมาหาผมบอกกับผมว่ามีคำถามเกี่ยวกับลูกคนเล็ก เพราะลูกคนเล็กเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตนเองมาก จะเอาอะไรต้องเอาให้ได้ และเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็เกิดปัญหาที่ศูนย์การค้า เมื่อลูกคนเล็กต้องการให้พ่อซื้อตุ๊กตาให้แต่พ่อเห็นว่าที่บ้านมีหลายตัวแล้วและตัวที่อยากได้นั้นแพงมาก จึงบอกลูกว่าตุ๊กตาตัวนี้แพงมาก พ่อไม่ซื้อให้

พ่อเล่าว่าลูกสาวพยายามตื้อให้พ่อซื้อตุ๊กตาให้ได้ แต่พ่อก็บอกว่าไม่ซื้อให้และเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คือเจ้าลูกคนเล็กกรีดร้องเสียงดังมากดังจนต้องหันมามอง จากนั้นลูกได้ทิ้งตัวลงกับพื้นถีบขาและฟาดขาไปมาพร้อมกับร้องไห้เสียงดัง

พ่อพยายามจะปลอบแต่ลูกกลับร้องมากขึ้นฟาดแขนขาไปมาไม่ยอมหยุด ในที่สุดพ่อต้องซื้อตุ๊กตาให้เพื่อตัดปัญหา เพราะกลัวว่าลูกจะมีอารมณ์เสียจนเกินไป

เมื่อเหตุการณ์ที่ศูนย์การค้าผ่านไป พ่อสังเกตว่าลูกเป็นเด็กที่ดื้อมากขึ้น แข็งมากขึ้น เอาแต่ใจตนเองเพิ่มขึ้น และใช้พฤติกรรมร้องแล้วลงนอนดิ้นอีกหลายเมื่อไม่ได้ดังใจ พ่อคิดว่าขนาดลูกเล็กๆ ยังเป็นอย่างนี้ โตขึ้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้

ท่านผู้อ่านเคยประสบปัญหาอย่างนี้หรือทำนองนี้บ้างไหมครับ

ผมขอแนะนำในการแก้ไขปัญหานี้ดังนี้ครับ

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ถ้าเราทำความเข้าใจกลไกในการเกิดปัญหาให้ดีก็สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้

ตามปกติแล้วเด็กวัยตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปจนถึงช่วงวัยอนุบาลตอนต้น (3-4 ปี) เด็กจะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง และใช้ตนเองเป็นจุดศูนย์กลางของความต้องการที่จะอยากได้ ต้องการที่จะให้เป็นไปตามความรู้สึกของตน ทำให้เด็กมีพฤติกรรมดื้อดึงปฏิเสธไม่ยอมทำตาม แต่ถ้าพูดดีๆ ชื่นชมให้ความสำคัญเด็กก็ย่อมทำตามได้

แต่เนื่องจากเป็นวัยที่ภาษายังพัฒนาไม่มากนัก ไม่มากพอที่จะระบาย หรือบ่งบอกความรู้สึกของตน ดังนั้นเมื่อไม่ได้ดังใจ เด็กจะใช้อารมณ์และร่างกายเป็นสื่อแทนคำพูด เช่น การร้องไห้ การดื้อ ทุรสทุรายฟาดแขนขา การเอาศรีษะโขกพื้น การกรีดร้อง การตี การกัด การอาเจียน เป็นต้น เขาจะใช้พฤติกรรมเหล่านี้เมื่อต้องการให้คนรู้ว่าเขาเกิดความรู้สึกไม่พอใจ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่เมื่อเด็กใช้พฤติกรรมเหล่านี้เกิดการเรียนรู้ว่าสามารถทำให้ตนได้ตามความประสงค์ ได้ดังใจที่ต้องการ ได้ดังใจที่ปรารถนา และสามารถควบคุมผู้ใหญ่ได้

เด็กจึงใช้พฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำอีกเมื่อได้ผลก็ใช้อีก ใช้ซ้ำๆ จนเป็นความเคยชิน

วิธีแก้ไขไม่ยากครับ เราใช้หลักทฤษฎีการเรียนรู้ ซึ่งกล่าวว่า ถ้าพฤติกรรมใดที่เด็กแสดงออกหรือกระทำตามที่ใจอยากทำ แล้วไม่ได้รับผลที่ตามปรารถนา เด็กจะค่อยๆ เลิกพฤติกรรมนั้นไปเอง

จากทฤษฎีนี้เราก็สามารถนำมาประยุกต์กับเด็กได้ไม่ยากนัก แต่ขอให้ใช้ความอดทนและปฏิบัติด้วยอารมณ์นิ่งๆ ผ่อนคลาย และหนักแน่น

ดังนั้นเมื่อเด็กร้องไห้อย่างมากมายเพื่ออยากได้ของ สมมติว่าเกิดในห้างสรรพสินค้า เราคงปล่อยให้เด็กร้องรบกวนคนอื่นไม่ได้แน่ เราควรบอกกับเด็กว่าไม่ซื้อให้เพราะอะไรและเขาก็ร้องไห้ตรงนี้ไม่ได้เมื่อเขายังไม่หยุดร้องเราควรพาหรืออุ้มลูกออกจากห้างสรรพสินค้าเมื่อถึงจุดที่ไม่รบกวนคนอื่นแล้ว เราควรวางลูกลง ถ้ายังไม่หยุดร้องก็ให้ร้องไห้ต่อไปได้โดยเราเป็นฝ่ายเฝ้าระวังอยู่เฉยๆ ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องหงุดหงิด

ตามปกติแล้ว เด็กจะร้องไป สังเกตพ่อแม่ไปด้วย ว่าจะเอาอย่างไรกับเขา เมื่อเด็กเห็นว่าร้องไห้นานแล้ว ก็ไม่ได้ของตามที่เขาปรารถนาเขาจะค่อยๆ หยุดร้องไปเอง เมื่อเราเห็นว่าลูกหยุดร้อง เราควรเข้าไปบอกกับเขา อุ้มและเช็ดหน้าให้เขา แล้วบอกเขาว่าเมื่อเขาหยุดร้องพ่อรักเขา เมื่อเขาหยุดร้องไห้งอแงเราก็จะไปหาขนมรับประทานกัน

เด็กจะเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ว่านี้ ถ้าร้องไม่ว่าจะร้องนานเท่าใด พ่อก็ไม่ได้ซื้อของเล่นให้ และพ่อก็ไม่ได้ทำโทษด้วยการเฆี่ยนตี พ่อไม่แสดงอารมณ์โมโหโกรธ แต่เมื่อเขาหยุดร้องพ่อกลับพาไปรับประทานขนม แล้วยังบอกว่ารักเขาอีกด้วย

ในครั้งต่อๆ ไปถ้ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น เด็กก็จะยังคงร้องไห้ได้อีก และถ้าเราปฏิบัติต่อเด็กอย่างคงเส้นคงวาเหมือนเดิมเด็กร้อวไห้เพื่อเรียกร้องไปอีกไม่นานนัก ไม่หลายครั้งนัก ในที่สุดเด็กจะไม่ร้องเมื่อไม่ได้ของตามที่ต้องการ เด็กจะมีความอดทนต่อการไม่สมหวังมากขึ้น และเด็กก็ยังเรียนรู้ด้วยว่าพ่อแก้ปัญหากับเขาด้วยความหนักแน่นไม่ก้าวร้าว เขาจะค่อยๆ ประทับแบบฉบับของพ่อเข้าไปใจในของเขาซึ่งต่อไเมื่อเขาพบกับปัญหาที่ไม่พอใจ เขาก็จะจัดการกับปัญหาด้วยความหนักแน่นไม่ใช่อารมณ์เหมือนกับพ่อ ซึ่งเป็นแบบฉบับให้เขา

ท่านผู้อ่านที่รักการปรับพฤติกรรมจากเหตุการณ์นี้ท่านสามารถไปประยุกต์กับพฤติกรรมอื่นๆ ได้ และมักจะปรับปัญหาต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี เพียงแต่ท่านต้องเข้าใจเรื่องของทฤษฏีการเรียนรู้และทำไปด้วยความหนักแน่นและใจเย็นๆ ก็จะทำให้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาได้ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังบุคลิกลักษณะของการไม่ใช้อารมณ์ให้กับลูกอีกด้วย


(update 7 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.167 June 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600